Bữa Tối Thịt Sống: Lời Nguyền Kuman Thong tại Wat Sam Ngam

มื้อค่ำเนื้อดิบ: คำสาปกุมารทอง ณ วัดสามง่าม นครปฐม

สายฝนกระหน่ำลงบนกระจกหน้าต่างของโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เสียงฝนกลบเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่งๆ ภายในห้องตรวจที่เย็นเฉียบ ดำรงนั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกแข็ง มาลัย ภรรยาของเขา นั่งอยู่ข้างๆ เธอนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น สายตาเธอมองเหม่อไปยังโปสเตอร์เด็กยิ้มแป้นบนผนัง

นายแพทย์ชราถอนหายใจยาว เขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษเสียดสีกันดังบาดหู “ผมเสียใจด้วยครับ คุณดำรง คุณมาลัย” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ราวกับกำลังแจ้งผลการพยากรณ์อากาศ “ผลการทำเด็กหลอดแก้วครั้งที่สี่… ไม่สำเร็จครับ”

ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้ง ดำรงก้มหน้ามองพื้นกระเบื้องที่เย็นชืด เขาเห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดพุ่งสูงขึ้น ความหวังที่พังทลายลงอีกครั้ง มาลัยไม่ร้องไห้ เธอไม่แม้แต่จะกระพริบตา ความว่างเปล่าในดวงตาของเธอน่ากลัวกว่าน้ำตา

“เรายังมีทางเลือกอื่นนะครับ” นายแพทย์พูดต่อ “การรับไข่บริจาค… หรือการอุ้มบุญ…”

คำพูดเหล่านั้นเหมือนมีดที่มองไม่เห็น มันแทงทะลุหัวใจของมาลัย เธอลุกขึ้นยืนทันที “ไม่ค่ะ” เสียงของเธอแหบพร่า “มันคือความล้มเหลวของฉัน” เธอก้าวออกจากห้องไป โดยไม่รอสามี

ดำรงรีบลุกขึ้น โค้งคำนับให้แพทย์อย่างลวกๆ “ขอบคุณครับหมอ” เขารีบวิ่งตามภรรยาไป เสียงฝีเท้าของเขาสะท้อนไปตามทางเดินที่ว่างเปล่า

บนรถกลับบ้าน เสียงเดียวที่ดังคือเสียงที่ปัดน้ำฝน มันปัดเป่าสายฝนที่สาดกระหน่ำ แต่ไม่สามารถปัดเป่าความตึงเครียดในรถได้ ดำรงจับพวงมาลัยแน่น เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่าง คำปลอบใจ คำสัญญา แต่อะไรล่ะ? เขาลองเอื้อมมือขวาไปกุมมือของมาลัยที่วางอยู่บนตัก มือของเธอเย็นเฉียบ และทันทีที่เขาสัมผัส… มาลัยก็ชักมือกลับ ราวกับมือของเขาเป็นเหล็กร้อน เธอดึงมือไปกอดอก หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูเมืองที่พร่ามัวไปด้วยม่านฝน

ดำรงถอนหายใจ เขารู้สึกเหมือนกำลังขับรถอยู่คนเดียว ภรรยาที่เขารักมาสิบห้าปี บัดนี้กลายเป็นคนแปลกหน้า ที่นั่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้ว

คอนโดของพวกเขาสะอาดสะอ้าน แต่ไร้ชีวิตชีวา มาลัยเคยเป็นนักจัดดอกไม้ บ้านของพวกเขาเคยเต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอม ตอนนี้ แจกันทุกใบว่างเปล่า เกาะไปด้วยฝุ่นบางๆ

มาลัยเดินตรงเข้าห้องนอน ปิดประตู ไม่นานนัก ดำรงก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ ไม่ใช่เสียงร้องไห้ฟูมฟาย แต่เป็นเสียงสะอื้นที่ถูกกดไว้ เสียงของคนหัวใจสลาย

หลายสัปดาห์ผ่านไป มาลัยกลายเป็นเงาของตัวเอง เธอเลิกจัดดอกไม้ เธอเลิกทำอาหาร เธอนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็จ้องมองโทรศัพท์มือถือ ดำรงพยายามพูดคุย พยายามชวนเธอดูหนัง พยายามทำอาหารที่เธอชอบ แต่มาลัยเพียงแค่ส่ายหน้า หรือพยักหน้าอย่างขอไปที

ค่ำคืนหนึ่ง ดำรงตื่นมากลางดึกเพราะเสียงเคาะแป้นพิมพ์ เขาเดินออกจากห้องนอน เห็นแสงสีฟ้าสว่างวาบมาจากห้องนั่งเล่น มาลัยนั่งขดตัวอยู่บนโซฟา ในมือถือแท็บเล็ต ดวงตาเธอเบิกกว้าง จ้องมองหน้าจออย่างไม่ลดละ

“มาลัย… นี่มันตีสามแล้วนะ” ดำรงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

มาลัยสะดุ้ง เธอรีบหันมามองเขา ในแววตาของเธอมีประกายบางอย่าง ไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความหมกมุ่น “พี่ดำรง… ดูนี่สิ”

เธอยื่นแท็บเล็ตให้เขา หน้าจอเต็มไปด้วยข้อความจากฟอรัมออนไลน์ หัวข้อกระทู้เขียนว่า: “ปาฏิหาริย์มีจริง! ขอลูกจากกุมารทอง วัดสามง่าม”

ดำรงขมวดคิ้ว “วัดสามง่าม? นครปฐม?” เขาเลื่อนอ่าน เรื่องราวมากมายจากคนที่อ้างว่าสิ้นหวัง คู่รักที่พยายามมาสิบปี ผู้หญิงที่แท้งลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทุกคน ทุกคนลงเอยด้วยเรื่องราวความสำเร็จ ภาพถ่ายเด็กทารก ภาพถ่ายครอบครัวที่มีความสุข และตรงกลางของทุกเรื่องราว คือภาพของรูปปั้นเด็กชายตัวเล็กๆ สวมชุดไทยโบราณ “กุมารทอง”

“มาลัย… นี่มันงมงาย” ดำรงพูด เขาเป็นวิศวกร เขาเชื่อในวิทยาศาสตร์ เชื่อในเหตุและผล พวกเขาใช้เงินนับล้านไปกับ IVF นั่นคือวิทยาศาสตร์ แต่นี่… นี่มันคือไสยศาสตร์

“หนูไม่สน!” มาลัยสวนกลับทันที เสียงของเธอดังและสั่นเครือ “หมอบอกว่าเราหมดหวังแล้ว! วิทยาศาสตร์ทอดทิ้งเราแล้ว!” เธอจ้องหน้าเขา “พี่อ่านสิ พวกเขาทำได้ พวกเขามีความสุข หนูอยากมีความสุขบ้าง!”

“มันไม่เหมือนกันนะมาลัย นั่นมัน… มันคือ… รูปปั้น” “แล้วถ้ามันได้ผลล่ะ?”

ดำรงพูดไม่ออก เขาไม่เคยเห็นภรรยาของเขาเป็นแบบนี้ นี่ไม่ใช่ความเศร้า นี่คือความคลั่ง

คืนนั้นจบลงด้วยการทะเลาะกัน แต่ดำรงรู้ว่าเขาแพ้แล้ว

วันรุ่งขึ้น มาลัยไม่พูดอะไร เธอแค่แต่งตัว หยิบกุญแจรถ ดำรงถอนหายใจ “รอด้วย… พี่ไปด้วย”

ระหว่างทางไปนครปฐม มาลัยดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา เธอนั่งตัวตรง มองไปข้างหน้า เธอกำลังไปพบ “ความหวัง” สุดท้ายของเธอ

ดำรงขับรถไป ในใจเขากำลังต่อสู้กัน เขารู้สึกเหมือนคนโง่ เขากำลังทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อทั้งหมดของตัวเอง แต่เมื่อเขาเหลือบมองภรรยา เขาก็เห็นรอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปากของเธอ เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายสัปดาห์ แม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มที่เกิดจากความสิ้นหวังก็ตาม

เขานึกถึงคำพูดของเพื่อนร่วมงาน “บางครั้ง เราก็ต้องทำเรื่องโง่ๆ เพื่อคนที่เรารัก”

ดำรงพยายามปลอบใจตัวเอง มันก็แค่การขับรถเที่ยว มันก็แค่รูปปั้นดินเหนียว ถ้ามันทำให้มาลัยรู้สึกดีขึ้น ถ้ามันทำให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ มันก็คงคุ้มค่า

“มันก็แค่รูปปั้น” เขาพึมพำกับตัวเอง “มันจะทำอะไรเราได้”

สายลมที่พัดผ่านหน้าต่างรถ หอบเอากลิ่นธูปจางๆ และกลิ่นอับชื้นของความเชื่ออันเก่าแก่เข้ามา ความเชื่อที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่ที่วัดสามง่าม


วัดสามง่ามไม่ได้ตั้งอยู่ในที่เปลี่ยว มันอยู่ท่ามกลางชุมชน แต่ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าซุ้มประตูวัด บรรยากาศก็เปลี่ยนไป เสียงจอแจของตลาดด้านนอกเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ใหญ่ และเสียงใบไม้แห้งที่เสียดสีกันบนพื้น

ดำรงรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก ทั้งที่เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แดดยังแรง แต่ภายในวัดกลับรู้สึกชื้นและอับทึบ นี่ไม่ใช่ความสงบร่มเย็นของวัดทั่วไป มันคือความเงียบที่หนักอึ้ง เหมือนมีบางอย่างกำลังจ้องมอง

มาลัยก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว ดวงตาเธอเป็นประกาย เธอมุ่งตรงไปยังกุฏิและศาลาต่างๆ ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด

สิ่งที่ทำให้ดำรงขนลุก ไม่ใช่สถาปัตยกรรมเก่าแก่ แต่เป็น “พวกเขา” พวกเขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง กุมารทอง รูปปั้นเด็กน้อยนับพัน อาจจะนับหมื่น ตั้งเรียงรายอยู่ตามฐานพระพุทธรูป ตามใต้ต้นไม้ ตามศาลาริมน้ำ

พวกเขามีทุกขนาด ตั้งแต่ขนาดเท่าหัวแม่มือ ไปจนถึงขนาดเท่าเด็กจริง บางตัวยิ้มแย้ม สวมชุดไทยสีสันสดใส มือถือก้อนทอง แต่บางตัวก็ดูเก่าแก่ สีซีดจาง ดวงตาที่เคยสดใสกลายเป็นสีดำด้าน เหมือนหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง และไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหน ดำรงรู้สึกว่าดวงตาเหล่านั้น… กำลังมองตามเขา

เขาเห็นผู้คนมากมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง พวกเขากำลังกระซิบกระซาบกับรูปปั้น บางคนกำลังป้อนน้ำแดงจากขวดเล็กๆ บางคนกำลังลูบหัวกุมารทองเหมือนเป็นลูกจริงๆ มันเป็นภาพที่น่าอึดอัดใจ

มาลัยเดินไปหยุดหน้าตู้กระจกขนาดใหญ่ ภายในนั้นเต็มไปด้วยกุมารทองรุ่น “พิเศษ” ดูขลังและน่ากลัวกว่าตัวอื่นๆ “ที่นี่… ต้องเป็นที่นี่” เธอกระซิบ

พวกเขาถามหาพระอาจารย์ผู้สร้างกุมารทอง ชาวบ้านชี้ไปที่กุฏิหลังในสุด ที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ “หลวงพ่อดำ”

กุฏิของหลวงพ่อดำมืดกว่าข้างนอก มีเพียงแสงสลัวจากหน้าต่างบานเล็ก กลิ่นธูปและกำยานคละคลุ้ง ผสมกับกลิ่นสาบจางๆ ที่ดำรงบอกไม่ถูก

หลวงพ่อดำนั่งอยู่บนอาสนะ ท่านดูชรามาก ผิวหนังเหี่ยวย่น แต่ดวงตากลับคมปลาบ ท่านไม่เงยหน้าขึ้นมองพวกเขาด้วยซ้ำ ท่านกำลังใช้มีดเล็กๆ แกะสลักไม้ท่อนหนึ่ง ให้เป็นรูปเด็ก

“พวกท่านมาหาอะไร” เสียงของท่านแหบต่ำ เหมือนดังมาจากใต้ดิน

ดำรงกำลังจะอ้าปากตอบ แต่มาลัยทรุดตัวลงกราบกับพื้นทันที เธอเริ่มร้องไห้ ไม่ใช่เสียงสะอื้นเงียบๆ เหมือนในห้องนอน แต่เป็นเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจ “หลวงพ่อ… ช่วยหนูด้วย” เธอพนมมือไหว้จนตัวสั่น “หนูอยากมีลูก… หนูทำทุกอย่างแล้ว หมดเงินไปเป็นล้าน หนูไม่เหลืออะไรแล้ว หลวงพ่อคะ… หนูขอบูชา… ขอองค์ที่แรงที่สุด… ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด หนูยอมทุกอย่าง ขอแค่ให้หนูได้เป็นแม่”

ความเงียบเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงสะอื้นของมาลัย และเสียงมีดที่ยังคงขูดขีดเนื้อไม้

หลวงพ่อดำหยุดมือ ท่านเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำสนิทของท่าน จ้องมองทะลุผ่านตัวมาลัย ไม่ใช่การมองด้วยความเมตตา แต่เป็นการมอง… เพื่อประเมินค่า ท่านมองเธอนานมาก นานจนดำรงรู้สึกอึดอัด อยากจะดึงภรรยาของเขาลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปจากที่นี่

ในที่สุด หลวงพ่อก็พยักหน้าช้าๆ “ตามอาตมามา”

ท่านลุกขึ้น เดินช้าๆ ไปยังประตูด้านหลังกุฏิ เปิดเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่มืดทึบ ห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงจากเทียนไขเล่มเดียว ที่ส่องให้เห็นตู้ไม้เก่าคร่ำคร่า

ภายในห้อง กลิ่นสาบที่ดำรงได้กลิ่นก่อนหน้านี้ ยิ่งรุนแรงขึ้น มันคือกลิ่นคาว… เหมือนกลิ่นเลือดจางๆ

หลวงพ่อดำรื้อค้นในตู้ หยิบห่อผ้าสีแดงคล้ำออกมา ผ้านั้นเก่าจนสีซีด และมีรอยด่างดำเป็นวงๆ ท่านวางห่อผ้านั้นลงบนแท่นบูชาเล็กๆ อย่างระมัดระวัง

“องค์นี้… ไม่ใช่ของสำหรับคนใจเสาะ” ท่านพูดพลางค่อยๆ คลี่ผ้าออก “เขาไม่ใช่แค่รูปปั้น เขาคือดวงวิญญาณ วิญญาณเด็กที่ตายก่อนกำหนด เขาถูกปลุกเสกด้วยพิธีกรรมโบราณ”

ภายในผ้าห่อนั้น คือรูปปั้นกุมารทอง ขนาดเท่าทารกแรกเกิด ผิวสีดำสนิท ไม่ได้ยิ้มแย้มเหมือนตัวอื่นๆ ใบหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตา… ดวงตาทำจากวัสดุบางอย่างที่สะท้อนแสงเทียน ทำให้ดูเหมือนมีชีวิต และกำลังจ้องมองพวกเขา

“เขาชื่อ ‘ลูกเทพ'” หลวงพ่อดำกล่าว “เขาให้พรได้แรง แต่เขาก็ต้องการการแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ”

มาลัยจ้องมอง “ลูกเทพ” ราวกับต้องมนต์ เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไป ราวกับอยากจะสัมผัส

“เดี๋ยวก่อน” หลวงพ่อปราม “โยมต้องเข้าใจกติกา” ท่านหันมาสบตามาลัย “เขาต้องการความเอาใจใส่… เหมือนเด็กจริงๆ โยมต้องพูดกับเขา เล่นกับเขา ร้องเพลงกล่อมเขา เขาคือลูกชายของโยม”

“ค่ะ… ค่ะ หนูจะทำ” มาลัยรับคำอย่างรวดเร็ว

“เขาจะบันดาลโชคลาภ บันดาลสิ่งที่โยมปรารถนา แต่จำไว้… เขาก็เหมือนเด็ก… เขา ‘ขี้อิจฉา’ มาก” หลวงพ่อเน้นคำนี้ “เขาต้องการเป็นที่หนึ่ง เขาไม่ชอบให้โยมรักใครมากกว่าเขา ถ้าเขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เขาจะทวงคืน”

ดำรงรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง “ทวงคืน… หมายความว่ายังไงครับหลวงพ่อ”

หลวงพ่อดำไม่ตอบคำถามของดำรง ท่านหันไปทางมาลัย “และที่สำคัญที่สุด… เขาต้อง ‘กิน’ เพื่อที่จะ ‘ทำงาน'”

“กินเหรอคะ?” มาลัยถาม “หนูต้องถวายอะไร”

“น้ำแดง แฟนต้าสีแดง” หลวงพ่อบอก “ขนม ลูกอม ของเล่น เหมือนเด็กทั่วไป… และ…” ท่านเว้นจังหวะ “และทุกคืน ก่อนเที่ยงคืน โยมต้องถวาย ‘เนื้อสด’ หนึ่งจานเล็กๆ เนื้อหมู หรือเนื้อวัวก็ได้ ขอแค่เป็นเนื้อดิบๆ วางไว้ที่แท่นบูชาของเขา”

ดำรงหน้าซีด “เนื้อ… เนื้อสดเหรอครับ?”

หลวงพ่อดำพยักหน้า “วิญญาณเหล่านี้ต้องการพลังงาน เนื้อสดคือเครื่องเซ่นที่ดีที่สุด มันช่วยให้เขาแข็งแกร่ง เพื่อที่เขาจะได้ช่วยโยมได้เต็มที่” ท่านจ้องมาลัยเขม็ง “อย่า… ปล่อยให้เขาหิว เด็ดขาด ถ้าเขาหิว… เขาจะเริ่ม ‘หา’ กินเอง และสิ่งที่เขาหา… โยมจะไม่ชอบมันแน่”

ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง หนักอึ้งกว่าเดิม ดำรงกลืนน้ำลาย เขาอยากจะค้าน นี่มันบ้าไปแล้ว นี่มันเกินกว่าคำว่างมงาย นี่มัน… น่าขยะแขยง

แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร มาลัยก็พยักหน้า “หนูตกลงค่ะ” น้ำเสียงเธอแน่วแน่ “หนูจะเลี้ยงดูเขาอย่างดี หนูจะเลี้ยงเขาเหมือนลูกแท้ๆ ของหนู หนูสัญญา”

หลวงพ่อดำมองเธอนิ่งๆ “เมื่อรับไปเลี้ยงแล้ว… ห้ามทอดทิ้ง ห้ามนำกลับมาคืน นี่คือการ ‘รับเลี้ยง’ ไม่ใช่การ ‘เช่า’ เขาคือครอบครัวของโยม… ตลอดไป”

หลวงพ่อดำเริ่มห่อ “ลูกเทพ” กลับเข้าในผ้าแดง ก่อนที่ท่านจะมัดปมสุดท้าย ท่านพูดขึ้นมาลอยๆ เหมือนพูดกับอากาศในห้อง “เขาจะให้ในสิ่งที่โยมขอ แต่ระวังสิ่งที่โยมปรารถนาไว้ให้ดี… บางครั้ง… การได้มันมา อาจจะเจ็บปวดกว่าการไม่ได้มันมาเลยก็ได้”

ท่านยื่นห่อผ้าสีแดงคล้ำนั้นให้มาลัย มันหนักกว่าที่เห็น มาลัยรับมันมา กอดไว้แนบอก ราวกับกำลังอุ้มทารกจริงๆ เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง และความมืดบอด

ดำรงมองภาพนั้น เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังเอียงกระเท่เร่ นี่ไม่ใช่ภรรยาของเขา นี่ไม่ใช่ชีวิตของเขา เขากำลังยืนอยู่ในฝันร้าย ที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น


ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไป ทันทีที่ “ลูกเทพ” ก้าวข้ามธรณีประตู ดำรงรู้สึกถึงมัน อากาศในคอนโดที่เคยสะอาด บัดนี้หนักอึ้ง เหมือนมีฝุ่นละอองที่มองไม่เห็น เกาะจับอยู่ตามผิวหนัง

มาลัยไม่ได้สังเกต เธอมีความสุข เธอจัดแจงตั้งแท่นบูชาขนาดเล็ก ในมุมที่ดีที่สุดของห้องนั่งเล่น ตรงข้ามกับโซฟาที่พวกเขานั่งดูทีวี ตอนนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร รูปปั้นสีดำสนิทนั้น จะจ้องมองพวกเขาอยู่เสมอ

พิธีกรรมเริ่มต้นขึ้น ทุกเช้า มาลัยจะตื่นมา เปลี่ยนน้ำในแก้ว ถวายขนมและน้ำแดงขวดใหม่ เธอจะนั่งพับเพียบอยู่หน้าแท่นบูชา พูดคุยกับรูปปั้น เล่าเรื่องราว บ่นเรื่องดินฟ้าอากาศ หัวเราะคิกคักกับตัวเอง

“วันนี้ลูกแม่อยากกินอะไรคะ” “เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหมลูก”

ดำรงพยายามทำเป็นไม่สนใจ เขาบอกตัวเองว่านี่คือวิธีที่ภรรยาของเขาใช้บำบัดจิตใจ มันคือการ “สวมบทบาท” มันไม่ต่างอะไรกับการที่คนอื่นพูดกับสัตว์เลี้ยง …หรือพูดกับต้นไม้

แต่สิ่งที่ทำให้เขากระอักกระอ่วน คือตอนกลางคืน ก่อนนอน มาลัยจะร้องเพลงกล่อม เป็นเพลงกล่อมเด็กโบราณ ที่แม่ของเธอเคยร้องให้ฟัง เสียงของเธอที่เคยแหบพร่าด้วยความเศร้า บัดนี้กลับนุ่มนวล ชวนขนลุก มันก้องกังวานไปทั่วห้องที่เงียบสงัด ขับกล่อมรูปปั้นที่ไร้ชีวิต ดำรงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน ในครอบครัวใหม่ที่แสนประหลาดนี้

สองสัปดาห์ผ่านไป เหมือนปาฏิหาริย์ โทรศัพท์บ้านที่เงียบเหงามานานก็ดังขึ้น ดำรงเป็นคนรับสาย “สวัสดีครับ… จากสถานสงเคราะห์เด็ก… ใช่ครับ” หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรง “คุณดำรงและคุณมาลัย… เอกสารการขออุปการะบุตรของพวกคุณ… ที่ยื่นไว้เมื่อสองปีก่อน…”

ดำรงแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว พวกเขายื่นเอกสารทิ้งไว้ ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ หลังจากที่การทำ IVF ครั้งแรกล้มเหลว “ครับ… ยังสนใจอยู่ครับ”

“เรามีเคสฉุกเฉินครับ เด็กชาย อายุห้าขวบ ชื่อ ‘อนันดา’ พ่อแม่ของเขา… เพิ่งเสียชีวิตกะทันหัน จากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาไม่มีญาติคนอื่นเลย”

ข้อมูลทุกอย่างตรงกับที่พวกเขาระบุไว้ เพศชาย อายุไม่เกินหกขวบ “เขาเข้าเกณฑ์ของคุณสมบัติของคุณทุกอย่าง และไฟล์ของคุณก็อยู่ลำดับแรกพอดี เหมือน… เหมือนโชคชะตากำหนดไว้ พวกคุณสนใจจะ… พบเขาก่อนไหมครับ”

เมื่อดำรงวางสาย เขารู้สึกเหมือนกำลังฝันไป เขามองไปที่มาลัย ที่กำลังยืนนิ่ง น้ำตาไหลอาบแก้ม “ลูกเทพ…” เธอกระซิบ “ลูกเทพให้พรเราแล้ว เขาให้พรเราแล้วจริงๆ พี่ดำรง!” เธอวิ่งไปคุกเข่าลงกราบแท่นบูชา “ขอบคุณค่ะลูกแม่! ขอบคุณ!”

ดำรงอยากจะเชื่อว่ามันคือความบังเอิญ ความบังเอิญที่น่าทึ่ง แต่ส่วนลึกในใจ เขามองไปที่รูปปั้นสีดำนั้น ที่กำลังจ้องมองเขากลับมา ด้วยดวงตาที่สะท้อนแสงไฟ เขารู้สึก… หวาดกลัว

อนันดา เป็นเด็กที่น่ารัก ผิวขาว หน้าตาจิ้มลิ้ม แต่สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกแปลก คือดวงตาของเขา มันโต สีดำสนิท และ… ว่างเปล่า เขาไม่ร้องไห้ ไม่พูด ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขาแค่จ้องมอง ตอนที่พวกเขาไปพบที่สถานสงเคราะห์ อนันดาแค่เดินมาหามาลัย แล้วยื่นมือเล็กๆ ให้เธอกุมไว้ ราวกับรู้หน้าที่

กระบวนการทุกอย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาด เพราะเป็นเคสเร่งด่วน ภายในหนึ่งสัปดาห์ อนันดาก็ย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดของพวกเขา ในห้องที่เคยเตรียมไว้สำหรับลูก ห้องที่เต็มไปด้วยของเล่นที่ไม่เคยถูกสัมผัส

มาลัยมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอทุ่มเทความรักทั้งหมดให้กับอนันดา เธอทำอาหาร อ่านนิทาน สอนเขาวาดรูป อนันดาเป็นเด็กดี เขาเชื่อง ทำตามทุกอย่างที่มาลัยบอก แต่เขาก็ยังคงเงียบ และดวงตาก็ยังคงว่างเปล่า

ดำรงพยายามจะเชื่อมสัมพันธ์ เขาซื้อรถบังคับวิทยุให้ พยายามชวนเตะฟุตบอลนิ่มๆ ในบ้าน อนันดาจะรับของเล่นไว้ แต่ไม่เล่น เขาจะนั่งถือมันไว้ มองมันนิ่งๆ จนกว่ามาลัยจะมาพาไปทำอย่างอื่น

ปัญหาเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์ที่สอง หลังอนันดาย้ายเข้ามา มาลัยยังคงปฏิบัติต่อ “ลูกเทพ” เหมือนเดิม เธอบอกกับอนันดาว่า “นี่คือน้องนะลูก… น้องลูกเทพ อนันดาต้องรักน้องนะ” อนันดาแค่พยักหน้า

ทุกคืน มาลัยยังคงถวายเนื้อสดจานเล็กๆ ตอนนี้เธอต้องดูแลลูกสองคน ลูกที่เป็นมนุษย์ และลูกที่เป็นวิญญาณ ดำรงรู้สึกว่าบ้านของเขา เริ่มกลายเป็นโรงละครประหลาด

คืนหนึ่ง ดำรงตื่นขึ้นมาเพราะคอแห้ง เขาลุกจากเตียงอย่างเงียบๆ ไม่อยากให้มาลัยตื่น เขาเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่มืดมิด แสงจันทร์สลัวๆ ส่องผ่านม่านเข้ามา พอให้เห็นทาง

เขาเกือบจะเดินผ่านไปแล้ว ถ้าหางตาไม่สังเกตเห็นบางอย่าง เขาหยุดกึก หัวใจเต้นแรง มีคนยืนอยู่ในห้องนั่งเล่น ยืนนิ่งสนิท… หน้าแท่นบูชาของลูกเทพ

“อนันดา?” ดำรงกระซิบเรียก เด็กชายหันขวับมา ในความมืด ดำรงเห็นเพียงเงาตะคุ่ม “ทำอะไรอยู่ลูก… นอนไม่หลับเหรอ”

อนันดาไม่ตอบ เขายืนนิ่ง มองมาที่ดำรง แล้วชั่วอึดใจ เขาก็หันหลัง เดินตึกๆๆ กลับเข้าห้องนอนของตัวเองไป

ดำรงขมวดคิ้ว เขามองไปที่แท่นบูชา เทียนสีแดงที่มาลัยจุดไว้ดับไปแล้ว เหลือเพียงควันจางๆ และจานกระเบื้องสีขาวเล็กๆ บนจานนั้น มีเนื้อวัวดิบหั่นเต๋า ยังคงวางอยู่เหมือนเดิม

“คงละเมอ” ดำรงบอกตัวเอง เขาไปดื่มน้ำ แล้วกลับเข้าห้องนอน พยายามข่มตานอน

เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงมาลัยปลุกเขา ไม่ใช่เสียงปลุกปกติ แต่เป็นเสียงที่ตื่นเต้น “พี่ดำรง! ตื่นเร็ว! ดูนี่สิ!”

ดำรงลืมตาอย่างงัวเงีย มาลัยยืนยิ้มกว้าง ในมือของเธอถือจานกระเบื้องสีขาวใบเล็ก จานที่เขาเห็นเมื่อคืน “ดูสิคะ!” เธอยื่นจานมาให้เขาดู “มันหายไป!”

ดำรงลุกพรวด จานนั้นว่างเปล่า ไม่เหลือแม้แต่คราบเลือด มันสะอาด… เหมือนถูกล้าง “หายไป… หมายความว่าไง”

“ลูกเทพกินค่ะ!” มาลัยหัวเราะอย่างมีความสุข “เขามากินเครื่องเซ่นของเขาแล้ว! เขาแข็งแรงแล้ว! เขาพอใจ!”

ดำรงรู้สึกคลื่นไส้ “มาลัย… มันอาจจะ… มด หรือแมลงสาบ…”

“ไม่มีมดสักตัว!” มาลัยสวน “พี่ก็รู้ว่าคอนโดเราสะอาดแค่ไหน แล้วถ้าเป็นแมลงสาบ มันต้องมีร่องรอยสิ แต่นี่… เกลี้ยงเลย! เหมือนมีคนมาล้างจาน!”

เธอมีความสุขมาก ดำรงไม่อยากทำลายความสุขของเธอ แต่ความกลัวเริ่มเกาะกินหัวใจเขา นี่ไม่ใช่แค่การบำบัดทางจิตอีกต่อไป นี่คือเรื่องจริง บางอย่าง… กินเนื้อดิบในบ้านของเขา

คืนนั้น ดำรงแกล้งทำเป็นหลับ เขานอนตัวเกร็ง รอ… รอจนกระทั่งเสียงหายใจของมาลัยสม่ำเสมอ รอจนนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน เขาค่อยๆ ลุกจากเตียง ย่องไปที่ประตูห้องนอน

เขาแง้มประตูออก เพียงช่องเล็กๆ พอให้มองเห็นห้องนั่งเล่น ที่สว่างด้วยแสงจันทร์ เขารอ… หนึ่งนาที… ห้านาที… สิบนาที… จนกระทั่งเขาเริ่มคิดว่าตัวเองบ้าไปแล้ว

แล้วเขาก็ได้ยิน เสียงฝีเท้าเล็กๆ เบา… แต่สม่ำเสมอ อนันดา เดินออกมาจากห้องของเขา ในชุดนอนลายไดโนเสาร์ เขาไม่ได้เดินละเมอ ดวงตาเขาเปิดกว้าง จ้องตรงไปข้างหน้า เขาเดินไปหยุด หน้าแท่นบูชา

อนันดายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังสื่อสารกับรูปปั้น แล้ว… เขาก็เอื้อมมือเล็กๆ นั้นออกไป หยิบชิ้นเนื้อดิบสีแดงสด ที่มาลัยเพิ่งวางไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ขึ้นมา

ดำรงกลั้นหายใจ เขาคาดหวังว่าเด็กน้อยจะเอาไปซ่อน หรือเอาไปทิ้ง แต่อนันดาไม่ได้ทำอย่างนั้น เด็กชายยกมือขึ้น ชูชิ้นเนื้อนั้น อ้าปาก …แล้วยัดมันเข้าไปในปาก

เสียง… เสียงเคี้ยว เสียงฉีกเนื้อ ดัง… ดังอย่างน่าประหลาด ในความเงียบยามค่ำคืน

ดำรงยืนตัวแข็งทื่อ เลือดในกายเย็นเฉียบ เขาอยากจะอาเจียน อนันดา… ลูกชายบุญธรรมที่น่ารักของเขา กำลังยืนกินเนื้อดิบ อย่างตะกละตะกลาม น้ำลายสีแดงปนเลือด ไหลย้อยลงมาตามคาง

ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตา อนันดาหยุดเคี้ยว ทุกอย่างหยุดนิ่ง แล้วอย่างช้าๆ… ช้ามากๆ… เด็กชายหันศีรษะมา มองตรงมายังรอยแยกของประตู มองตรงมายังดวงตาของดำรง ที่กำลังเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง

ปากเล็กๆ นั่น เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด แต่ดวงตา… ดวงตาที่เคยมองว่าว่างเปล่า บัดนี้… มันไม่ได้ว่างเปล่าเลย มันเต็มไปด้วยบางสิ่ง บางสิ่งที่เก่าแก่ เยือกเย็น และไม่ใช่ดวงตาของเด็กห้าขวบ มันกำลังยิ้ม ยิ้มให้เขา ผ่านดวงตาของอนันดา


“ไม่!!!!” ดำรงผงะถอยหลัง กระแทกเข้ากับกรอบประตูเสียงดังปัง เขาอุดปากตัวเองไว้ แต่มันสายเกินไป เสียงนั่นปลุกมาลัยที่หลับอยู่

“พี่ดำรง? เกิดอะไรขึ้นคะ” เสียงงัวเงียดังมาจากข้างหลัง

ในห้องนั่งเล่น อนันดาไม่สะทกสะท้าน เด็กชายแค่หันกลับไป หยิบเนื้อชิ้นสุดท้ายในจาน ยัดเข้าปาก แล้วเดินกลับเข้าห้องนอนไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าการกินเนื้อดิบกลางดึก เป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก

“พี่… พี่เห็น…” ดำรงตัวสั่น เขาพูดไม่ออก “พี่เห็นอนันดา…”

มาลัยเปิดไฟห้องนอน แสงสว่างสาดเข้าตาเขา เธอเดินออกมา มองหน้าสามีที่ซีดเผือด “เห็นอนันดาทำไมคะ? เขาก็อยู่ในห้อง…” เธอมองเลยไปที่แท่นบูชา แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า “โอ้… พระเจ้า…” เธอเดินไปหยิบจานเปล่าใบนั้นขึ้นมา “เกลี้ยงเลย! เมื่อคืนพี่ไม่เชื่อหนู เห็นไหมคะ ลูกเทพกินจริงๆ ด้วย!”

“ไม่ใช่!” ดำรงตะโกน เสียงของเขาสั่น “ไม่ใช่น้ำแดง! มันคือเนื้อ! อนันดา! อนันดากินมัน! เขากินเนื้อดิบ!”

สีหน้าของมาลัยเปลี่ยนไป จากความยินดี เป็น… ความไม่พอใจ “พี่พูดเรื่องอะไรคะ”

“ผมเห็นกับตา! เขายืนอยู่ตรงนั้น เขายัดมันเข้าปาก ปากเขาเต็มไปด้วยเลือด! มาลัย… ลูกเรา… เด็กคนนั้น… เขา… เขาไม่ปกติ เขาอาจจะป่วย หรือ… หรือถูกผีเข้า!” ดำรงแทบจะเสียสติ เขาคว้าแขนภรรยา “เราต้องพาเขาไปหาหมอ เดี๋ยวนี้! หรือ… หรือพาไปหาวัด! พาไปให้พระรดน้ำมนต์!”

มาลัยสะบัดแขนเขาออก แรงกว่าที่ดำรงคิดว่าเธอมี “อย่ามาพูดจาไร้สาระ!” เธอกดเสียงต่ำ “พี่น่ะสติแตกไปแล้ว”

“สติแตกเหรอ? ผมเห็นเขากินเนื้อดิบ! นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติ!”

“แล้วยังไง?” มาลัยสวนกลับ ดวงตาของเธอเย็นชา “แล้วถ้าเขาจะกินล่ะ”

ดำรงชะงัก “คุณ… คุณพูดว่าอะไรนะ”

“หนูบอกว่า… แล้วยังไง” มาลัยกอดอก เธอสูดหายใจลึก ราวกับกำลังรวบรวมเหตุผล ที่บิดเบี้ยวของตัวเอง “พี่ไม่เข้าใจเหรอคะ” เธอมองเขาเหมือนเขาเป็นเด็กโง่ “นั่นไม่ใช่ ‘อนันดา’ ที่กิน นั่นคือ ‘ลูกเทพ’!”

“มาลัย… คุณเพี้ยนไปแล้ว…”

“หนูไม่ได้เพี้ยน! พี่ต่างหากที่ปิดหูผิดตา!” เธอชี้ไปที่รูปปั้นสีดำ “ลูกเทพคือวิญญาณ เขาไม่มีร่างกาย เขาจะกินของพวกนี้ได้ยังไง ถ้าไม่ผ่าน ‘สื่อ'” เธอพูดคำว่า “สื่อ” เหมือนเป็นศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ “อนันดาคือ ‘สื่อ’ ของเขา! ลูกเทพยืมร่างของอนันดา เพื่อมารับเครื่องเซ่น! นี่มัน… นี่มันคือปาฏิหาริย์! มันคือสัญญาณที่ดี! มันแปลว่าลูกเทพยอมรับอนันดา เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราแล้ว!”

ดำรงยืนอ้าปากค้าง เขากำลังฟังภรรยาของตัวเอง อธิบายภาพสยดสยองที่เขาเพิ่งเห็น ว่าเป็น “สัญญาณที่ดี” โลกของเขากำลังพังทลาย ไม่ใช่ ภรรยาของเขากำลังพังทลาย

“มาลัย… ฟังผมนะ… นั่นคือเด็ก เขาป่วย…”

“เขาไม่ได้ป่วย!” มาลัยตะคอก “เขาถูก ‘เลือก’ หนูสวดมนต์ขอพรทุกวัน ขอให้ลูกเทพรักบ้านนี้ รักครอบครัวเรา และท่านก็ทำ! ท่านกำลังแสดงให้เราเห็น!”

เช้าวันนั้น ดำรงพยายามจะพูดเรื่องนี้อีกครั้ง “อย่างน้อย… เราต้องหยุด หยุดให้เนื้อดิบ ถ้ามันเป็นเพราะของพวกนั้น…”

“หยุดเหรอ?” มาลัยหัวเราะหึๆ “พี่จำคำของหลวงพ่อไม่ได้เหรอ ‘อย่าปล่อยให้เขาหิว’ ถ้าเราหยุด ถ้าลูกเทพโกรธ อะไรจะเกิดขึ้น? พี่อยากให้โชคลาภที่เราเพิ่งได้มาหายไปเหรอ? พี่อยากให้ ‘ลูก’ ของเราหายไปเหรอ?”

คำว่า “ลูก” เธอหมายถึงอนันดา หรือรูปปั้น ดำรงไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของมาลัย เริ่มต้นจากจุดนั้น มันเหมือนเขื่อนที่แตก ความเชื่อมั่นอย่างบ้าคลั่ง เข้าครอบงำเธออย่างสมบูรณ์

เธอเริ่มซื้อเนื้อมากขึ้น ไม่ใช่แค่จานเล็กๆ อีกต่อไป เธอซื้อเนื้อสันใน เนื้อที่แพงที่สุด สดที่สุด “ลูกแม่ต้องได้กินของดีๆ” เธอบอกกับดำรง “ลูกเทพกำลังทำงานหนักเพื่อเรา เราต้องดูแลท่านให้ดี”

กลิ่น… กลิ่นคาวเลือดจางๆ เริ่มติดอยู่ในห้องนั่งเล่น มันซึมเข้าไปในผ้าม่าน ในพรม ในโซฟา มันคือกลิ่นของโรงฆ่าสัตว์ ที่ถูกกลบไว้ด้วยกลิ่นธูปและกำยาน

ดำรงแทบจะกินอะไรไม่ลง ทุกครั้งที่เขามองเนื้อหมูทอดในจาน เขาก็จะเห็นภาพ ปากเล็กๆ ที่เปื้อนเลือดของอนันดา เขาเริ่มผอมลง ใต้ตาคล้ำ

แต่มาลัยกลับดูสดใสขึ้น เธออ้วนท้วนขึ้น มีน้ำมีนวล เธอฮัมเพลงตลอดเวลา เธอเลิกสนใจดำรงโดยสิ้นเชิง ความสนใจทั้งหมดของเธอ มุ่งไปที่ “ลูก” ทั้งสองของเธอ

เธอสร้าง “ครอบครัว” ที่ประหลาด ของเธอกับอนันดา และ “ลูกเทพ”

ทุกเย็น มาลัยจะเรียกอนันดามานั่งข้างๆ แท่นบูชา “มาไหว้น้องลูกเทพสิลูก” อนันดา ที่ยังคงเงียบขรึมและว่างเปล่าเหมือนเดิม จะก้มลงกราบรูปปั้นนั้นอย่างว่าง่าย กราบสามครั้ง หน้าผากจรดพื้น

ดำรงพยายามจะแทรกแซง “อนันดา… ไปเตะบอลกับพ่อไหมลูก” เขายืนถือลูกบอลนิ่มๆ ยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน อนันดาหันมามองเขา ดวงตาสีดำสนิทนั่นจ้องนิ่ง เด็กชายกำลังจะลุกขึ้น…

“อนันดายังไหว้น้องไม่เสร็จค่ะพี่” เสียงมาลัยดังขึ้น เย็นชา “อย่าขัดจังหวะพิธีของเขา”

ดำรงยืนเก้อ ลูกบอลหลุดจากมือ เขากลายเป็นคนนอก ในบ้านของตัวเอง เขากลายเป็นผู้ชม ของละครสยองขวัญ ที่ภรรยาของเขาเป็นคนกำกับ

ทุกคืน เขาจะได้ยินเสียงเคี้ยว มันดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะมาลัยเพิ่มปริมาณเนื้อ บางคืน ดำรงฝันร้าย เขาฝันว่าเขาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น และเห็นอนันดานั่งอยู่ กำลังเคี้ยวเนื้อ แต่เมื่อเด็กชายหันมา ใบหน้านั้นกลับกลายเป็นใบหน้าของมาลัย เธอยิ้มให้เขา ปากเต็มไปด้วยเลือด แล้วพูดว่า “อร่อย… อร่อยจริงๆ ค่ะพี่”

เขาตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อท่วมตัว มองไปที่มาลัย เธอนอนหลับอย่างมีความสุข หายใจสม่ำเสมอ ราวกับทารก

ความหวาดกลัวที่ดำรงมีต่ออนันดา ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความกลัว… ที่มีต่อภรรยาของเขาเอง ผู้หญิงที่เขาเคยรัก ผู้หญิงที่ตอนนี้ กำลังรับใช้บางสิ่ง ที่น่าสะพรึงกลัว และเรียกมันว่า “ครอบครัว”

เขาเริ่มสังเกต ว่ามาลัยเอง ก็เริ่มมีกลิ่น กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ติดตัวเธอ ไม่ว่าจะอาบน้ำนานแค่ไหนก็ตาม


สถานการณ์ภายในบ้านดำรงตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ความหวาดระแวงกัดกินเขา ในขณะที่ความเชื่อของมาลัยแข็งแกร่งขึ้นจนเกินเยียวยา

การงานของดำรงรุ่งเรืองอย่างผิดปกติ ในฐานะวิศวกร เขากำลังดูแลโครงการขนาดใหญ่ของบริษัท จู่ๆ งานก็ราบรื่น สัญญาที่คิดว่าจะพลาดก็ได้มาอย่างง่ายดาย เงินเดือนและโบนัสพุ่งสูงขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากที่ “ลูกเทพ” เข้ามาในบ้าน

“เห็นไหมคะ” มาลัยพูดอย่างเย้ยหยัน ขณะนับปึกธนบัตร “ลูกเทพกำลังทำงานหนักเพื่อเรา” เธอใช้เงินที่ได้มาอย่างมหาศาล ส่วนใหญ่หมดไปกับการซื้อเนื้อ และเครื่องเซ่นไหว้ราคาแพง

แต่ดำรงไม่ได้รู้สึกยินดีกับความสำเร็จเลย เขารู้สึกว่าทุกบาททุกสตางค์ มีคาวเลือดติดอยู่

เขาพยายามดึงอนันดาให้ห่างจากพิธีกรรม “อนันดา… พ่อจะพาไปสวนสนุกนะลูก” เขาหวังว่าโลกภายนอก โลกที่เต็มไปด้วยแสงสว่างและเสียงหัวเราะ จะช่วยให้เด็กชายกลับมาเป็นเด็กปกติได้

วันนั้น ดำรงพาอนันดาไปสวนสัตว์ เด็กชายดูมีความสุข… อย่างน้อยก็จนกระทั่งถึงส่วนจัดแสดงสัตว์กินเนื้อ อนันดาหยุดนิ่งอยู่หน้ากรงเสือ สายตาของเขามีประกายบางอย่างที่ดำรงบอกไม่ถูก มันไม่ใช่ความชื่นชม แต่เป็น… ความเข้าใจ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต่อสัญชาตญาณดิบของสัตว์ร้าย

เขายืนจ้องเสือที่กำลังกินเนื้อสดที่เจ้าหน้าที่โยนให้ นานกว่าครึ่งชั่วโมง จนดำรงต้องจูงมือพาไป

เย็นวันนั้น ดำรงซื้อไอศกรีมรสวานิลลาให้ เป็นอาหารปกติ เป็นอาหารของเด็กห้าขวบทั่วไป

อนันดาค่อยๆ เลียไอศกรีม คำแรก แล้วคำที่สอง… จู่ๆ เด็กชายก็เบ้หน้า อาเจียนออกมาอย่างรุนแรง ไอศกรีมสีขาว เปื้อนพื้น และอนันดาก็ร้องไห้ เป็นครั้งแรกที่ดำรงได้ยินเสียงร้องไห้ของเขา มันเป็นเสียงร้องที่แหบพร่าและเจ็บปวด ราวกับร่างกายของเขาปฏิเสธอาหารที่ถูกปรุง

มาลัยโกรธมากเมื่อรู้เรื่อง “พี่ทำอะไรกับลูกคะ!” เธออุ้มอนันดาแนบอก ปัดป้องดำรงออกไป “พี่พยายามจะ ‘แยก’ ลูกของเราออกจากกัน!”

“ผมแค่ให้เขากินอาหารปกติ!” ดำรงตะโกน “ลูกคุณน่ะ! เขาไม่ยอมกินอะไรเลยนอกจากเนื้อดิบ! เขาจะต้องตายเพราะขาดสารอาหาร!”

“ไม่ต้องห่วง!” มาลัยจ้องตาเขาอย่างบ้าคลั่ง “ลูกเทพดูแลเขาอยู่! ถ้าลูกเทพอยากกิน เขาก็ต้องกิน! พี่จะไปยุ่งทำไม!”

ความขัดแย้งนี้ ทำให้ “ลูกเทพ” โกรธ หรือมาลัยโกรธ หรือทั้งสองอย่าง

คืนนั้น หลังจากที่ทั้งสามคนหลับไปแล้ว ดำรงต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก เพราะเสียงน้ำกระฉอก เขาเดินไปที่ห้องนั่งเล่น สิ่งที่เขาเห็น ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกบีบคอ

เขาเลี้ยงปลาคาร์พสีทองไว้ในตู้กระจกอย่างดี มันคือสัตว์เลี้ยงตัวเดียวที่เขาชอบ เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ตอนนี้… น้ำในตู้ปลากระฉอกออกมาเล็กน้อย และในตู้… ปลาคาร์พตัวใหญ่ที่สุดของเขา ตัวที่เขาตั้งชื่อว่า “บารมี” กำลังลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำ

แต่ไม่ใช่แค่นั้น มันไม่ได้แค่ตาย ร่างกายของมันเหี่ยวแฟบ เหมือนก้อนหนังที่ถูกดูดความชื้นออกไปจนหมดสิ้น ดวงตาโปนออกมา ราวกับตกใจกลัว

ดำรงทรุดตัวลง เขาใช้มือสั่นๆ สัมผัสกระจกตู้ปลา มันเป็นฝีมือใคร? อนันดา? เด็กห้าขวบจะทำแบบนี้ได้ยังไง? หรือ…

มาลัยยืนอยู่ข้างหลังเขา เงียบกริบ

“คุณทำอะไรลงไป” ดำรงถามเสียงแผ่ว เขาไม่หันกลับไปมอง เขากลัวที่จะเห็นสีหน้าของเธอ

“พี่เป็นคนทำ” มาลัยตอบ น้ำเสียงเธอเย็นยะเยือก “พี่ทำให้ลูกเทพโกรธ”

“ผมแค่พาลูกไปเที่ยว…”

“พี่กำลังพยายาม ‘แย่ง’ อนันดาไปจากเขา” มาลัยก้มลง กระซิบข้างหูของดำรง “ลูกเทพไม่ชอบให้พี่รักใครมากกว่าเขา” เธอยืนขึ้น มองไปที่รูปปั้นสีดำ “นี่คือคำเตือน นี่คือสิ่งที่เขาทำ… เพื่อสั่งสอนพี่”

“คุณกำลังบอกว่ารูปปั้นนี่ฆ่าปลาของผม?” ดำรงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “มาลัย! มันไม่ตลกนะ!”

“มันไม่ได้ฆ่าปลาพี่หรอก” มาลัยตอบอย่างเฉยเมย “มันแค่… ‘กิน’ พลังงานชีวิต ที่พี่ให้ปลาตัวนี้ไป” เธอเดินกลับเข้าห้องนอนไป ไม่เหลือบมองปลาที่ตายแล้วเลย

ดำรงนั่งอยู่ตรงนั้นนานหลายชั่วโมง มองปลาที่รักของเขา แล้วมองไปยังรูปปั้นที่จ้องมองเขาอยู่ ความตึงเครียดทางจิตใจ ทำให้เขาล้มป่วย เขาเริ่มปวดหัวอย่างรุนแรง นอนไม่หลับ ความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด

เขาเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อย ดังแว่วมาจากมุมมืดของห้อง แม้ว่าอนันดาจะนอนหลับอยู่ในห้องของตัวเองก็ตาม เสียงนั้นตามหลอกหลอนเขา ในความมืด เขารู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่ กำลังจ้องมองเขาอยู่

ความสัมพันธ์ของดำรงและมาลัย พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสื่อสารกันผ่านคำพูดที่เจ็บปวด หรือความเงียบที่น่ากลัว

มาลัยเริ่มใช้คำว่า “เรา” เมื่อพูดถึงพิธีกรรม “เราต้องเตรียมอาหารเย็นให้ลูกเทพ” “เราต้องไม่ให้เขาหิว”

ดำรงรู้ว่า “เรา” ของเธอ ไม่ได้รวมตัวเขาอีกต่อไป เธอคือมารดา อนันดาคือบุตร และ “ลูกเทพ” คือหัวหน้าครอบครัว เขาเป็นแค่ผู้จัดหาเงิน ผู้ซึ่งกำลังจะถูกกำจัดออกไป

คืนหนึ่ง ดำรงเดินไปที่ห้องของอนันดา เด็กชายหลับอยู่บนเตียง ดูสงบเสงี่ยม ไร้เดียงสา เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ ยื่นมือไปแตะหน้าผากเด็กชาย “ลูก…”

ทันใดนั้น อนันดาเปิดตาขึ้น ตาคู่นั้นจ้องเขม็ง แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่ไม่ใช่ของเด็ก มันชั่วร้าย และเยาะเย้ย

“พ่อ… ทำอะไร” เสียงของอนันดาแหบพร่า เป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับดำรง แต่ไม่ใช่ด้วยเสียงของเด็ก แต่เป็นเสียงที่หนักแน่น ลึกและเย็นเยียบ

“พ่อจะ… พ่อจะดูว่าลูกสบายดีไหม” ดำรงตอบอย่างติดขัด

อนันดาหัวเราะเบาๆ “ผมสบายดี ไม่ต้องห่วง”

เด็กชายยิ้มกว้างขึ้น แล้วกระซิบ “แต่แม่… แม่รักผมนะ มากกว่าพ่อ”

เสียงหัวเราะคิกคักแผ่วเบา ดังมาจากใต้เตียง เสียงที่ดำรงเคยได้ยิน เสียงนั้น เหมือนกำลังเยาะเย้ยเขา

ดำรงถอยหลังออกมา เขาปิดประตูห้องอนันดา ยืนพิงประตู หัวใจเต้นรัว อนันดาพูดได้ และพูด… ในสิ่งที่เขารู้สึกมาตลอด เด็กคนนี้… ไม่ใช่ลูกของเขา

เขามองไปที่แท่นบูชาในห้องนั่งเล่น ตอนนี้ รูปปั้นกุมารทอง ดูเหมือนจะยิ้มให้เขา ด้วยรอยยิ้มเดียวกับที่เขาเห็นบนใบหน้าของอนันดาเมื่อครู่


ความบ้าคลั่งมาถึงจุดที่ดำรงไม่สามารถ chịu đựng được nữa.

เงินทองมากมายไหลเข้าบัญชีของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน สัญญาโครงการที่เขาไม่ได้แม้แต่จะยื่นซองประมูลก็หลุดมาถึงมือ ผู้คนกล่าวว่าเขาเป็น “คนมีโชค” แต่ดำรงรู้ว่าโชคเหล่านี้ ถูกแลกมาด้วยกลิ่นคาวเลือดที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ

ลูกเทพไม่ได้ต้องการแค่เนื้อวัวธรรมดาอีกต่อไป “เขา” ต้องการของที่พิเศษกว่า “ลูกเทพบอกหนูว่าอยากได้ ‘เครื่องใน’ ที่สดใหม่ จากสัตว์ที่เพิ่งตายไม่เกินชั่วโมง” มาลัยแจ้งเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งกาแฟ

ดำรงรู้ว่ามาลัยไม่ได้โกหก เพราะเธอไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกอีกแล้ว เธอกลายเป็นเครื่อง truyền tảiคำสั่ง ให้กับบางสิ่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

เขาต้องขับรถไปไกลถึงตลาดสดชานเมือง ก่อนรุ่งสาง เพื่อรอซื้อตับ ซื้อหัวใจ ซื้อไตวัว ที่เพิ่งถูกชำแหละ เลือดสดๆ ยังหยดติ๋งๆ

มาลัยต้อนรับเขาที่ประตู ด้วยรอยยิ้มที่น่ากลัว เธอถือถาดเงิน พร้อมสำหรับ ” bữa tối thịnh soạn” ของลูกเทพ

เธอเริ่มพิธีกรรมอย่างเปิดเผย ไม่สนใจว่าดำรงจะ nhìn hay không nhìn เธอปิดไฟห้องนั่งเล่น จุดเทียนสีแดงทึบแสง แสงเทียนสลัวๆ สาดส่องไปยังรูปปั้นสีดำ ดูเหมือนว่ารูปปั้นนั้น จะโตขึ้นเล็กน้อย หรืออาจจะเป็นแค่ความหลอนของดำรง

มาลัยแต่งตัวด้วยชุดนอนผ้าไหมสีขาวสะอาด แต่ภายใต้แสงเทียน ชุดของเธอดูเหมือนเป็นสีแดงจางๆ

เธอวาง đĩa nội tạng tươi xuống trướcแท่นบูชา แล้วคุกเข่าลง ร้องเพลงกล่อม เป็นเพลงที่ดำรงจำได้ดี เพลงที่เธอมักจะร้องให้เขาฟังเวลาเขานอนไม่หลับ แต่ตอนนี้ มันถูกใช้เพื่อขับกล่อม… วิญญาณ

อนันดาถูกพามา เด็กชายมานั่งข้างมาลัย จ้องมองจานเนื้อดิบอย่างอดทน ดวงตาว่างเปล่า แต่ริมฝีปากเม้มแน่น ราวกับกำลังสะกดกลั้นความตื่นเต้น

มาลัยเริ่ม “งุบงิบ” เธอพูดคุยกับรูปปั้น เธอลูบหัวอนันดา แล้ว… พิธีกรรมก็มาถึงจุดที่ดำรงต้องหลบสายตา

ดำรงวิ่งกลับเข้าห้องนอน ปิดประตู เขาทรุดตัวลงข้างประตู อุดหูไว้ด้วยสองมือ เขาไม่ต้องการได้ยิน เสียงเคี้ยว เสียงฉีกเนื้อ เสียงกระซิบที่เหมือนเสียงหัวเราะ

เขาต้องหาทางออก เขาไม่สามารถอยู่แบบนี้ได้อีกต่อไป นี่ไม่ใช่การมีลูก นี่คือการขายวิญญาณ และภรรยาของเขา ก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างเต็มใจ

ดำรงตัดสินใจทำสิ่งที่รุนแรงที่สุด เขาต้องมีหลักฐาน เขาต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า มาลัยและอนันดากำลังป่วยหนัก หรือถูกควบคุมจิตใจ

เขาลอบติดตั้งกล้องจิ๋วไร้สาย ขนาดเล็กกว่าหัวแม่มือ ซ่อนไว้ในกระถางดอกไม้พลาสติก ที่ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือในห้องนั่งเล่น

คืนนั้น หลังจากที่ทุกอย่างเงียบสงบ มาลัยและอนันดาเข้านอนแล้ว ดำรงคลานออกมาจากห้อง ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เขาติดตั้งตัวรับสัญญาณไว้

มือเขาเย็นเฉียบ เขากดปุ่ม ‘เล่น’

ภาพจากกล้องสั่นไหวเล็กน้อย มันเป็นมุมมองที่สมบูรณ์แบบ เห็นแท่นบูชา เห็นรูปปั้น เห็นโซฟา และเห็นมาลัยกับอนันดาอย่างชัดเจน

เขามองดูอนันดาเดินเข้ามา นั่งลงข้างๆ แท่นบูชา ดวงตาที่ว่างเปล่าของเด็กชายจ้องมองจานเนื้อดิบ ดำรงเตรียมใจแล้ว สำหรับภาพสยดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาเตรียมพร้อมที่จะเห็นเลือด และท่าทางเหมือนสัตว์ร้ายของเด็กชาย

แต่… อนันดาไม่ได้ทำอะไรเลย

เด็กชายแค่นั่งนิ่ง เหมือนหุ่นขี้ผึ้ง จ้องมอง… แล้วก็หลับตาลง

กล้องจับภาพมาลัยเดินเข้ามา สวมชุดนอนสีขาว เธอนั่งลงข้างอนันดา ร้องเพลงกล่อมแผ่วเบา

มาลัยเอื้อมมือไป แตะหัวอนันดา แล้ว… เธอก็ค่อยๆ… เอนตัวลง

มาลัยเริ่มพิธีกรรม เธอไม่ใช้มีด เธอไม่ใช้ช้อน

เธอใช้ปาก

ภาพที่ดำรงเห็น ทำให้เขาทรุดลงกับพื้น เสียงหายใจของเขาติดขัด ไม่… ไม่จริง

มาลัย ภรรยาของเขา กำลังใช้มือ หยิบชิ้นเนื้อดิบชิ้นใหญ่ที่สุด เนื้อที่เต็มไปด้วยเลือดสดๆ แล้วยัดมันเข้าไปในปากของตัวเอง เธอเคี้ยวมันอย่างตะกละตะกลาม ดวงตาของเธอลืมขึ้นเล็กน้อย มองตรงไปยังรูปปั้นสีดำ ดวงตานั้น… เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ความสุข ความหิว

เธอไม่ได้ถูกบังคับ เธอทำมันด้วยความยินดี

มาลัยกินเนื้อดิบชิ้นแล้วชิ้นเล่า อย่างบ้าคลั่ง เลือดและ nước dãi chảy raจากมุมปาก หยดลงบนชุดนอนผ้าไหมสีขาวของเธอ ย้อมมันให้กลายเป็นสีชมพู แล้วเข้มขึ้น…

เมื่อเธอกินเสร็จ เธอยื่นหน้าไปใกล้รูปปั้น กระซิบอะไรบางอย่าง แล้ว… เธอหันไปหาอนันดา เด็กชายยังคงนั่งนิ่ง หลับตา

มาลัยโน้มตัวลง หายใจแรงๆ เธอหายใจรดใบหน้าของเด็กชาย เธอ “ป้อน” ลมหายใจ ลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด และกลิ่นคาวสาบของเนื้อดิบ เข้าสู่ใบหน้าของอนันดา เหมือนกำลัง “ป้อน” พลังงานชีวิต

แล้วเธอก็ลุกขึ้นยืน เช็ดปากอย่างลวกๆ อุ้มอนันดาที่หลับไปแล้ว กลับเข้าห้องนอน

ดำรงปิดคอมพิวเตอร์ เขาคลานไปในมุมมืด อาเจียนออกมา ไม่…

มันไม่ใช่แค่เรื่องผีสาง มันไม่ใช่แค่เรื่องวิญญาณ มันคือมาลัย

มาลัยเป็นคนกินเนื้อดิบ มาลัยคือ “สื่อ” มาลัยคือคนบ้า ที่เชื่อว่าการกินเนื้อดิบแล้ว “ป้อน” ลมหายใจให้ลูกบุญธรรม คือการปรนนิบัติ “ลูกเทพ”

คำพูดของหลวงพ่อดำดังก้องในหัว: “เขาไม่ใช่แค่รูปปั้น… เขาต้องการการแลกเปลี่ยน… แต่เขา… ขี้อิจฉา”

ลูกเทพไม่ได้อยากได้อนันดา ลูกเทพอยากได้มาลัย มันไม่ได้ควบคุมอนันดา มันควบคุมความเชื่อของมาลัย และตอนนี้ มาลัยได้กลายเป็น “วัว” ที่ถูกเชือด สำหรับวิญญาณกระหายเลือดตนนั้นแล้ว


ดำรงค์จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งคืน วิดีโอปรากฏอยู่ตรงนั้น เป็นเครื่องยืนยันถึงความบ้าคลั่งของมาลัยอย่างน่าสะพรึงกลัว เขาไม่สั่นสะท้านอีกต่อไป ความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวเย็นชา เขารู้ว่าต้องทำอย่างไร เขาต้องช่วยเด็กคนนี้ และเขาต้องช่วยมาลัยจากตัวเธอเอง

มาลัยตื่นสายในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอดูเปล่งปลั่งราวกับหญิงสาวสวยที่แสนจะป่วยไข้หลังจากงานเลี้ยงอันน่าขยะแขยงเมื่อคืน ดำรงค์รอจนกระทั่งอานันทน์เล่นอยู่คนเดียวในห้องนอน (กิจกรรมที่เด็กชายทำอย่างไม่ใส่ใจ) จากนั้นจึงปิดโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นและหันหน้าเข้าหาภรรยา

“ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ มาลัย” เสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่น

มาลัยซึ่งถือจานกระเบื้องสีขาวเตรียมงานพิธีตอนเช้าหันกลับมา ดวงตาของเธออ่อนโยน แต่ลึกๆ แล้วมองออกไปไกล “คุณพูดอะไรนะครับพี่ชาย คุณเห็นไหมว่าหลุนต๋องทำงานให้เราได้ดี คุณได้ขึ้นเงินเดือนอีกแล้วใช่ไหม”

ดำรงค์ไม่ตอบ เขาเสียบแล็ปท็อปเข้ากับทีวี แล้วเปิดวิดีโอขึ้นมา

ภาพปรากฏขึ้น: ห้องมืด แสงเทียนสีแดง มาลัยคุกเข่าอยู่หน้าหลิว ทันดง และจากนั้น ฉากอันน่าสะพรึงกลัวนั้น เธอใช้มือเปล่าหยิบอวัยวะสดชิ้นหนึ่งขึ้นมา ยัดเข้าปาก แล้วกลืนลงไปอย่างบ้าคลั่ง เลือดสาดกระจาย และรอยยิ้มพึงพอใจใต้แสงเทียน

มาลัยจ้องมองหน้าจอ สีหน้าของเธอไม่ได้แสดงความกลัวหรือเสียใจ มีเพียงความสงบ

“คุณเอง มาลัย” ดำรงค์กระซิบ หัวใจของเธอเจ็บปวด “คุณทำอะไรอยู่ คุณป่วย! ฉันเห็นแล้ว! ไม่ใช่พระอนันตภาพ คุณต่างหาก! คุณต่างหากที่กินเนื้อดิบ!”

มาลัยเดินไปที่ทีวีอย่างใจเย็น เธอใช้รีโมตปิดทีวี ฉากนั้นก็มืดลง

“คุณคิดว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่” มาลัยถาม เสียงเบา แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว “คิดว่าจะเอาเรื่องงี่เง่านี่มาใช้กับลู่เสินถงได้เหรอ?”

“ฉันไม่ได้ต่อต้านใครทั้งนั้น! ฉันช่วยเธอ! ช่วยพวกเราด้วย! เราต้องไปแล้ว พาอานันทะไปหาจิตแพทย์ แล้วเธอ… เธอต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ!” ดำรงจับไหล่เธอไว้

มาลัยยืนนิ่ง “ดารงค์ เจ้าไม่เข้าใจหรือ” เธอมองเข้าไปในดวงตาของเขา ดวงตาเป็นประกายอย่างบ้าคลั่ง “มันคือการเสียสละ! มันคือของขวัญจากแม่ถึงลูก เจ้าคิดว่าการตั้งครรภ์มันยากเย็นเพียงใด? ข้าไม่สามารถมีลูกแบบปกติได้ ข้าจึงต้องทำเช่นนี้ ข้าคือผู้ไกล่เกลี่ย! ข้าคือแท่นบูชามีชีวิตของลูกชายเรา! ข้ากำลังใช้ร่างกายของข้าเลี้ยงดูเขา เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าดีกว่า? ข้ามีความสุขแบบแม่แล้ว!”

“นี่ไม่ใช่ความสุข! นี่มันน่าขยะแขยง!” ดารงค์ร้อง “ข้าจะพาอานันทน์ไป เดี๋ยวนี้!”

เขาหันหลังกลับและรีบวิ่งไปที่ห้องของอานันทน์

แต่มาลัยเร็วกว่า เธอปิดประตู มือกำแน่น

“เจ้าไม่ได้รับอนุญาต” มาลัยพูด คำพูดของเธอแข็งค้าง “อานันทน์เป็นบุตรของข้า และเป็นสมบัติของเทพองค์ที่หก เจ้าจะเอาอะไรจากเขาไปไม่ได้ อย่าทำให้เทพองค์ที่หกโกรธ”

ดำรงสติหลุดลอยไปเสียสิ้น เหตุผลทั้งหมดพังทลายลง เขาพุ่งเข้าใส่มาลัย ไม่ใช่เพื่อทำร้ายนาง แต่เพื่อผลักนางออกไป

ทันทีที่มือของเขาสัมผัสนาง ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ไม่ใช่การถูกทำร้ายร่างกาย แต่เป็นแรงกดที่มองไม่เห็นและทรงพลัง ราวกับถังขนาดยักษ์เพิ่งตกลงมาบนหน้าอก เขาล้มลงกับพื้น หอบหายใจ

มาลัยยังคงนิ่ง เธอไม่ขยับเขยื้อน

ดำรงเงยหน้าขึ้น ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนจะลุกขึ้นยืน: มาลัยยิ้มอย่างมีชัย และด้านหลังเธอ เหนือไหล่ของเขา คือภาพของเทพองค์ที่หกบนแท่นบูชา

เขาสาบาน สาบานด้วยชีวิตว่าเห็นดวงตาสีดำของหุ่นจำลองกระพริบ

“เจ้าสู้ไม่ได้หรอก” มาลัยกระซิบ เสียงของเธอก้องกังวานราวกับเป็นเสียงของคนอื่น “เจ้าไม่แข็งแกร่งพอ”

ดอมรงค์คลานอย่างไม่มั่นคงไปยังประตูหน้า แผนเปลี่ยนไปแล้ว เขาช่วยทั้งคู่ไม่ได้ เขาต้องวิ่งหนี

เขาแอบมองเข้าไปในห้องของอนันดาเป็นครั้งสุดท้าย เด็กชายนอนอยู่บนเตียง จ้องมองเขา

จากนั้นดอมรงค์ก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่แปลกใหม่ บางสิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับเด็กชาย ในแสงสลัวของอพาร์ตเมนต์ ผิวของอนันดามีสีซีดเข้มแปลกๆ… และดวงตาของเด็กชาย ดวงตาสีดำขนาดใหญ่นั่น ไม่ใช่ดวงตาของเด็ก

นั่นคือดวงตาของหล็ก ถั่น ด่อง และดวงตาเหล่านั้นกำลังมองเขาด้วยความดูถูก


ดำรงไม่ได้หนี เขารู้ว่าการจากไปจะไม่ทำให้เขาหลุดพ้นจากกรรมนี้ แม้จะหนีออกจากอพาร์ตเมนต์ได้ มาลัยก็ยังคงอยู่ที่นี่ และความตายของพระอนันตเจ้า หรือความวิกลจริตของมาลัย ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับมาลัย เขาไม่แสดงสีหน้าตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวอีกต่อไป มีเพียงความสงบเยือกเย็นของคนที่ยอมรับชะตากรรมของเขาแล้ว

“ข้าจะไม่ไปไหน” ดำรงกล่าวพลางยืนตัวตรง “ข้าจะอยู่ ข้าได้ยินคำเตือนของอาจารย์แล้ว”

มาลัยเลิกคิ้ว “คำเตือนอะไร”

“หลวงพ่อดำกล่าวว่า หลู่เทียนตงอิจฉามาก” ดำรงกล่าวซ้ำ “ท่านไม่อยากให้ข้ารักท่าน และท่านไม่อยากให้ข้ารักพระอนันตเจ้า ท่านต้องการท่านอย่างที่สุด ท่านต้องการให้ท่านเสียสละตนเองเพื่อท่าน”

มาลัยยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยภาพลวงตา “เป็นเกียรติอย่างยิ่ง มันคือความหมายของชีวิตข้า”

“เปล่าหรอก นั่นมันเรื่องโกหก” ดำรงค์โต้กลับ เขาเดินตรงไปยังโต๊ะที่มะลัยกำลังจะวางจานเนื้ออีกจานหนึ่ง เขาวางมือลงบนจานนั้น “เจ้าอยากได้ลูก ข้าล้มเหลวในฐานะพ่อ มันเป็นความผิดของข้า ข้าพาเจ้ามายังที่อันน่าสยดสยองนี้ ข้าปล่อยให้มันทำลายเจ้า”

“มันไม่ได้ทำลายเจ้า แต่มันให้ชีวิตแก่เจ้า!” มะลัยคำราม เสียงของเธอเริ่มเปลี่ยนไป ราวกับคนสองคนกำลังพูดคุยกัน

“งั้นข้าจ่ายให้”

ดำรงค์วางจานลง เขาไม่ได้มองมะลัย แต่มองตรงไปที่รูปปั้นเทพทั้งหก

“เจ้าต้องการแลกเปลี่ยนไม่ใช่หรือ” ดำรงค์พูดด้วยน้ำเสียงที่ดังและเด็ดขาด “เจ้าต้องการสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด เจ้าต้องการวิญญาณ เจ้าพรากวิญญาณของมะลัยไปโดยการให้นางมีภาพลวงตาว่าเป็นลูก เจ้าทำลายชีวิตสมรสของข้า”

เขาหันกลับไปมองมะลัย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักและความเสียใจ “ขอโทษนะ มาลัย ฉันคงเป็นพ่อที่เธอต้องการไม่ได้ และคงเป็นสามีที่เข้มแข็งที่เธอคู่ควรไม่ได้”

เขาจับแขนเธออย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น “ปล่อยมาลัยไปเถอะ ปล่อยอานันท์ไปเถอะ เรามีลูกด้วยกันแล้ว ตอนนี้เราต้องแลกกัน เอาวิญญาณฉันไปแทนเธอ”

ดวงตาของมาลัยเบิกกว้าง “ทำอะไรอยู่ ดำรงค์? อย่า… อย่าสาปแช่งตัวเอง!”

“สาปแช่ง? นี่คือการชดใช้” ดำรงค์กล่าว

เขาปล่อยมาลัยแล้วเดินตรงไปที่แท่นบูชา เขาคุกเข่าลงต่อหน้าหลู่เทียนตง หลับตาลง

“ตกลงกันเถอะ” ดำรงพูดเสียงดังฟังชัด “ปล่อยให้เมียข้าตื่นเถิด ปล่อยให้เด็กคนนั้นเป็นอิสระ พาข้าไป ข้าเป็นคนทำผิด ข้าเป็นคนต้องจ่าย ข้ายอมสละชีวิต เจ้ากินวิญญาณข้าได้”

ทันใดนั้น ห้องก็เย็นยะเยือกลงทันที เสียงกรีดร้องแหลมคมดังขึ้น ไม่ใช่เสียงลม แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากรูปปั้น หลู่เทียนตงตัวสั่นอย่างรุนแรง

มาลัยกรีดร้อง เธอรีบวิ่งไปหาดำรง

“ไม่! ไม่ใช่เจ้า! หลู่เทียนตง! อย่า! เขาไม่ใช่เครื่องเซ่น!”

เธอกอดดำรง พยายามดึงเขาออก แต่เขาไม่ยอมขยับ

การเสียสละโดยสมัครใจของหลิวเทียน—การกระทำด้วยความรักอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง—สร้างความสับสนให้กับหลิวเทียนตง มันเคยชินกับวิญญาณที่สิ้นหวังและโลภมาก มันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับวิญญาณที่ยอมสละตัวเอง

ในช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนภายใน ขณะที่หลิวเทียนตงกำลังพยายามดูดวิญญาณของหลิวเทียนตง มาลัยได้ทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย

เธอปล่อยหลิวเทียนตง

และเอื้อมมือไปที่รูปปั้นหลิวเทียนตง

“เจ้าต้องการวิญญาณงั้นหรือ? พาข้าไป! แต่อย่าแตะต้องเขา!” มาลัยกรีดร้อง

เธอใช้กำลังทั้งหมดเหวี่ยงรูปปั้นขึ้นไปในอากาศ

“เจ้าทำลายข้า! เจ้าไม่ได้อะไรเลย!”

บูม!!!

รูปปั้นหลิวเทียนตงแตกกระจายเมื่อกระแทกกับพื้นหินอ่อน เศษชิ้นส่วนกระเด็นขึ้นไปในอากาศ กระจายไปทั่ว หัวสีดำหลุดออกจากร่าง

เสียงกรีดร้องครั้งที่สองดังขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เสียงกรีดร้องของมาลัย

เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หวาดกลัว และเหมือนเสียงเด็ก

อานนท์!

เด็กชายวิ่งออกจากห้องนอน กุมศีรษะร้องไห้ จากนั้นทั้งมาลัยและอานนท์ก็ทรุดลงกับพื้นหมดสติ

ห้องเงียบสงัดลงอย่างสิ้นเชิง

ดำรงตัวสั่นเทาอยู่บนเข่า กลิ่นเนื้อดิบและเลือดจางหาย แทนที่ด้วยกลิ่นไม้ผุ และ…กลิ่นหอมหวานของดอกมะลิ

เขาคลานไปหามาลัย ตรวจดูลมหายใจของเธอ เธอยังมีชีวิตอยู่ เขาคลานไปหาอานนท์ เด็กชายก็หายใจเช่นกัน

แต่เมื่อเขามองดูชิ้นส่วนของเทพทั้งหก เขาก็เห็นบางอย่างอื่น

รูปปั้นแตกหัก แต่ชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือใบหน้าของมัน คว่ำหน้าลงบนพื้น และมันถูกบดขยี้จนไม่สามารถจดจำได้

การแลกเปลี่ยนนั้นพังทลาย คำสาปถูกทำลาย

หรืออย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่ดำรงเชื่อ


ดำรงดูแลมาลัยและอนันดาตลอดทั้งคืน

เขาพาอนันดากลับไปนอน คราวนี้เด็กชายดูเหมือนเด็กห้าขวบทั่วไป ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อไหล แต่ดวงตากลับไม่ว่างเปล่าหรือเย็นชา เขาอุ้มมาลัยเข้าไปในห้องนอนอย่างอ่อนโยน เช็ดเลือดปลอมออกจากชุดนอนของเธอ และทำความสะอาดพื้น

เขาเก็บเศษชิ้นส่วนของหลุนตงทั้งหมด ใส่ลงในถุงดำ มัดให้แน่น เขายังทิ้งเนื้อดิบ เครื่องใน และขวดน้ำอัดลมสีแดงทั้งหมดทิ้งไป

รุ่งอรุณสาง แสงแดดสีทองสาดส่องเข้ามาในอพาร์ตเมนต์ บดบังความมืดมิดอันมืดมนของหลายสัปดาห์ก่อน

มาลัยตื่นขึ้น ดวงตาของเธอแจ่มใส เธอมองเขา แล้วมองไปรอบๆ ห้อง

“ดำรง…เกิดอะไรขึ้น” เสียงของเธอแผ่วเบา เต็มไปด้วยความสับสน

เขากอดเธอไว้แน่น “เราทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงนะ มาลัย แต่มันจบแล้ว”

มาลัยเห็นถุงดำที่เต็มไปด้วยเศษซากอยู่ที่มุมห้อง เธอเอื้อมมือไปแตะ แล้วดึงกลับ น้ำตาเอ่อคลอ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความบ้าคลั่ง แต่เป็นน้ำตาแห่งความสำนึกผิด ของคนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้ายอันยาวนาน

“ฉัน… ฉันทำอะไรผิด… ฉันจำได้… ฉันกิน…” เธอสะอื้นไห้

“ไม่เป็นไรนะที่รัก ฉันเห็นวิดีโอแล้ว เธอถูกเขาหลอก เธอถูกหลอกด้วยความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูก และเขาก็ฉวยโอกาสนั้น แต่ตอนนี้เขาจากไปแล้ว มันจบแล้ว”

พวกเขากอดกันและร้องไห้อยู่นาน เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่พวกเขาเป็นทั้งดำรงและมาลัยอย่างแท้จริง

พวกเขาตัดสินใจไม่กลับไปที่วัดสามง่าม ดำรงค์ได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนที่ไว้ใจได้ในจังหวัดห่างไกล บอกให้เอาถุงบรรจุอัฐิของหลวงพ่อธังตงไปที่วัดแห่งหนึ่งที่เงียบสงบ บอกให้พระสงฆ์ที่นั่นทำพิธีสวดมนต์แล้วฝังอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ฝังไว้เป็นวัตถุมงคล แต่เป็นฝังไว้เป็นวิญญาณที่ต้องการการหลุดพ้น

ชีวิตกลับมาเป็นปกติ

ดำรงค์หยุดไปหนึ่งสัปดาห์ เขาและมาลัยใช้เวลาอยู่กับอนันดา พาเขาไปสวนสาธารณะ ป้อนไอศกรีมให้ คราวนี้อนันดากินข้าวตามปกติ หัวเราะคิกคักเมื่อไอศกรีมติดจมูก เขาเริ่มพูดจาด้วยคำพูดที่ฟังดูไร้เดียงสาเหมือนเด็กอายุห้าขวบ

“พ่อ หนูชอบรถสีแดง!” “แม่ หนูอยากดูการ์ตูน!”

อนันดาเป็นเด็กชายที่น่ารักและมีชีวิตชีวา ดำรงค์และมาลัยเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง พวกเขาค้นพบความสุขง่ายๆ ที่ใฝ่ฝัน

สุดสัปดาห์นั้น ดำรงค์ทำอาหารเช้า ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว และไส้กรอก อาหารเช้าที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัว

ทั้งสามคนนั่งที่โต๊ะอาหาร แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้ห้องครัวอบอุ่นขึ้น

มาลัยหยิบไข่ดาวสีเหลืองทองฟองเล็กขึ้นมาวางบนจานของอนันดา

“กินสิลูก” เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

อนันดามองไปที่ไข่ เด็กชายหยิบส้อมเล็กๆ ขึ้นมาจิ้ม แล้ววางลงอีกครั้ง

เขาเงยหน้ามองมาลัย

ริมฝีปากของอานันทน์เผยรอยยิ้มสดใสสมบูรณ์แบบ ราวกับเด็กน้อยที่มีความสุข

“ขอบคุณค่ะ คุณแม่” อานันทน์กล่าว เสียงใสกังวาน ไม่พูดติดอ่างอีกต่อไป

แล้วเขาก็พูดต่อ

“แต่… ฉันชอบกินดิบๆ มากกว่า”

ดำรงค์และมาลัยยืนนิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาแข็งค้าง

ห้องเย็นลงทันที

มาลัยมองเข้าไปในดวงตาของอานันทน์ ดวงตาสีดำโตคู่นั้นไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่ก็ไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป เปล่งประกายระยิบระยับ สะท้อนแสงแดด แต่ลึกๆ ในใจ เธอเห็นบางสิ่งที่คุ้นเคย เงาดำๆ กำลังยิ้มอยู่

ไม่ใช่ว่าวิญญาณของเทพทั้งหกถูกทำลาย

มันแค่…ขยับตัว

และมันก็ได้เด็กที่มันต้องการจริงๆ เด็กที่สามารถกินได้ด้วยตัวเอง

อานันทน์ เด็กที่พวกเขาขอมา ถูกแทนที่ไปหมดแล้ว

เด็กชายเอียงศีรษะ

“พ่อ แม่… กิน อย่าปล่อยให้อาหารเสียเปล่า”

อานันทน์เอื้อมมือไปหยิบไข่ดาว เด็กชายค่อยๆ… โยนมันลงบนพื้น

แล้วเด็กชายก็หัวเราะ

เสียงหัวเราะก้องกังวาน ไม่ใช่เสียงหัวเราะไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ดุร้าย ดังก้องไปทั่วห้องครัวที่สว่างไสว

ดำรงมองมาลัย มาลัยมองดำรง

พวกเขาได้สิ่งที่ต้องการ นั่นคือลูก

แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นไม่มีวันสิ้นสุด พวกเขาจะต้องอยู่กับเจ้าบ้านผู้โลภมาก “ลูกชาย” ที่จะหิวโหยอยู่เสมอ และจะต้องเติบโตขึ้น…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube