Hồn Ma Ayutthaya: Lòng Tham Thức Tỉnh Kuman Thong

วิญญาณอยุธยา: ความโลภที่ปลุกกุมารทองให้ตื่น

ลมหายใจของอยุธยานั้นหนักอึ้ง

มันคือความเงียบที่จับต้องได้ ความเงียบที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เสียงกระซิบของประวัติศาสตร์ และความตาย

แสงแดดยามบ่ายแผดจ้า สาดส่องลงบนซากปรักหักพังของอดีตราชธานีที่ยิ่งใหญ่ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาในยามนี้ แทบจะไร้ผู้คน

มีเพียงเสียงจักจั่นที่กรีดร้องระงม ราวกับพยายามปลุกวิญญาณที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น

ท่ามกลางความเงียบงันนั้น ดอกเตอร์อาริส (อายุ 45 ปี) กำลังยืนปาดเหงื่อบนหน้าผากที่เริ่มเถิกกว้าง

เขาคือผู้เชี่ยวชาญชั้นครู นักโบราณคดีที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งในด้านประวัติศาสตร์อยุธยา แว่นตากรอบหนาของเขาบดบังดวงตาที่เหนื่อยล้า เสื้อเชิ้ตสีกากีชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ท่าทางสุขุมเยือกเย็นที่เขามักแสดงต่อหน้าสาธารณชน บัดนี้เหลือเพียงความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด

“อาจารย์ครับ”

เสียงใสๆ ของ โน้ต (อายุ 24 ปี) ผู้ช่วยหนุ่ม ดังขึ้นจากด้านหลัง

โน้ตคือขั้วตรงข้ามของอาริสอย่างสิ้นเชิง เขายังหนุ่มแน่น เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความศรัทธา ทั้งต่อประวัติศาสตร์และต่อตัวอาจารย์ของเขา

“ผมว่าตรงนี้น่าจะเป็นฐานของพระอุโบสถเก่าครับ รอยแกะสลักยังชัดอยู่เลย”

โน้ตชี้ไปที่กองอิฐที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ มือของเขาประนมไหว้เล็กน้อย ก่อนที่จะสัมผัสก้อนอิฐนั้นอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่ามันจะบุบสลาย

อาริสพยักหน้าส่งๆ เขาไม่ได้เดินเข้าไปดูด้วยซ้ำ

สายตาของเขากำลังจับจ้องไปยังพื้นที่อื่น… พื้นที่ที่ห่างไกลออกไป

วัดร้างแห่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนการสำรวจหลักของวันนี้

สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยพระพุทธรูปที่ถูกทำลาย กองระเกะระกะอยู่บนพื้นดินแห้งแล้ง

เศียรของพระพุทธรูปเหล่านั้นหายไปเกือบทั้งหมด ถูกตัดขาดและปล้นสะดมไปนานหลายศตวรรษ

ภายนอก อาริสคือปราชญ์ผู้ทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์

แต่ภายใน… ภายในใจของเขากำลังลุกเป็นไฟ

หนี้สินก้อนโตกำลังเผาผลาญชีวิตเขา

หนี้ที่ภรรยาเก่าของเขาสร้างไว้จากการพนันอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่เธอจะหนีหายไป ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังทางการเงินให้อาริสแบกรับ

บ้านกำลังจะถูกยึด ชื่อเสียงของเขากำลังจะป่นปี้

เขาต้องการทางรอด… และเขาเชื่อว่าทางรอดนั้นซ่อนอยู่ใต้ผืนดินของอยุธยา

ไม่ใช่โบราณวัตถุธรรมดาที่ต้องส่งมอบให้กรมศิลปากร

แต่เป็น “ของ” พิเศษ… “ของ” ที่มีราคาในตลาดมืด

อาริสกำแผนที่เก่าๆ ในกระเป๋ากางเกงจนยับยู่ยี่ มันคือแผนที่ที่เขาซื้อมาด้วยเงินก้อนสุดท้าย แผนที่ที่อ้างว่าระบุตำแหน่งของ “กุมารทองราชวงศ์”

ตำนานเล่าว่า มันคือวิญญาณของเจ้าชายน้อยที่ถูกปลุกเสกและฝังไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เพื่อปกป้องสมบัติของราชวงศ์จากการรุกรานของทัพพม่าในอดีต

นี่ไม่ใช่การสำรวจทางโบราณคดี

มันคือการปล้นสุสานที่ถูกปิดบังไว้อย่างแนบเนียน

“อาจารย์ไม่สบายหรือเปล่าครับ หน้าซีดๆ” โน้ตเดินเข้ามาใกล้ สังเกตเห็นสีหน้าของอาริส

“เปล่า” อาริสตอบเสียงห้วน “อากาศมันร้อน”

เขาเดินนำไปยังกลุ่มพระพุทธรูปไร้เศียรที่เขาสนใจ โน้ตจึงรีบเดินตาม

เมื่อมาถึงลานกว้างที่เต็มไปด้วยซากองค์พระ โน้ตยกมือไหว้ท่วมหัวโดยอัตโนมัติ

“น่าสงสารนะครับ” โน้ตพึมพำ “แม้แต่พระพุทธรูปก็ยังไม่รอดพ้นจากภัยสงคราม”

“มันก็แค่หินปูนกับอิฐ” อาริสสวนกลับอย่างหงุดหงิด “อย่าอินให้มันมากนักเลย โน้ต”

โน้ตชะงักไปเล็กน้อยกับความเย็นชาในน้ำเสียงนั้น

“แต่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นะครับ อาจารย์… เราคว…”

“ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ช่วยจ่ายหนี้”

อาริสเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเสียงดัง

ความเงียบเข้าครอบงำทันที มีเพียงเสียงจักจั่นที่ยังคงดังไม่หยุด

โน้ตเบิกตากว้าง “อาจารย์… หมายความว่ายังไงครับ”

อาริสถอนหายใจยาว เขารู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว “ไม่มีอะไร ฉันแค่เครียดๆ เรื่องทุนวิจัยน่ะ”

เขาพยายามเปลี่ยนเรื่อง “ไปดูตรงฐานพระองค์นั้นกันดีกว่า น่าสนใจ”

เขาชี้ไปที่พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในบริเวณนั้น แม้ว่าจะไร้เศียร แต่ขนาดขององค์พระก็ยังคงแผ่รัศมีความน่าเกรงขามออกมา

และที่สำคัญที่สุด… ที่ฐานขององค์พระนั้น มีรอยแตกขนาดใหญ่ที่เห็นได้ชัด

มันตรงกับที่ระบุไว้ในแผนที่

ขณะที่อาริสแสร้งทำเป็นตรวจสอบรอยแตกนั้น โน้ตยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“ยายของผมเคยเล่าให้ฟังครับ” โน้ตพูดขึ้นเบาๆ

อาริสหันขวับ “เรื่องอะไรอีก”

“เรื่องของสถานที่เก่าแก่แบบนี้ครับ” โน้ตมองไปรอบๆ ตัว “ยายบอกว่า… อย่าหยิบฉวยอะไรที่ไม่ใช่ของเราจากสถานที่โบราณเด็ดขาด”

อาริสแค่นหัวเราะ “ก็แน่สิ มันผิดกฎหมาย”

“ไม่ใช่แค่นั้นครับ อาจารย์” โน้ตส่ายหน้า “ยายบอกว่า… โดยเฉพาะ ถ้าของสิ่งนั้นมีวิญญาณเฝ้าอยู่”

มือของอาริสที่กำลังลูบไล้รอยแตก ชะงักกึก

“วิญญาณอะไร”

“วิญญาณเด็กครับ”

อาริสรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าว

“พวกกุมารทอง หรือวิญญาณที่ถูกผูกไว้กับสมบัติ… ยายบอกว่า พวกเขาโดดเดี่ยวและหวงแหนของของเขามาก”

โน้ตเดินเข้ามาใกล้ขึ้น “และพวกเขา… ไม่เคยให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่มีความโลภ”

ทันทีที่โน้ตพูดจบประโยค

“แกร๊… แกร๊…”

เสียงอีกาตัวหนึ่งก็ร้องขึ้นอย่างโหยหวนจากยอดไม้ที่ตายแล้วใกล้ๆ นั้น

อาริสสะดุ้งสุดตัว

“ไร้สาระ!” เขาระเบิดอารมณ์ออกมา “เลิกพูดเรื่องงมงายพวกนี้สักที!”

เขาตวาดเสียงดังจนโน้ตสะดุ้งถอยหลัง

“ผม… ผมขอโทษครับ อาจารย์” โน้ตหน้าเจื่อนลงทันที “ผมแค่…”

“ไปทำงานของนายซะ!” อาริสชี้ไปทางอื่น “ไปวัดขนาดกำแพงทางโน้น ผมอยากอยู่ตรงนี้คนเดียว”

โน้ตพยักหน้ารับคำอย่างหวาดๆ รีบคว้าสมุดบันทึกและตลับเมตรเดินเลี่ยงออกไปทันที

อาริสพยายามควบคุมลมหายใจที่สั่นเทา

คำเตือนของโน้ต… มันตรงจุดเกินไป

เขากำลังตามหาวิญญาณเด็กไม่ใช่หรือ

ความกลัวแล่นผ่านเข้ามาในใจ แต่ความโลภและความสิ้นหวังนั้นรุนแรงกว่า

หนี้… ใบหน้าของเจ้าหนี้ที่ข่มขู่เขา… เสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด

เขาสะบัดหัวไล่ความกลัวนั้นทิ้งไป

มันก็แค่ตำนาน มันก็แค่เรื่องเล่า มันก็แค่หินปั้นชิ้นหนึ่ง

ตลอดช่วงบ่ายที่เหลือ อาริสแสร้งทำเป็นสำรวจอย่างจริงจัง

เขาจดบันทึกปลอมๆ ลงในสมุด ถ่ายรูปมุมต่างๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร

แต่สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ฐานพระพุทธรูปองค์นั้นไม่วางตา

เขากำลังวางแผน

เขากำลังคำนวณ

เขาเหลือบมองโน้ตเป็นระยะ เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังตั้งใจสเก็ตช์ภาพซากเจดีย์อย่างมุ่งมั่น ความซื่อสัตย์และความไร้เดียงสาฉายชัดอยู่บนใบหน้านั้น

อาริสรู้สึกรังเกียจ… แต่เขาไม่แน่ใจว่าเขารังเกียจความไร้เดียงสาของโน้ต หรือรังเกียจความสกปรกในใจของตัวเอง

เวลาผ่านไปจนกระทั่งแสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม

เงาของซากปรักหักพังเริ่มทอดยาว บิดเบี้ยวไปตามพื้นดิน ราวกับแขนของอสูรกายที่กำลังตื่นจากการหลับใหล

“พอแล้วสำหรับวันนี้” อาริสประกาศเสียงดัง

โน้ตเงยหน้าขึ้นจากสมุดสเก็ตช์อย่างแปลกใจ

“ครับอาจารย์? แต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินเลยนะครับ ปกติเราจะอยู่จนถึง…”

“ผมบอกว่าพอแล้ว” อาริสพูดเสียงแข็ง “ผมรู้สึกไม่ค่อยดี อากาศมันทำให้ผมปวดหัว อยากกลับไปพัก”

“อ้อ… ครับ ครับ” โน้ตไม่กล้าเถียง รีบลุกขึ้นเก็บของ

ขณะที่โน้ตกำลังเก็บอุปกรณ์วัดต่างๆ ใส่กระเป๋า อาริสก็เดินไปหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นมาสะพาย

“อาจารย์ครับ…” โน้ตชี้มาที่กระเป๋าเป้ของอาริส

อาริสใจหายวาบ

“กระเป๋าอาจารย์… ทำไมมันดูหนักๆ แปลกๆ ครับ” โน้ตถามด้วยความสงสัย “แล้ว… นั่นอาจารย์เอา สิ่ว กับ ค้อน มาด้วยหรือครับ”

โน้ตสังเกตเห็นด้ามค้อนไม้เล็กๆ โผล่ออกมาจากช่องซิปด้านข้างกระเป๋าที่อาริสคงลืมรูดให้สนิท

“มันไม่ใช่อุปกรณ์สำรวจมาตรฐานของเรานี่ครับ”

หัวใจของอาริสแทบหยุดเต้น เขาพลาดอีกแล้ว

เขาเตรียมเครื่องมือส่วนตัวพวกนี้มาเพื่อ “งาน” ในคืนนี้

“อ้อ…” อาริสพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด “คือ… ชั้นหนังสือที่โรงแรมมันหักน่ะ ผมกะว่าจะเอามาซ่อมเอง ไม่ได้มีอะไรหรอก”

โน้ตขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนยังไม่คลายความสงสัยทั้งหมด แต่เขาก็เป็นแค่ผู้ช่วย เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะซักไซ้อาจารย์ของตัวเองได้

“ครับ… ถ้างั้น พรุ่งนี้เจอกันนะครับอาจารย์” โน้ตไหว้ลา

“อืม” อาริสตอบในลำคอ

เขายืนเฝ้ามองโน้ตเดินห่างออกไป… ห่างออกไป… จนกระทั่งร่างของเด็กหนุ่มหายลับไปจากสายตาหลังแนวต้นไม้ใหญ่

อาริสยังคงยืนนิ่ง

ตอนนี้… เหลือเพียงเขาคนเดียว ท่ามกลางสุสานแห่งประวัติศาสตร์นี้

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข

มันคือความเงียบ… ที่กำลังรอคอย

เสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ผุพังของวิหารร้าง ฟังดูคล้ายเสียงถอนหายใจยาว

อาริสเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ

ใกล้เวลาที่ยามจะเริ่มเดินตรวจรอบนอกแล้ว

เขาต้องหาที่ซ่อนตัว

รอ… รอให้ความมืดมิดมาเยือน

รอเวลาที่จะลงมือ

คืนนี้… ชีวิตของเขาจะต้องเปลี่ยนไป

เขาบอกตัวเองเช่นนั้น

คืนนี้ เขาจะขุดเอา “ทางรอด” ของเขาขึ้นมา

ไม่ว่ามันจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

ความมืดโรยตัวลงมาปกคลุมอยุธยาอย่างรวดเร็ว

ราวกับมีใครบางคนดึงผ้าคลุมสีดำผืนยักษ์มาปิดทับท้องฟ้า แสงสีส้มสุดท้ายลับหายไปหลังแนวเจดีย์ที่หักพัง เหลือเพียงแสงจันทร์สีซีดที่ส่องลอดผ่านกิ่งไม้แห้ง

อาริสขดตัวอยู่ในเงามืด ซ่อนตัวอยู่หลังเศียรพระพุทธรูปขนาดมหึมาที่หล่นอยู่บนพื้นดิน

กลิ่นดินเก่าๆ กลิ่นอับชื้นของอิฐที่ถูกลืมเลือน ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

ความเงียบในตอนกลางคืนนั้นแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง

มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ แต่มันคือความเงียบที่ “มีชีวิต”

ทุกสรรพเสียงของธรรมชาติในยามค่ำคืนดูเหมือนจะดังขึ้นเป็นทวีคูณ

เสียงจิ้งหรีดร้องระงม เสียงตุ๊กแกที่ดังเป็นจังหวะจากซากวิหาร

และเสียงลม… ลมที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องประตูที่ผุพัง

อาริสกลั้นหายใจ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้บุกรุก เป็นสิ่งแปลกปลอมในดินแดนแห่งวิญญาณนี้

เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากทุกรูขุมขน ไม่ใช่เพราะความร้อน แต่เพราะความกลัว

เขามองนาฬิกาข้อมือ แสงสีเขียวเรืองรองบอกเวลา หนึ่งทุ่มตรง

ยาม… เขาต้องรอยาม

เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังแว่วมาแต่ไกล

หัวใจของอาริสเต้นรัว

เสียงนั้นใกล้เข้ามา… ใกล้เข้ามา… จนกระทั่งแสงไฟหน้าสาดส่องไปมาบริเวณทางเข้าหลักของเขตวัดร้าง

อาริสก้มตัวต่ำลงไปอีก แทบจะแนบหน้าลงกับพื้นดิน

เขาได้ยินเสียงยามพูดคุยกันสองสามคำ จับใจความไม่ได้ แล้วเสียงเครื่องยนต์ก็ค่อยๆ ห่างออกไป…

…จนเงียบสนิท

ผ่านไปอีกสิบห้านาทีที่ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์

ตอนนี้แหละ

อาริสสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี

ความสิ้นหวังและความโลภผลักดันให้ขาทั้งสองข้างของเขาก้าวออกจากที่ซ่อน

เขากลายเป็นเงาดำที่เคลื่อนไหวไปในเงามืด

เขามุ่งตรงไปยังเป้าหมาย… พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่ไร้เศียร

แสงจันทร์อาบไล้ร่างที่ไร้วิญญาณขององค์พระ ทำให้เกิดเงาดำทาบทับลงบนพื้น ดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าตอนกลางวัน

อาริสวางกระเป๋าเป้ลงบนพื้นอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขารูดซิปเปิดช่องด้านข้าง หยิบสิ่วเหล็กและค้อนไม้ออกมา

มือของเขาสั่น

เขาต้องทำเดี๋ยวนี้

เขาคุกเข่าลงตรงหน้ารอยแตกที่ฐานพระ จิตสำนึกส่วนลึกร้องตะโกนให้เขาหยุด

นี่คือการลบหลู่ นี่คือบาปมหันต์

แต่เสียงของเจ้าหนี้ในหัวมันดังกว่า

“แกต้องจ่าย!”

“เคร้ง!”

เสียงโลหะกระทบหินดังขึ้น ทำลายความเงียบยามค่ำคืน

อาริสสะดุ้งสุดตัว เขาหยุดนิ่ง เงี่ยหูฟัง

ไม่มีอะไร… นอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังราวกับกลองศึก

เขาเริ่มลงมืออีกครั้ง คราวนี้รวดเร็วและรุนแรงขึ้น

เขาไม่ใช่นักโบณคดีอีกต่อไป เขาคือโจรปล้นสุสาน

สะเก็ดปูนและอิฐกระเด็นออกมา

เขาใช้สิ่วแงะเข้าไปในรอยแตกนั้นอย่างบ้าคลั่ง

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้ตายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความกระหาย

เหงื่อไหลเข้าตาจนแสบ แต่เขาก็ไม่หยุดปาด

“แกร๊ก!”

สิ่วของเขาทะลุเข้าไปในโพรงด้านใน

อาริสชะงัก

หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น

มีโพรงอยู่ข้างในจริงๆ… แผนที่ไม่ได้โกหก

เขาทิ้งค้อนและสิ่ว สอดมือที่สั่นเทาเข้าไปในช่องว่างนั้น

ความเย็นเยียบแผ่ซ่านจากปลายนิ้วทันทีที่สัมผัสกับความมืดด้านใน

มันเย็น… เย็นจนผิดปกติ

นิ้วของเขาสัมผัสกับบางอย่าง… บางอย่างที่ทำจากไม้

มันคือกล่อง

เขากลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก

เขาค่อยๆ ดึงมันออกมา กล่องไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ เก่าคร่ำคร่า

มีสายสิญจน์สีขาวที่เก่าจนกลายเป็นสีเหลืองซีดมัดพันรอบกล่องไว้แน่นหนา

อาริสพยายามแกะปมสายสิญจน์นั้น แต่มันถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาและซับซ้อน

“ช่างมัน!”

เขาใช้สิ่วกระแทกเข้าไปที่ฝากล่องอย่างแรง

“ปั้ก!”

ฝากล่องเปิดออก

อาริสรีบเปิดไฟฉายคาดศีรษะที่เตรียมมา ส่องแสงเข้าไปด้านในกล่อง

บนผ้าไหมสีแดงที่ซีดจางจนแทบจะกลายเป็นสีชมพู…

มีร่างของเด็กน้อยนอนสงบนิ่งอยู่

มันไม่ใช่ตุ๊กตาดินเผา หรือโลหะอย่างที่เขาจินตนาการไว้

แต่มันคือ… หยก

หยกสีนิลดำสนิท…

ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นรูปของกุมารน้อยในเครื่องทรงแบบเจ้าชายโบราณ

มันงดงาม… แต่ก็น่าขนลุกในเวลาเดียวกัน

มันไม่เหมือนของที่มนุษย์สร้างขึ้น

อาริสลืมหายใจไปชั่วขณะ

นี่คือ “กุมารทองราชวงศ์”

นี่คือทางรอดของเขา นี่คือความมั่งคั่งของเขา

เขาเอื้อมนิ้วที่สั่นเทา… ค่อยๆ สัมผัสลงไปบนผิวหยกที่เย็นเฉียบนั้น

วินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับองค์กุมาร…

“วูบ!”

ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

เสียงจักจั่นและจิ้งหรีดที่เคยดังระงม… หยุดลงพร้อมกัน

เหมือนมีใครบางคนกดปุ่มปิดเสียงของป่า

ความเงียบที่แท้จริงเข้าครอบงำ… เงียบจนหูอื้อ

แล้วลมก็มา…

ไม่ใช่ลมที่พัดเอื่อยๆ เหมือนก่อนหน้านี้

แต่มันคือลมกระโชกแรงที่บ้าคลั่ง พัดมาจากทุกทิศทาง

“ฟู่ววววว!”

ต้นไม้ใหญ่ลู่เอนราวกับจะหักโค่น ฝุ่นดินและใบไม้แห้งหมุนคว้างขึ้นไปในอากาศ

ไฟฉายคาดศีรษะของอาริส… ดับพรึ่บ

ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด

มืดสนิท…

อาริสแข็งทื่อ ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ

เขากำลังคลำหามือถือในกระเป๋ากางเกงเพื่อใช้เป็นไฟฉายสำรอง

ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด และเสียงลมที่หวีดหวิว…

เขาก็ได้ยินมัน

เสียงที่ไม่มีวันควรจะได้ยินในสถานที่แห่งนี้

“คิก… คิก… คิก…”

มันคือเสียงหัวเราะ

เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กผู้ชาย

มันดังมาจากรอบตัวเขา… ดังมาจากข้างหลังองค์พระ… ดังมาจากในโพรงที่เขาเพิ่งงัดออกมา…

ดังมาจากข้างหูของเขา!

“อ๊ากกก!”

อาริสกรีดร้องออกมาสุดเสียง

สัญชาตญาณดิบสั่งให้เขารีบคว้ากล่องไม้นั้นยัดใส่กระเป๋าเป้

เขาไม่สนค้อน ไม่สนสิ่ว

เขารูดซิปกระเป๋าอย่างลวกๆ เหวี่ยงมันขึ้นสะพาย

เขาลุกขึ้นพรวดพราดและออกวิ่ง

วิ่ง… วิ่งโดยไม่คิดชีวิต…

เขาวิ่งฝ่าความมืดมิด สะดุดรากไม้ ล้มลุกคลุกคลาน

เขาวิ่งหนีจากพระพุทธรูปไร้เศียรองค์นั้น

เขาวิ่งหนีจากเสียงหัวเราะที่น่าสะพรึงกลัวนั่น

แต่เสียงนั้นไม่หายไป

มันเปลี่ยนจากเสียงหัวเราะ… เป็นเสียงกระซิบ

เสียงกระซิบที่เย็นเยียบ… เป็นภาษาไทยโบราณที่เขาคุ้นเคยจากการอ่านจารึก…

มันดังตามลมมา… วนเวียนอยู่รอบตัวเขา…

“เจอข้าแล้ว…”

(อาริสวิ่งต่อไป หายใจหอบถี่)

“ในที่สุด…”

(เขาสะดุดล้มลงกับพื้นดิน)

“ก็มีคน… มาเล่นกับข้า…”


อาริสแทบจะพังประตูห้องพักโรงแรมเก่าๆ ของเขาเข้าไป

เขาหอบหายใจราวกับคนจมน้ำ เหงื่อท่วมตัวจนเสื้อเปียกแนบไปกับผิวหนัง

“แกร๊ก!”

เขาสะบัดลูกบิดล็อคประตู หมุนกลอนสายยูคล้องจนสุด

เขายืนพิงประตูแผ่นหลังแนบสนิทกับบานไม้ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามเรียกสติกลับคืน

ห้องพักราคาถูก… กลิ่นอับชื้น… แสงไฟนีออนสีขาวซีดที่กะพริบเป็นจังหวะ…

โลกแห่งความจริง

“มันไม่มีอะไรจริง” เขาพึมพำกับตัวเอง “ไม่มีอะไร”

เขาเดินโซเซไปที่ห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำจนสุด แล้วก้มหน้าลงไปรองรับสายน้ำเย็นจัดที่สาดกระทบใบหน้า

ความเย็นช่วยให้สมองที่ตื่นตระหนกเริ่มทำงาน

“มันคือลม” เขาพูดกับเงาสะท้อนในกระจก

ดวงตาของเขาแดงก่ำ ใบหน้าซีดเผือด

“มันคือลม… ลมพายุประจำฤดู… เสียงนั่น… ก็แค่เสียงลมพัดผ่านซากปรักหักพัง”

เขาพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย

“เสียงหัวเราะเด็ก? ไร้สาระ”

เขาหัวเราะเยาะตัวเองในกระจก แต่มันฟังดูเหมือนเสียงครางอย่างสิ้นหวัง

“ฉันเครียด… ฉันรู้สึกผิด… สมองมันเลยเล่นตลก”

เขาคือนักโบราณคดี เขาคือดอกเตอร์อาริส

เขาคือชายผู้ยึดมั่นในเหตุและผล

เขาไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์งมงาย

แต่ถึงแม้ปากจะพร่ำบอกตัวเองเช่นนั้น มือของเขากลับสั่นเทาไม่หยุด

เขากลับเข้าไปในห้องนอน

กระเป๋าเป้ของเขาวางอยู่บนเตียง มันดูบวมนูนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

เขาจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง… เหมือนมันเป็นอสรพิษร้าย

ความโลภและความกลัวต่อสู้กันอย่างหนักในใจ

สุดท้าย… ความโลภก็เป็นฝ่ายชนะ

เขาค่อยๆ คลายเชือกที่ปากกระเป๋า เอื้อมมือลงไปหยิบกล่องไม้เก่าๆ นั้นออกมา

เขาวางมันลงบนโต๊ะเขียนหนังสือที่ขาโยกเยก

ภายใต้แสงไฟนีออนสีขาวซีด… กุมารหยกดำสนิทนั้นดูดกลืนแสงสว่างรอบตัวมันเข้าไป

มันดำมืดยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในซากปรักหักพัง

ความงามวิจิตรของมันยังคงอยู่… แต่ตอนนี้มันแฝงไปด้วยความรู้สึกน่าขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูก

ดวงตาที่ปิดสนิทของกุมารน้อย… รอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย…

มันเหมือนกำลังเยาะเย้ยเขา

“แกก็แค่หยกชิ้นหนึ่ง” อาริสพึมพำ “หยกที่มีราคาแพงลิบลิ่ว”

ความคิดเรื่องเงินก้อนโตช่วยให้มือของเขาที่สั่นเทาเริ่มนิ่งขึ้น

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

นิ้วของเขายังคงชื้นเหงื่อ ทำให้การปลดล็อคหน้าจอเป็นไปอย่างทุลักทุเล

เขาเปิดกล้อง ถ่ายรูปองค์กุมารจากหลายๆ มุม

แสงแฟลชที่สว่างวาบ ทำให้หยกสีนิลนั้นสะท้อนแสงแวววาว… แต่เพียงชั่วครู่

ก่อนที่มันจะกลับไปดำมืดดังเดิม

เขาส่งรูปภาพเหล่านั้นไปยังรายชื่อผู้ติดต่อที่บันทึกไว้เพียงตัวอักษรเดียว… “V”

“V” คือ วิทูร… พ่อค้าของเก่าในตลาดมืดผู้มีอิทธิพล

คนเดียวที่กล้าจ่ายในราคาที่เขาต้องการ และเป็นคนเดียวที่จะไม่ถามว่าเขาได้ของสิ่งนี้มาอย่างไร

อาริสนั่งลงบนขอบเตียง

จ้องโทรศัพท์สลับกับกล่องไม้บนโต๊ะ

ความเงียบในห้องพักมันดังเกินไป

เสียงไฟนีออนที่หึ่งๆ… เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ดังครืดคราด…

ทุกอย่างมันดังเสียดประสาท

ห้านาทีผ่านไป… เหมือนห้าชั่วโมง

ทันใดนั้น โทรศัพท์ก็สั่นสะเทือนในมือของเขา

อาริสสะดุ้งสุดตัว แทบจะปามือถือทิ้ง

ข้อความจาก “V” เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ:

“อาจารย์… ไปได้มาจากไหน!!!”

อาริสแสยะยิ้มบางๆ อย่างน้อยวิทูรก็ตื่นเต้น

เขากำลังจะพิมพ์ตอบ

แต่ข้อความที่สองก็ตามมาทันที:

“อย่าบอกนะว่ามาจาก… ที่นั่น”

อาริสชะงัก

“ที่นั่น” หมายถึงอยุธยา วิทูรเคยเตือนเขาเรื่อง “ของแรง” จากเมืองเก่า

อาริสพิมพ์ตอบ: “ของแท้แน่นอน ผมรับประกัน”

วิทูรโทรเข้ามาทันที

อาริสสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกดรับสาย

“อาจารย์ครับ!” เสียงของวิทูรแหบพร่าและตื่นเต้นจัด “นี่มัน… นี่มันของจริงใช่ไหม หยกดำราชวงศ์!”

“ใช่” อาริสพยายามคุมเสียงให้เรียบ “ของจริง”

“โธ่ อาจารย์… นี่มันไม่ใช่โบราณวัตถุธรรมดานะครับ” เสียงของวิทูรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ของแบบนี้… มันมี ‘เจ้าของ’ นะครับ อาจารย์รู้ใช่ไหม”

“ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ คุณวิทูร ผมไม่เชื่อเรื่องพวกนั้น” อาริสโกหก “ผมเป็นคนขาย ไม่ใช่คนเลี้ยง”

“อาจารย์อาจจะไม่เชื่อ” วิทูรพูดสวน “แต่ ‘เขา’ เชื่อ”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่

“เอาล่ะ” อาริสตัดบท “คุณจะซื้อมั้ย”

“ซื้อ! แน่นอนผมซื้อ!” วิทูรตอบทันควัน “ผมจะให้… ห้าล้าน! เงินสด!”

อาริสแทบหยุดหายใจ

ห้าล้าน…

มันมากพอที่จะปลดหนี้ทั้งหมด… และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้สบายๆ

ความกลัวที่เกาะกุมหัวใจเขาเมื่อครู่… ค่อยๆ สลายไป ถูกแทนที่ด้วยความอิ่มเอมใจ

“ผมต้องการสิบล้าน” อาริสต่อรองเสียงเรียบ ทั้งที่หัวใจเต้นรัว

วิทูรเงียบไปอึดใจหนึ่ง “อาจารย์… นี่มันเสี่ยงมากนะ… แต่… ก็ได้ สิบล้าน”

อาริสหลับตาลง รู้สึกถึงชัยชนะ

“แต่ผมต้องเห็นของจริง” วิทูรพูดต่อ “ต้องพิสูจน์ว่าเป็นหยกแท้ และ… ต้องแน่ใจว่า ‘เขา’ ไม่ได้ตามอาจารย์มา”

“หมายความว่าไง” อาริสขมวดคิ้ว

“พรุ่งนี้… เที่ยงคืน” วิทูรไม่ตอบคำถาม “ท่าเรือเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดี๋ยวผมส่งโลเคชั่นให้ เอา ‘เขา’ มาด้วย… แล้วเอาเงินไป”

สายถูกตัดไป

สิบล้าน…

อาริสโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่โต๊ะ

เขามองกุมารหยกดำด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ตอนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่น่าขยะแขยงอีกต่อไป

มันคือตั๋วสู่อิสรภาพของเขา

เขายิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

คืนนั้น อาริสพยายามข่มตาให้หลับ

ความตื่นเต้นเรื่องเงินก้อนโตปะปนกับความหวาดผวาจากสุสาน

เขายังคงได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักนั้นแว่วอยู่ในหู

เขามองไปที่กล่องไม้บนโต๊ะ… มันรู้สึกไม่ปลอดภัย

เขาจึงลุกขึ้น หยิบกล่องนั้น… เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าไม้เก่าๆ

เขายัดมันเข้าไปในลิ้นชักล่างสุด ซุกไว้ใต้กองเสื้อผ้าเก่าๆ ของเขา แล้วปิดลิ้นชัก

เขากลับมาล้มตัวลงนอน… แต่ก็ยังนอนไม่หลับ

เวลาผ่านไป… เที่ยงคืน… ตีหนึ่ง… ตีสอง…

จนกระทั่งความอ่อนเพลียเข้าครอบงำเปลือกตาของเขาจนหนักอึ้ง

เขากำลังจะเคลิ้มหลับ…

“แก๊ก…”

อาริสลืมตาโพลง

“แก๊ก… แก๊ก…”

เสียงเหมือนมีอะไรกลมๆ เล็กๆ กระทบกับพื้นไม้

เขาเงี่ยหูฟัง

“ครืด… แก๊ก… แก๊ก…”

มันคือเสียง… ลูกแก้ว?

เสียงลูกแก้วที่กำลังกลิ้ง…

มันดังมาจากในห้อง… นอกห้องนอนของเขา

หัวใจของอาริสหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ในห้องพักราคาถูกนี้ ไม่มีลูกแก้ว… ไม่มีเด็ก…

เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง

เขาค่อยๆ ก้าวลงจากเตียง เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ

เขาย่องไปที่ประตูห้องนอน แง้มประตูเปิดออกช้าๆ…

ห้องนั่งเล่นเล็กๆ นั้นมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทเข้ามา

บนพื้นไม้เก่าๆ นั้น…

อาริสเห็นมัน

ลูกแก้ว… ลูกแก้วโบราณสีขุ่นๆ สามลูก

มันกำลังกลิ้ง…

กลิ้งด้วยตัวของมันเอง!

มันกลิ้งออกมาจากมุมมืดที่สุดของห้อง… กลิ้งมาอย่างช้าๆ…

แล้วมาหยุดนิ่ง…

ตรงปลายเท้าของเขาพอดี

อาริสยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป

เขาไม่กล้าหายใจ

เขาค่อยๆ หันสายตาที่สั่นระริก… ไปมองที่ตู้เสื้อผ้า

ลิ้นชักที่เขาใส่กุมารทองไว้…

มันยังปิดสนิท

เขาหันกลับมามองที่ลูกแก้วสามลูกนั้น

ทันใดนั้น… ลูกแก้วทั้งสามก็เริ่มกลิ้งอีกครั้ง

“ครืด… แก๊ก… แก๊ก…”

มันกลิ้งกลับ…

กลับไปยังมุมมืดที่มันจากมา… แล้วหายลับเข้าไปในเงามืดนั้น

ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

“ครืดดด… ครืดดด…”

โทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงสั่น

อาริสสะดุ้งสุดตัว เขารีบหันกลับไปคว้าโทรศัพท์

ข้อความใหม่จาก “V”:

“ลืมบอกไปอาจารย์… คืนนี้ระวังตัวด้วย”

“อย่าให้ ‘เขา’ คลาดสายตา”

“เขาเลือกเจ้าของ… และ ‘เขา’ ก็… ขี้เหงามากด้วย”

อาริสมองข้อความในมือ… สลับกับมองไปยังมุมห้องที่มืดมิด…

แล้วหันไปมองลิ้นชักตู้เสื้อผ้าที่ปิดสนิท

เขาไม่ได้คิดไปเอง

มันคือเรื่องจริง

เขาไม่ได้เป็นอิสระ…

เขาเพิ่งจะขังตัวเองไว้กับบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด


ค่ำคืนนั้น อาริสไม่ได้นอนเลยแม้แต่วินาทีเดียว

เขานั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้ที่มุมห้อง ตาจ้องเขม็งไปยังตู้เสื้อผ้าไม้เก่าๆ

ในมือของเขา… เขากำสิ่วเหล็กที่ใช้เจาะฐานพระไว้แน่น

ราวกับว่าโลหะชิ้นนั้นคืออาวุธที่จะปกป้องเขาได้

ความเงียบในห้องพักมันหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม

ทุกครั้งที่เครื่องปรับอากาศตัด…

ทุกครั้งที่ไม้ลั่น…

เขาสะดุ้งเฮือก

เขารอ… รอให้เสียงลูกแก้วนั้นดังขึ้นอีก

แต่มันก็ไม่ดัง

มันเหมือนกับว่า… “มัน” ได้ส่งข้อความเตือนเรียบร้อยแล้ว

“ข้าอยู่ที่นี่… กับเจ้า”

ความกลัวกัดกินจิตใจของเขา แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดเรื่องเงินสิบล้านบาทก็ยังคงวนเวียนอยู่

สิบล้าน…

อิสรภาพ…

เขาต้องทน… ทนอีกแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง

แค่ไปพบวิทูรที่ท่าเรือตอนเที่ยงคืน ส่ง “ของ” นี่ให้มัน… แล้วทุกอย่างก็จะจบ

เขาพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น

แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่จุดจบ… มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง

อาริสรู้สึกราวกับตัวเองเป็นผีดิบที่ถูกแสงแดดแผดเผา

เขาลุกขึ้นยืน ขาสั่นเทา

เขาต้องทำตัวให้เป็นปกติ

“ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…”

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

อาริสสะดุ้งสุดตัว สิ่วในมือแทบร่วง

“อาจารย์ครับ… อาจารย์… ตื่นหรือยังครับ”

เสียงของโน้ต…

อาริสสบถในใจ เขาลืมไปสนิทว่านัดโน้ตไว้

เขาซ่อนสิ่วไว้ใต้หมอน รีบเดินไปเปิดประตู

ทันทีที่ประตูแง้มออก โน้ตก็ผงะ

“อาจารย์!” เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง “อาจารย์… เป็นอะไรครับ! ทำไม… ทำไมหน้าซีดแบบนี้”

อาริสในยามนี้ดูไม่ต่างจากศพเดินได้ ขอบตาดำคล้ำลึกโบ๋ ใบหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ เส้นผมยุ่งเหยิง

“ฉันไม่เป็นไร” อาริสตอบเสียงแหบ “แค่… นอนไม่หลับ”

“ไม่นะครับ อาจารย์” โน้ตส่ายหน้า “อาจารย์ดูเหมือนคน… เหมือนคนเห็นผี”

คำพูดนั้นแทงใจอาริสอย่างจัง

“อย่ามาไร้สาระ!” เขาตวาดกลับ “ฉันแค่เครียดเรื่องงาน!”

โน้ตชะงักไปกับความก้าวร้าวของอาจารย์ที่เขาเคารพ แต่แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลอย่างจริงจัง

“อาจารย์ครับ… ผม…” โน้ตอ้ำอึ้ง “เมื่อคืน… ผมฝันไม่ดีเลยครับ”

อาริสรู้สึกเย็นวาบ “ฝันอะไรของนาย”

“ผมฝันถึงวัดร้างที่เราไปเมื่อวานครับ” โน้ตกลืนน้ำลาย “ผมฝันว่า… มีเด็ก… เด็กตัวเล็กๆ มายืนร้องไห้อยู่ตรงฐานพระที่แตกๆ นั่น”

หัวใจของอาริสแทบหยุดเต้น

“เขาบอกว่า… หนาว” โน้ตพูดต่อ “เขาบอกว่า… มีคนเอาบ้านของเขาไป…”

“หยุดพูด!” อาริสระเบิดเสียงดังลั่น “ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าพูดเรื่องงมงายพวกนี้!”

ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

เขากลัวว่าโน้ตจะรู้… เขากลัวว่าเด็กนี่จะมองทะลุเข้ามาเห็นความผิดบาปที่เขาทำ

“อาจารย์… ผมแค่…”

“นายกำลังสอดรู้สอดเห็นเรื่องของฉันใช่ไหม โน้ต!” อาริสชี้หน้า “นายตามฉันมาใช่ไหมเมื่อคืน!”

“เปล่านะครับ อาจารย์!” โน้ตตกใจ “ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไง!”

“วันนี้ยกเลิกการสำรวจ!” อาริสสั่ง “ฉันไม่สบาย… นายกลับไปได้แล้ว… ไปเลย! อย่ามายุ่งกับฉัน!”

เขากระแทกประตูปิดใส่หน้าโน้ต “ปัง!”

โน้ตยืนนิ่งอยู่หน้าประตู เขาทั้งตกใจ ทั้งสับสน และเสียใจ

แต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็ก่อตัวขึ้น…

ความสงสัย

ท่าทางของอาจารย์มันไม่ใช่แค่คนไม่สบาย… มันคือคนที่มีความลับ… ความลับที่น่ากลัว

โน้ตยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง… ก่อนจะตัดสินใจเดินจากไป

แต่เขาไม่ได้กลับบ้าน

เขามุ่งหน้าไปยังทิศทางอื่น…

เขากำลังจะกลับไปที่วัดร้างนั้น… คนเดียว


ภายในห้อง…

อาริสเดินวนไปวนมาเหมือนเสือติดจั่น

“มันรู้… ไอ้เด็กโน้ตมันรู้…” เขากระซิบกับตัวเอง

ความหวาดระแวงเข้าครอบงำ

หรือว่าโน้ตจะแอบเห็นเขาตอนกลางคืน? หรือว่า “กุมาร” นั่น… ไปเข้าฝันโน้ตจริงๆ?

ความคิดที่สองทำให้เขาสะท้านไปทั้งตัว

ตอนนี้เหลือเพียงเขาคนเดียวในห้อง

เขากับ “มัน”

เขามองไปที่ตู้เสื้อผ้า

เขาต้องแน่ใจ… เขาต้องรู้ว่ามันยังอยู่ข้างใน

เขาเดินช้าๆ ไปที่ตู้เสื้อผ้า… มือที่สั่นเทาเอื้อมไปเปิดลิ้นชัก

เขารื้อกองเสื้อผ้าออก

กล่องไม้… ยังอยู่ที่เดิม

อาริสถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ยังอยู่… ยังอยู่”

อย่างน้อย… มันก็ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน

เขารีบปิดลิ้นชัก

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า…

เก้าโมงเช้า… สิบโมง…

อาริสรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษที่รอเวลาประหาร

เขาไม่กล้าออกไปไหน ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดโทรทัศน์ดู

เขาทำได้เพียงนั่งรอ… รอให้ถึงเที่ยงคืน

เสียงท้องของเขาร้องประท้วง เขาหิว… แต่เขากินอะไรไม่ลง

เขาลุกไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าอีกครั้ง

ขณะที่เขากำลังส่องกระจก…

“ครืด…”

เสียงไม้เสียดสีกันเบาๆ ดังมาจากห้องนอน

อาริสแข็งทื่อ

เขารู้… เขารู้ทันทีว่ามันคือเสียงอะไร

มันคือเสียง… ลิ้นชักตู้เสื้อผ้าที่กำลังถูกเปิดออก

เขาปิดก๊อกน้ำ… ความเงียบเข้าครอบงำ

เขาค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากห้องน้ำ… ช้าๆ…

หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

เขามองไปที่ตู้เสื้อผ้า…

ลิ้นชักที่เขาปิดไว้…

ตอนนี้… มันเปิดอ้าออกเล็กน้อย

ไม่… ไม่จริง…

เขาไม่ได้ล็อคห้อง… หรือว่า…

เขาเหลือบมองไปที่เตียงนอนที่ยับยู่ยี่

แล้วหัวใจของเขาก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

บนหมอนของเขา…

หมอนที่เขานอนหนุนเมื่อคืน…

กล่องไม้สีคร่ำคร่าวางอยู่!

“มัน” ออกมาจากลิ้นชัก… ข้ามห้อง… มาอยู่บนเตียงของเขา

อาริสยืนตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง

เขาขยับตัวไม่ได้

นี่ไม่ใช่จินตนาการ

นี่คือเรื่องจริง

“มัน” เคลื่อนไหวได้ “มัน” มีตัวตน

เขามองกล่องนั้นเขม็ง…

ราวกับถูกสะกดจิต… เขาค่อยๆ เดินไปที่เตียง

เขายืนอยู่ข้างเตียง… จ้องมองกล่องนั้น

เขากลัว… แต่เขาก็ต้องรู้

เขายื่นมือที่สั่นระริกไปเปิดฝากล่อง

กุมารหยกดำ…

ยังคงนอนนิ่งอยู่ที่เดิม…

ดวงตาปิดสนิท… รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก…

ทุกอย่างเหมือนเดิม…

แต่…

อากาศในห้อง… มันเย็นลง

เย็นจนอาริสเห็นไอจากลมหายใจของตัวเอง

“หิว…”

เสียงกระซิบ…

อาริสหันขวับ!

ไม่มีใคร…

“หิว…”

มันดังขึ้นอีกครั้ง… ครั้งนี้มันชัดเจน… มันดังมาจากในหัวของเขา!

“แก… แกต้องการอะไร!” อาริสตะโกนใส่กล่อง

“น้ำ… แดง…”

เสียงกระซิบตอบกลับมา

อาริสเบิกตากว้าง…

น้ำแดง…

มันคือเรื่องจริง… เรื่องเล่าที่เขาเคยได้ยินมาตลอด… กุมารทองต้องกินน้ำแดง

“ฉันไม่มี!” อาริสตะคอก “ฉันไม่มีอะไรให้แกทั้งนั้น!”

“หิว…”

“ฉันบอกว่าไม่มี! อีกไม่กี่ชั่วโมง… ฉันจะเอาแกไปให้เจ้าของใหม่… อดทนรอหน่อยสิ!”

เสียงกระซิบเงียบไป

แต่อากาศในห้องยังคงเย็นเยียบ

อาริสรีบปิดฝากล่อง เขารู้สึกคลื่นไส้

เขากำลังเจรจาต่อรองกับรูปปั้นหยก!

เขามองนาฬิกา… เพิ่งจะบ่ายสองโมง

ยังอีกนานเหลือเกินกว่าจะถึงเที่ยงคืน

เขาตัดสินใจ… เขาจะไม่อยู่ในห้องนี้อีกต่อไป

เขาคว้ากระเป๋าเป้… ยัดกล่องไม้ลงไป… รูดซิปปิดทันที

เขาจะออกไปข้างนอก… ไปเดินเตร็ดเตร่… ไปอยู่ที่ที่มีคนเยอะๆ

เขาจะไม่ยอมอยู่กับ “มัน” ตามลำพังอีกแล้ว

เขาใช้เวลาตลอดบ่ายและค่ำ… เดินไปตามท้องถนนของอยุธยาอย่างไร้จุดหมาย

เขาเข้าไปนั่งในร้านกาแฟ… เขาไปเดินในตลาด…

แต่เขาก็ไม่สามารถสลัดความรู้สึกนั้นออกไปได้

ความรู้สึกว่า… เขากำลังถูกจ้องมอง

ความรู้สึกว่า… มีเด็กตัวเล็กๆ เดินตามเขาอยู่ไม่ห่าง…

ทุกครั้งที่เขาหันกลับไป… ก็ไม่พบใคร

แต่เขาได้ยินเสียง…

เสียงลูกแก้วกลิ้ง… แว่วมาตามสายลม…

จนกระทั่งเวลาห้าทุ่มครึ่ง…

อาริสนั่งซดกาแฟกระป๋องที่สาม อยู่ในร้านสะดวกซื้อที่เปิดไฟสว่างจ้า

เขามองกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนตัก… มันดูหนักอึ้งอย่างประหลาด

ใกล้เวลาแล้ว… อีกแค่สามสิบนาที เขาต้องไปที่ท่าเรือ

เขาต้องจบเรื่องบ้าๆ นี่เสียที

“ครืดดด… ครืดดด…”

โทรศัพท์มือถือของเขาสั่น

อาริสสะดุ้ง… เขามองหน้าจอ

เบอร์ที่ไม่รู้จัก…

เขากดรับสายอย่างลังเล

“ฮัลโหล”

“อาริส! อาริสใช่ไหม!”

เสียงผู้หญิง… เสียงที่เขาคุ้นเคย… เสียงที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุด

ภรรยาเก่าของเขา

“คุณโทรมาทำไม!” อาริสกดเสียงต่ำ

“อาริส! ฟังนะ! มันเกิดเรื่องแล้ว!” เธอกรีดร้องอยู่ในสาย เสียงสั่นเครือและ истеリック

“เรื่องอะไรของคุณอีก! ผมไม่จ่ายอะไรให้คุณอีกแล้ว!”

“ไม่ใช่! ไม่ใช่เรื่องเงิน! คือ… เจ้าหนี้… เจ้าหนี้ของเรา… คนที่ตามขู่ฆ่าเราน่ะ!”

อาริสชะงัก “มันทำไม”

“เขา… เขาตายแล้ว! อาริส! เขาตายแล้ว!”

อาริสยืนนึงงันอยู่กลางร้านสะดวกซื้อ

“ตาย? ตายยังไง”

“เมื่อเช้านี้! เขา… เขาถูกรถบรรทุกชน!”

ภรรยาเก่าของเขาเริ่มร้องไห้โฮ

“รถ… รถบรรทุกที่… ที่บรรทุกรูปปั้นช้าง! รูปปั้นช้างทั้งคันรถ! มัน… มันหล่นลงมาทับเขาทั้งเป็น! เขาตายคาที่!”

อาริสกลืนน้ำลาย… รูปปั้นช้าง…

“หนี้… อาริส… หนี้ของเรา… มัน… มันถูกยกเลิกแล้ว! ทุกอย่างจบแล้ว! เราเป็นอิสระแล้ว!”

อาริสถือโทรศัพท์ค้างไว้

เสียงของภรรยาเก่าที่ร้องไห้อย่างดีใจ… เสียงเพลงในร้านสะดวกซื้อ…

ทุกอย่างมันอื้ออึงไปหมด

เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงมองกระเป๋าเป้บนตักของเขา

ความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากกระเป๋า… เย็นจนทะลุเนื้อผ้า

เขาไม่ได้ขอ…

เขาไม่ได้สั่ง…

“มัน” ทำเอง

“มัน” กำลัง… “ช่วย” เขา

รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหยกสีนิลนั้น… มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย

มันคือรอยยิ้มของความพึงพอใจ


“ตุ๊บ”

โทรศัพท์มือถือร่วงหล่นจากมือที่ไร้เรี่ยวแรงของอาริส กระแทกพื้นร้านสะดวกซื้อ

เขาไม่ได้ยินเสียงพนักงานที่ตะโกนถามว่า “คุณลูกค้า เป็นอะไรรึเปล่าครับ!”

เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

โลกทั้งใบหดแคบลง… เหลือเพียงเสียงของภรรยาเก่าที่ยังคงสะท้อนอยู่ในหัว

“เขาตายแล้ว… ถูกรูปปั้นช้างทับ… หนี้ของเรา… ถูกยกเลิกแล้ว”

ขาของเขาสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่

เขา… เป็นอิสระแล้ว

หนี้สินที่ตามหลอกหลอนเขามานานหลายปี… หายไปในพริบตา

ด้วยความตายที่วิปริต… และน่าสยดสยอง

เขาค่อยๆ ก้มลงเก็บโทรศัพท์

มือของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง

เขามองกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนตัก

ความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากมัน… ตอนนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป

มันไม่ใช่แค่ความน่าสะพรึงกลัว

แต่มันคือ… พลัง

พลังที่ทำในสิ่งที่กฎหมายทำไม่ได้ พลังที่กำจัดเสี้ยนหนามชีวิตของเขา

“มัน” ทำเพื่อเขา…

แล้ว… ข้อตกลงกับวิทูรล่ะ?

สิบล้าน…

เขาไม่จำเป็นต้องใช้เงินนั่นเพื่อปลดหนี้อีกต่อไป

เขาควรจะ… ทำยังไง?

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว

…เก็บมันไว้…

ถ้าเขามี “สิ่งนี้” อยู่กับตัว… อะไร… อะไรอีกที่ “มัน” จะทำให้เขาได้?

ความมั่งคั่ง? ชื่อเสียง? อำนาจ?

อาริสกลืนน้ำลาย

แต่ทันทีที่ความคิดนั้นก่อตัว…

“คิก… คิก…”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังแว่วเข้ามาในหู… แทรกผ่านเสียงเพลงในร้านสะดวกซื้อ

เสียงที่เตือนสติเขา…

นี่ไม่ใช่อำนาจ

นี่คือคำสาป

นี่คือสิ่งที่ฆ่าคน… มันฆ่าเจ้าหนี้ของเขา… และมันก็จะฆ่าอีก

เขาจะเก็บสิ่งที่ฆ่าคนไว้กับตัวได้อย่างไร?

ไม่…

เขายิ่งต้องกำจัดมันทิ้ง

ตอนนี้… ไม่ใช่เพื่อเงินสิบล้านอีกต่อไป

แต่เพื่อเอาชีวิตรอด!

เขาต้องกำจัดมัน… โยนภาระนี้ไปให้วิทูร

อาริสคว้ากระเป๋าเป้ เหวี่ยงขึ้นสะพาย

เขารีบเดินออกจากร้านสะดวกซื้อ ทิ้งความงุนงงไว้ให้พนักงาน

เที่ยงคืน… ท่าเรือเก่า…

เขายังมีนัดที่ต้องไป


ท่าเรือเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา… อยู่ห่างไกลจากแสงสีของเมือง

มันคือสุสานของเรือประมงที่ผุพัง

แสงจันทร์สีซีดส่องกระทบผิวน้ำที่ดำมืด… ไหลเอื่อยราวกับน้ำมันดิน

กลิ่นเหม็นอับของไม้ผุ… กลิ่นคาวปลา… และกลิ่นของความตาย… ลอยคละคลุ้ง

อาริสเดินไปตามสะพานไม้ที่โยกเยก… ทุกย่างก้าวมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังทลาย

เขามาถึงปลายสะพาน ตามที่โลเคชั่นระบุ

ที่นั่น… มีร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้เขา

วิทูร

ข้างๆ วิทูร… มีชายฉกรรจ์อีกคนยืนคุมเชิงอยู่… มือของมันซุกอยู่ในเสื้อแจ็คเก็ต

“อาจารย์…” วิทูรหันกลับมา

ใบหน้าของเขาในเงามืด… มีรอยยิ้มแสยะที่น่ารังเกียจ

“ตรงเวลาดีนี่”

“เงินล่ะ” อาริสถามเสียงสั่น เขาไม่อยากอยู่ที่นี่นานแม้แต่วินาทีเดียว

“ใจเย็นสิครับ อาจารย์” วิทูรหัวเราะในลำคอ “ของล่ะ… ของที่ ‘ขี้เหงา’ นั่นน่ะ”

อาริสกลืนน้ำลาย เขาวางกระเป๋าเป้ลงอย่างช้าๆ

เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลัง… แม้ว่ากระเป๋าจะอยู่ข้างหน้าเขา

เขาค่อยๆ รูดซิป…

“เดี๋ยว” วิทูรยกมือห้าม

“ผมขอดูก่อน… คนเดียว”

วิทูรหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง

ชายฉกรรจ์คนนั้นเดินเข้ามาชาร์จตัวอาริส… ผลักเขาให้ถอยห่างจากกระเป๋า

“เฮ้! ตกลงกันแล้วนี่!” อาริสประท้วง

“เงียบปากน่า!” ลูกน้องตวาดกลับ

วิทูรเดินเข้าไปหากระเป๋าเป้… เขาย่อตัวลง…

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง… เป็นประกายด้วยความโลภ

เขามองอาริส… แล้วยิ้มกว้างขึ้น

“อาจารย์รู้ไหม… ของแบบนี้” วิทูรพูด พลางค่อยๆ หยิบกล่องไม้นั้นออกมา “มันมีราคามากกว่าสิบล้านเสียอีก”

อาริสใจหายวาบ “คุณหมายความว่าไง”

“หมายความว่า…”

วิทูรลุกขึ้นยืน

“แกร๊ก”

เสียงขึ้นนกปืนดังลั่นในความเงียบ

ลูกน้องของวิทูร… จ่อปืนพกสีดำมะเมื่อมมาที่หน้าอกของอาริส

“หมายความว่า… ผมไม่ต้องจ่ายอะไรเลย” วิทูรแสยะยิ้ม “ขอบคุณมากนะ… ที่อุตส่าห์ ‘ไปเอา’ มาให้”

นี่คือการหักหลัง!

“แก… แกโกงฉัน!” อาริสตะโกน

“อย่าเรียกโกงสิครับ อาจารย์” วิทูรหัวเราะ “เรียกเก็บตกของโง่… อาจารย์น่ะโง่เองที่ไปยุ่งกับของที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

วิทูรกอดกล่องไม้นั้นไว้แนบอก “ลาก่อนครับ อาจารย์”

เขาพยักหน้าให้ลูกน้อง

“ยิงมัน… แล้วโยนทิ้งแม่น้ำไปเลย”

ลูกน้องของวิทูรยิ้มเหี้ยม… นิ้วของเขากำลังจะเหนี่ยวไก…

อาริสหลับตาปี๋… ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว

แต่…

“ฟู่วววววว!”

ลม…

ลมกรรโชกแรง… พัดมาจากกลางแม่น้ำ

มันไม่ใช่ลมธรรมดา… มันคือลมที่หนาวเหน็บ… เย็นจนถึงกระดูก

“อะไรวะ!” ลูกน้องของวิทูรชะงัก

วิทูรหันขวับไปมองกลางแม่น้ำที่มืดมิด

อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ… จนเกิดไอเย็นสีขาวออกจากปากของทุกคน

“วิทูร…”

เสียงกระซิบ… ดังมาจากทุกทิศทาง

“อะไรน่ะ!” วิทูรตะโกน

“แก… กำลังจะเอา… ‘ของเล่น’ … ของข้าไป…”

วิทูรเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว

เขาหันกลับมามองอาริส… อาริสก็ส่ายหน้า… เขาไม่ได้พูด

“แก… แกพามันมา!” วิทูรตวาดใส่อาริส

“ผมเปล่า!”

“แล้วมันเสียงใครวะ!”

ลูกน้องของวิทูรเริ่มลนลาน… เขาลดปืนที่จ่ออาริสลง…

“นั่น… นั่นอะไรน่ะ!” ลูกน้องชี้ไปที่ข้างหลังวิทูร

วิทูรหันกลับไป

บนเสาไม้ผุๆ ที่ปลายสะพาน…

มีร่างของเด็กชายตัวเล็กๆ นั่งอยู่

เด็กชายในเครื่องทรงเจ้าชายโบราณ…

ผิวของเขาเป็นสีดำสนิท… เหมือนหยก…

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ… ดวงตาของเขา

มันคือความว่างเปล่า… สีดำสนิท… ไร้แววตา…

เด็กน้อยหันศีรษะที่ดำสนิทนั้น… มามองวิทูร

“ข้า… ไม่ชอบเจ้า”

“ผี! ผีหลอก!”

ลูกน้องของวิทูรกรีดร้อง… มันยิงปืนใส่ร่างนั้นทันที!

“ปัง! ปัง! ปัง!”

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว

แต่กระสุน… ผ่านทะลุร่างนั้นไป…

ร่างของเด็กน้อย… ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

ดวงตาที่ดำมืด… หรี่ลง

“แก… ยิงข้า…”

“หนี! หนีเร็ว!” วิทูรเสียสติ

เขาทิ้งกล่องไม้… (ซึ่งกุมารหยกยังอยู่ข้างใน)

เขากับลูกน้องหันหลังกลับ… วิ่ง…

วิ่งกลับไปทางที่พวกเขามา

“อย่าคิดว่าจะหนีข้าพ้น…”

วิทูรวิ่งนำหน้า… เขาวิ่งไปได้ครึ่งสะพาน…

“กร๊อบ!”

ไม้กระดานที่ผุพัง… หักสะบั้นลงใต้ฝ่าเท้าของเขา!

“อ๊ากกกก!”

วิทูรร่วงหล่นลงไปในความมืด…

“ตู้ม!”

เสียงร่างกระแทกผิวน้ำดังลั่น

“คุณวิทูร!” ลูกน้องที่วิ่งตามมาหยุดกึก

เขาชะโงกหน้ามองลงไปในแม่น้ำที่มืดมิด…

“ช่วย… ช่วยด้วย…” เสียงวิทูรตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ

“ครืด… ครืด… พรืดดดดด!”

เสียงเครื่องยนต์เรือดังกระหึ่ม

เรือ… เรือโยงบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่… แล่นผ่านมาพอดี

มันแล่นมาด้วยความเร็ว… ตรงจุดที่วิทูรตกลงไป!

“ไม่! ไม่! หยุดเรือ!” ลูกน้องตะโกน

แต่… มันสายเกินไป

“อ๊ากกกกกกกก!”

เสียงกรีดร้องสุดท้ายของวิทูร… ถูกกลบด้วยเสียงใบพัดเรือขนาดมหึมาที่กำลังปั่นร่างของเขา…

น้ำ…

น้ำในบริเวณนั้น… เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน…

ลูกน้องของวิทูรยืนตัวแข็งทื่อ… อ้าปากค้าง…

เขาค่อยๆ หันกลับมามองอาริสที่ปลายสะพาน

แล้วเขาก็มองไปที่เสาไม้… ร่างของเด็กน้อย… หายไปแล้ว

“ม… มึง… มึงมันตัวซวย!”

ลูกน้องทิ้งปืน… เขาวิ่ง… วิ่งหนีสุดชีวิต… หายลับไปในความมืด

อาริสทรุดตัวลงนั่งกับพื้นสะพาน

ขาของเขาไม่มีแรง

ตาย…

ตายอีกแล้ว…

เป็นศพที่สอง…

เขามองคราบเลือดที่ค่อยๆ จางหายไปในกระแสน้ำเจ้าพระยา

เขาหันไปมองกล่องไม้… ที่วิทูรโยนทิ้งไว้

เขาพยายามจะขายมัน… เขาพยายามจะหนี…

แต่เขาหนีไม่พ้น

สิบล้านก็ไม่ได้… หนี้ถูกยกเลิก… แต่เขา…

เขาติดอยู่กับ “มัน”

เขาค่อยๆ คลานไปที่กล่อง…

ความเย็นเยียบแผ่ออกมา… รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ

เขานั่งตัวสั่น… กอดตัวเองท่ามกลางความหนาวเหน็บที่ไม่ได้มาจากอากาศ

เสียงกระซิบ… ดังขึ้นอีกครั้ง…

ชัดเจน… อยู่ข้างหูของเขา

“เขาไม่ชอบข้า… เขาจะพราก ‘พ่อ’ ไปจากข้า”

“ข้า… ไม่ชอบเขา”

“‘พ่อ’… ต้องอยู่กับข้า… ตลอดไป”


ความเย็นยะเยือกที่ท่าเรือเก่าไม่ได้มาจากลมแม่น้ำ

มันมาจากหยกสีนิล… ที่อยู่ในกล่องไม้…

อาริสกอดกล่องนั้นไว้แนบอกราวกับเด็กน้อยที่กอดตุ๊กตาตัวโปรด แต่แววตาของเขาไม่ได้มีความรักเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความหวาดกลัวที่บริสุทธิ์

ศพที่สาม… จะเป็นศพของเขาเอง ถ้าเขาดื้อรั้นที่จะพราก “ของเล่น” ชิ้นนี้ไปจาก “เขา”

วิทูรและลูกน้องถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยม

และอาริสรู้ดีว่า… “เขา” ทำเพื่ออาริส

“พ่อ… ต้องอยู่กับข้า”

เสียงกระซิบนั้นยังก้องอยู่ในหูของอาริส

เขาตระหนักแล้วว่า… นี่ไม่ใช่แค่การครอบครองโบราณวัตถุ

นี่คือความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ที่เขาเป็น “พ่อ”… และหยกสีนิลนั้นคือ “ลูก”

ลูก… ที่หวงแหนและพร้อมจะฆ่าทุกคนที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพ่อของมัน

อาริสไม่มีทางเลือก

เขาเก็บกวาดข้าวของที่หลงเหลืออยู่บนสะพานไม้ผุๆ ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะพาตัวเองกลับมาที่โรงแรม

เมื่อมาถึงห้องพัก สิ่งแรกที่อาริสทำ ไม่ใช่การนอนหลับ

แต่คือการจัดฉาก

เขาเดินไปที่ตลาดเล็กๆ ใกล้โรงแรม แม้จะเป็นเวลารุ่งสาง

เขามองหาสิ่งที่ “เขา” ต้องการ…

ขวดน้ำแดง… น้ำหวานสีแดงสดใส… กลิ่นหอมหวานฉุน

พวงมาลัยดอกไม้… พวงมาลัยดอกดาวเรืองที่สดใหม่

และของเล่น… เขาซื้อชุดรถแข่งคันเล็กๆ ที่เด็กผู้ชายชอบเล่น

เมื่อกลับถึงห้อง อาริสแทบจะถวายเครื่องเซ่นนั้นในทันที

เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดผืนหนึ่ง กางออกบนโต๊ะหัวเตียง

เขาเอาองค์กุมารหยกสีนิลออกจากกล่อง… วางมันลงบนผ้าผืนนั้นอย่างแผ่วเบาที่สุด

เขาวางน้ำแดง… รถแข่ง… และพวงมาลัยดอกไม้ไว้ข้างๆ

นี่คือแท่นบูชา… ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความหวาดกลัว… ไม่ใช่ด้วยศรัทธา

ทันทีที่ทุกอย่างเข้าที่

ความเย็นยะเยือกที่เคยแผ่ซ่านไปทั่วห้องก็บรรเทาลงอย่างน่าประหลาด

อาริสรู้สึกเหมือนร่างกายกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง

เขาเดินถอยหลังไปสองก้าว… จ้องมององค์กุมารหยกที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่นบูชาชั่วคราว

“แกร๊ก…”

ลิ้นชักตู้เสื้อผ้าที่อาริสเคยเปิดทิ้งไว้… ปิดลงเอง

อาริสสะดุ้ง แต่ไม่ได้หวาดกลัวเท่าเดิม

มันเหมือนกับ… “เขา” กำลังแสดงความพึงพอใจ

“ขอบ… ขอบใจ” อาริสพูดเสียงแหบ เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดกับรูปปั้น หรือวิญญาณ

ความเงียบตอบกลับมา

แต่แล้ว…

“อึก… อึก…”

เสียงเหมือนเด็กชายกำลังสูดน้ำลายดังขึ้น

อาริสเบิกตากว้าง… เขามองไปที่ขวดน้ำแดง

น้ำแดงที่อยู่ในขวด… ระดับน้ำลดลงไปเล็กน้อย…

ราวกับมีใครบางคนดูดมันลงไปผ่านฝาที่ปิดสนิท

“คิก…”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นอีกครั้ง… ครั้งนี้มันฟังดู… อิ่มเอม

“พ่อ… ดี…”

อาริสทรุดตัวลงนั่งกับพื้น… ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวังไหลออกมา

เขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจแล้ว

เขาเป็น “พ่อ” ของ “สิ่งนี้” แล้ว

เขาต้องทำตามความต้องการของมัน… เพื่อเอาชีวิตรอด

วันรุ่งขึ้น… อาริสตัดสินใจที่จะไม่หนีอีกต่อไป

เขาจะไม่ขายมัน…

เขาจะเลี้ยงมัน…

และ “มัน” ก็เริ่มให้ “พร” ทันที

ทันใดนั้นเอง… อีเมลฉบับหนึ่งก็เด้งขึ้นมาในกล่องขาเข้า

มันเป็นอีเมลจากบริษัทการลงทุนแห่งหนึ่งในยุโรปที่เขาเคยลงทุนไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน… และคิดว่าสูญเงินไปแล้ว

บริษัทแจ้งว่า… การลงทุนนั้นได้ก่อให้เกิดดอกผลมหาศาล

เนื่องจากความผิดพลาดทางบัญชี… พวกเขาต้องโอนเงินส่วนแบ่งก้อนสุดท้ายเข้าบัญชีของอาริสทันที

จำนวนเงิน… แปดสิบล้านบาท

อาริสจ้องตัวเลขนั้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างว่างเปล่า

แปดสิบล้าน…

เขาไม่เคยคิดฝันถึงเงินจำนวนนี้มาก่อน…

มันไม่ใช่แค่การปลดหนี้… แต่มันคือการเป็นมหาเศรษฐี

เขาหันไปมองกุมารหยก… ที่ยังคงนั่งนิ่ง…

“ปาฏิหาริย์…” เขาพึมพำ

แต่เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์… นี่คือราคาของความภักดี

และนี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า… “เขา” ต้องการให้ “พ่อ” ของเขา… มั่งคั่งและมีความสุข

อาริสหัวเราะออกมา… เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูบ้าคลั่ง… ปนเปไปกับเสียงสะอื้น

เขาได้ทุกอย่างที่เขาเคยต้องการ… แต่ต้องแลกกับความสงบในจิตใจและเลือดของผู้อื่น


ความสุขจากการได้รับเงินก้อนโตอยู่กับอาริสได้ไม่นาน

ความต้องการของ “เขา” เริ่มซับซ้อนขึ้น…

เช้าวันหนึ่ง… อาริสตื่นขึ้นมาและพบว่าองค์กุมารหยก… เคลื่อนที่ไปยืนอยู่ที่ขอบโต๊ะ

มันไม่ได้ขยับด้วยตัวเองในแบบที่อาริสสามารถเห็นได้

แต่มันเปลี่ยนตำแหน่งไปยืนอยู่บนขอบโต๊ะ… ราวกับกำลังรอคอย

อาริสเดินเข้าไปใกล้…

ทันใดนั้น…

“แสบ… คัน…”

เสียงกระซิบในหัวของอาริส

“ผิว… ไม่สวย… ให้… ข้า… กิน…”

อาริสขมวดคิ้ว “แกต้องการอะไร! ฉันเพิ่งให้น้ำแดงแกไปเมื่อวานนี้เอง!”

“ไม่ใช่… น้ำแดง…” เสียงนั้นหงุดหงิด

“ผิว… แสบ… คัน…”

อาริสเริ่มเข้าใจอย่างช้าๆ…

เรื่องเล่าโบราณ… บางครั้งกุมารทองต้องการ… เลือด

เลือด… เพื่อเพิ่มฤทธิ์… เพื่อให้ผิวพรรณ (ของรูปปั้น) สวยงาม

“ไม่… ไม่ได้!” อาริสถอยหลัง

“พ่อ… ใจร้าย…”

ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น

โคมไฟบนโต๊ะหัวเตียง… ก็ระเบิดออกทันที

“เพล้ง!”

เศษแก้วกระเด็นไปทั่วห้อง

อาริสตัวสั่นงันงก… เขาไม่มีทางเลือก

เขาเดินไปที่กระเป๋าเป้… คลำหาสิ่วเหล็กที่เก็บไว้

เขาหยิบมันออกมา… แล้วมองไปที่นิ้วชี้ของตัวเอง

ความกลัวจู่โจม…

แต่แล้วเขาก็นึกถึงศพของวิทูรที่ถูกใบพัดเรือปั่น… และศพของเจ้าหนี้ที่ถูกช้างทับ…

เพื่อแลกกับชีวิต… หยดเลือดเล็กๆ น้อยๆ คงไม่เป็นไร

อาริสกัดฟัน…

“ฉึบ!”

เขาจิ้มปลายสิ่วเข้าที่ปลายนิ้วชี้ของตัวเอง

เลือดสีแดงสดหยดลงมาทันที…

เขาบรรจงหยดเลือดลงบนผิวหยกสีนิล… ตรงบริเวณอกขององค์กุมาร

ทันทีที่เลือดสัมผัสกับหยก…

หยกสีดำสนิท… ดูเหมือนจะสว่างวาบขึ้นมาเล็กน้อย

ราวกับมันกำลังดูดซับความมีชีวิตนั้นเข้าไป

ความรู้สึกเย็นเยียบและหงุดหงิดที่แผ่ออกมา… หายไปทันที

“ฮึ่ม…”

เสียงครางต่ำๆ ในหัวของอาริส… ฟังดูเหมือนเสียงอิ่มเอมใจ

“ข้า… รัก… พ่อ”

อาริสแทบจะอาเจียน

เขาได้ก้าวข้ามเส้นบางๆ ไปแล้ว

เขาได้ถวายเลือดเนื้อของตัวเองให้กับวิญญาณร้ายที่เขาขุดขึ้นมาจากสุสาน

เขาได้กลายเป็น… ผู้รับใช้ที่สมบูรณ์แบบ


ช่วงบ่ายวันนั้น…

อาริสแอบออกไปข้างนอกเพื่อไปซื้อตู้กระจกสวยงามสำหรับใส่กุมารหยก… และอุปกรณ์ทำความสะอาดห้องพักที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว

เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า… มีใครบางคนกำลังเดินสวนกับเขา…

โน้ต…

เด็กหนุ่มคนนั้น…

โน้ตยังคงสงสัยในตัวอาริสอย่างมาก

ท่าทีที่กระอักกระอ่วน… หน้าตาที่ซีดเผือด… การที่อาริสรีบยกเลิกการสำรวจ

และเหนือสิ่งอื่นใด… ความรู้สึกแปลกๆ ที่โน้ตได้รับจากอาจารย์ของเขา

โน้ตตัดสินใจ… ที่จะกลับไปที่โรงแรมอีกครั้ง

เขาเดินไปที่ห้องพักของอาริสอย่างเงียบเชียบ…

เขามองเห็นรถของอาริสไม่ได้จอดอยู่… แสดงว่าอาริสไม่อยู่

โน้ตสอดลวดเข้าไปในรูลูกบิดประตูอย่างชำนาญ… เขาไม่ได้ซื่อจนไม่รู้เรื่องพวกนี้

“แกร๊ก”

ประตูเปิดออก

โน้ตเดินเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง… กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นหอมหวานของน้ำแดง… และกลิ่นธูปจางๆ

“อาจารย์ไม่เคยจุดธูปนี่นา…” โน้ตพึมพำ

เขาเดินเข้าไปในห้องนอน…

แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ…

บนโต๊ะหัวเตียง…

ผ้าสีขาว… พวงมาลัย… รถแข่งของเล่น… และขวดน้ำแดงที่ระดับน้ำลดลงไปเล็กน้อย

และตรงกลาง…

องค์หยกสีนิลดำสนิท… นั่งสงบนิ่งอยู่บนแท่นบูชาเล็กๆ

โน้ตทรุดตัวลงคุกเข่าทันที

เขารู้แล้วว่ามันคืออะไร

นี่คือ “ของแรง”

แต่สิ่งที่ทำให้โน้ตตกใจที่สุด…

คือรอยเลือดจางๆ ที่ซึมลงไปบนผ้าขาวนั้น…

โน้ตมองไปที่องค์กุมาร… แล้วสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีแดงจางๆ ที่บริเวณหน้าอกของมัน

“อาจารย์…”

โน้ตสั่นสะท้านไปทั้งตัว

อาจารย์ของเขา… ได้ลักพา “ของ” สิ่งนี้มาจากวัดร้าง…

และตอนนี้… กำลังเลี้ยงมัน… ด้วยเลือด

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา… มือของเขาสั่นจนแทบจะกดปุ่มไม่ได้

เขาต้องมีหลักฐาน… เขาต้องช่วยอาจารย์ของเขา… ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

“แชะ! แชะ! แชะ!”

เสียงถ่ายรูปดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน

โน้ตถ่ายรูปองค์กุมาร… รูปแท่นบูชา… และรูปขวดน้ำแดงที่มีรอยเลือด

เขาถ่ายเสร็จ… กำลังจะลุกขึ้นวิ่งออกจากห้อง…

“ครืด…”

ประตูห้องนอน… ถูกปิดลงอย่างแผ่วเบา… ด้วยตัวของมันเอง

โน้ตหันขวับ!

“อาจารย์!” เขาคิด

แต่ไม่ใช่…

ไม่มีใครยืนอยู่ที่หน้าประตู

แต่ห้อง… กลับมืดลงทันที… มืดลงทั้งที่ยังเป็นกลางวันแสกๆ

“คิก… คิก… คิก…”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลัง…

โน้ตหันกลับไปมองที่แท่นบูชา

องค์กุมารหยก… ยังคงนั่งนิ่ง…

แต่ดวงตาที่ปิดสนิท… บัดนี้… ค่อยๆ เปิดขึ้น

ดวงตาของมัน… เป็นสีดำสนิท… มืดมิด… ไม่มีส่วนขาว

“แก… กำลังขโมย… ‘พ่อ’ ของข้า…”

เสียงกระซิบที่เย็นเฉียบ… เข้ามาในหัวของโน้ต

โน้ตกรีดร้องสุดเสียง… เขาโยนโทรศัพท์ทิ้ง… วิ่งชนประตู…

“อาจารย์! ช่วยผมด้วย!”

เขาพยายามเปิดประตู… แต่ประตูถูกล็อค!

เขาหันกลับมามอง…

องค์กุมารหยก… ลอยอยู่กลางอากาศ… ตรงมาที่เขา…

“แก… จะไม่ได้ไปไหน…”

“ครืดดดดด…”

ทันใดนั้น… เสียงกุญแจก็ถูกไขจากด้านนอก

อาริสกลับมาแล้ว!

“โน้ต! นั่นเสียงอะไร!” เสียงอาริสตะโกนอย่างตกใจ

ประตูถูกเปิดออก…

อาริสถือถุงข้าวของพะรุงพะรัง… ยืนแข็งทื่ออยู่ที่หน้าประตู

เขาเห็นโน้ต… วิ่งออกมาจากห้องนอนอย่างบ้าคลั่ง…

“อาจารย์! มัน! มันอยู่ข้างใน!” โน้ตกรีดร้อง

เขาวิ่งพุ่งชนอาริสที่ยืนขวางประตู…

แต่…

โน้ตไม่ชนอาริส

เขา… วิ่งทะลุผ่านร่างของอาริสไป…

ร่างของโน้ต… สลายกลายเป็นอากาศธาตุ…

หายวับไปจากหน้าอาริส…

อาริสเบิกตากว้าง… หันกลับไปมองรอบตัว…

ไม่มีใคร…

มีเพียงถุงข้าวของที่หลุดจากมือของอาริส…

และ…

โทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่ง… ตกอยู่บนพื้น…

มันเป็นของโน้ต…

หน้าจอของมันยังคงเปิดอยู่…

เป็นรูป…

องค์กุมารหยกสีนิล… ที่นั่งอยู่บนแท่นบูชา

“คิก… คิก…”

เสียงหัวเราะดังมาจากในห้องนอน…

อาริสเดินโซเซเข้าไปในห้อง…

องค์กุมารหยก… กลับไปนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

แต่รอยยิ้มที่มุมปาก…

มันกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


ดวงตาของอริสจ้องไปที่โทรศัพท์บนพื้นอย่างไม่ละสายตา

หน้าจอยังคงแสดงภาพนั้นอยู่ กุมารทองหยกสีดำสนิทนอนอยู่ท่ามกลางเครื่องเซ่นไหว้อันเกะกะ และคราบเลือดจางๆ บนผ้าขาว

นั่นคือหลักฐาน นั่นคือหลักฐานแห่งความผิดของเขา

และตอนนี้… มันหายไปแล้ว โน้ตหายไปแล้ว

“ไม่… เป็นไปไม่ได้…” อริสพึมพำ

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เขาอธิบายไม่ได้ว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้น

โน้ตแล่นผ่านตัวเขาไป โน้ตหายไปต่อหน้าต่อตา

“มัน… มันไม่ใช่ภาพลวงตา…”

อริสกลับไปที่แท่นบูชา เขาจ้องมองรูปปั้นกุมารทอง

มันยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น รูปลักษณ์ของมันดูศักดิ์สิทธิ์และนิ่งเงียบอย่างน่าขนลุก

แต่รอยยิ้มที่มุมปาก… รอยยิ้มนั้นไม่ใช่เพียงเส้นโค้งจางๆ อีกต่อไป แต่มันคือรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ

“เจ้าทำอะไรกับมัน?” อาริสคำรามเสียงแหบพร่าด้วยความตื่นตระหนก

“เขา…ต้องการพราก…พ่อ…”

เสียงเย็นชาแบบเด็กๆ ดังก้องอยู่ในหัวของอาริส

“ฉันไม่ชอบ…คน…ที่ต้องการพราก…พ่อ…”

อาริสเข้าใจ เขาพยายามจะจากไป เขาพยายามขายมันให้วิฑูรย์ โน้ตพยายามเปิดโปงมัน

ทุกคนที่คุกคามความสัมพันธ์พ่อลูกที่แสนเจ็บปวดนี้ถูกกำจัด

สิ่งนี้ไม่ใช่เครื่องราง แต่มันคือผู้ครอบครอง

กุมารทองฆ่าโน้ต มันกักขังวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเด็กชาย เช่นเดียวกับที่มันทำให้วิฑูรย์และเจ้าหนี้ต้องพินาศ

“ไม่…ไม่!” อาริสถอยกลับ ชนกำแพง “ฉันไม่ต้องการอีกแล้ว! ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ! ฉันไม่ต้องการอะไรจากคุณ!”

เขาทรุดลงกับพื้น น้ำตาและเหงื่อไหลอาบแก้ม เขาร้องไห้เหมือนเด็ก

“แกฆ่าโน้ต! โน้ตเป็นคนเดียวที่ไว้ใจฉัน! แกเอาทุกอย่างไป!”

“ฉัน… ให้พ่อ… ทุกอย่าง…” เสียงของเขาอ่อนโยนลง แต่ยังคงแฝงไปด้วยความคุกคาม “พ่อ… เป็นของแก ฉัน… เป็นของแก”

อริสก้มมองนิ้วของตัวเอง รอยแผลจากสว่านยังคงอยู่ตรงนั้น พันผ้าพันแผลไว้อย่างหยาบๆ

เลือดสด

เขาคือคนที่บริจาคเลือดโดยสมัครใจ เขาคือคนที่สร้างแท่นบูชาโดยสมัครใจ

เขาตกลงตามข้อตกลงนี้

อริสรู้ดีว่าเขาหนีไม่พ้น

การเดินทางแห่งการหลบหนีและการล่มสลาย (คาบต่อไป):

อริสตัดสินใจทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขายังคงเป็นหมออริสผู้มั่งคั่ง ผู้เพิ่งได้รับเงินก้อนโต เขาซื้ออพาร์ตเมนต์หรูในกรุงเทพฯ ไกลจากอยุธยา

เขาพากุมารทองมาด้วย เขาไม่กล้าทิ้งมันไว้ข้างหลัง

เขาใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ตู้เย็นเต็มไปด้วยของเล่นและน้ำอัดลมสีแดง เขาได้สร้าง “ห้องบูชา” ลับขึ้น โดยมีกุมารทองประทับอยู่ในตู้กระจกหรูหรา

“เขา” ยังคง “ให้พร” อาริสได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ งานวิจัยของเขากลายเป็นที่สนใจของนานาชาติอย่างกะทันหัน

แต่ทุกครั้งที่เขาทำสำเร็จ กุมารทองก็เรียกร้องเลือดสักหยด

และบางครั้ง… มันก็เรียกร้องสิ่งอื่นๆ ด้วย

“ฉัน… อยากมีเพื่อน… ไว้เล่นด้วย…”

เย็นวันหนึ่ง อาริสกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เขาเห็นเด็กชายจรจัดสกปรกคนหนึ่งกำลังพยายามขายดอกไม้

“พาเด็กคนนั้นกลับมาหาพ่อนะ”

อาริสตัวสั่น “ไม่! ฉันไม่ได้เป็นคนลักพาตัว!”

“ไม่อย่างนั้น… เจ้าจะไม่ใช่คนสำคัญที่สุดสำหรับข้าอีกต่อไป…” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา

อาริสหันกลับไปมองห้องบูชา เขาจินตนาการว่ากุมารทองทำลายทุกสิ่งด้วยความโกรธ และที่สำคัญกว่านั้นคือทำลายชีวิตใหม่ของเขา

เขายืนอยู่ตรงนั้น ราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขากำลังโด่งดังสุดขีด แต่เขาก็เป็นเพียงหุ่นเชิด

เขานึกถึงโน้ต

เขาทำไม่ได้

ชั่วขณะแห่งความสงสัย:

อริสกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ เขาเปิดประตูห้องศาลเจ้า

กุมารทองอยู่ข้างใน บนแท่นบูชา ของเล่นถูกวางเรียงรายเป็นแถวยาว ราวกับว่าเขากำลังเล่นมันอยู่

อริสเดินเข้ามา เขาอุ้มกุมารทอง

“ข้าจะจบเรื่องนี้เอง”

เขาวิ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง เขาขับรถกลับอยุธยาในคืนนั้น

เขาต้องนำมันกลับไปคืนที่ที่มันควรอยู่

การชำระล้าง:

หลังจากขับรถมาหลายร้อยกิโลเมตร อริสก็มาถึงอยุธยาตอนใกล้รุ่งสาง เขากลับไปยังซากปรักหักพังที่เขาก่ออาชญากรรม

ตำรวจได้ปิดล้อมพื้นที่รอบฐานพระพุทธรูปที่เสียหายหลังจากวิฑูรย์เสียชีวิตและโน้ตหายตัวไป (แม้ว่าจะไม่พบร่างของอริสเลยก็ตาม ผู้คนต่างสงสัยว่า)

อริสแอบปีนข้ามรั้วลวดหนาม

ขณะที่เขากำลังเข้าใกล้ฐานพระพุทธรูปที่ไร้เศียร…

กุมารทองในมือของเขาเริ่มสั่นอย่างรุนแรง

“พ่อ… ไม่นะ! ท่านจะทอดทิ้งข้าหรือ!”

เสียงของมันดังขึ้นเรื่อยๆ กรีดร้องในหัว ทำให้เขาปวดหัวอย่างรุนแรง

เขาเห็นภาพนิมิต: วิญญาณของโน้ตถูกกระชากออก วิฑูรถูกทับ และอดีตภรรยาถูกรถบรรทุกทับ

ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง

“ข้าไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า!” อาริสตะโกน เสียงของเขาหายไปในสายลมยามราตรี “ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้าน! กลับไปหาสมบัติของเจ้า!”

เขาพยายามหารอยแตกที่สลักไว้ แต่มันถูกเสริมด้วยปูนใหม่

“ไม่ได้! เจ้าทำอย่างนั้นไม่ได้!”

กุมารทองหยุดกรีดร้อง มันเข้าสู่โหมดข่มขู่ครั้งสุดท้าย

“พ่อ… ถ้าท่าน… ส่งข้ากลับไป…”

ภาพนิมิตปรากฏขึ้น: อาริสเห็นตัวเองยืนอยู่เบื้องหน้าพระพุทธรูป ไม่ใช่ในฐานะโจร แต่ในฐานะผู้สำนึกผิด

แล้ว… อาริสก็เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัว: โน้ตกรีดร้องอยู่ในกรงหิน ใต้ฐานของรูปปั้น โดยมีกุมารทองเฝ้าอยู่

วิญญาณของโน้ตถูกขังอยู่ในสมบัตินั้น!

กุมารทองไม่ได้ต้องการให้อริสเลี้ยงดูมันเพียงลำพัง แต่มันต้องการให้อริสเป็นผู้พิทักษ์… ตลอดไป

หากอริสคืนมัน เขาจะกลายเป็นผู้พิทักษ์คนต่อไป ถูกกักขังไว้กับดวงวิญญาณของโน๊ตตลอดไป

เขาไม่สามารถคืนมันได้

เขาก็ไม่สามารถรักษามันไว้ได้เช่นกัน

การเสียสละ:

อริสสิ้นหวัง เขาเงยหน้ามองพระพุทธรูปไร้เศียร

ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำพูดของโน๊ตที่ว่า “อย่านำสิ่งใดที่ไม่ใช่ของเธอจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์…”

เขาเข้าใจ ความผิดพลาดของเขาไม่ใช่การเอาเครื่องรางไป ความผิดพลาดของเขาคือความโลภของเขาทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นขุ่นเคือง

เขาไม่ต่อสู้กับอสูรอีกต่อไป

อริสคุกเข่าลงและวางกุมารทองหยกดำลงบนพื้น

เขาไม่ก้มหัวให้กุมารทอง เขาประสานมือและก้มหัวให้พระพุทธรูปไร้เศียร

“ข้าสำนึกผิด…”

เขาไม่ได้ร้องขอชีวิต เขาสารภาพบาปทั้งหมด ความโลภ ความยากจน และความตายของโน้ต

ขณะที่อริสสารภาพ กุมารทองก็เริ่มตัวสั่นอย่างรุนแรง

“ไม่! หยุด! หลวงพ่อ! อย่าพูดกับพวกเขา!”

รูปปั้นหยกดำลอยอยู่กลางอากาศ หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พยายามโจมตีอริส

แต่อริสไม่เงยหน้าขึ้น เขายังคงโค้งคำนับต่อไป

“ได้โปรด… ชำระวิญญาณของข้า และได้โปรด… ช่วยชีวิตของโน้ตด้วย”

ขณะที่เขาพูด แสงจ้า ไม่ใช่แสงทางกายภาพ แต่เป็นความรู้สึกอบอุ่นและสงบ แผ่ออกมาจากฐานของพระพุทธรูปที่ไร้เศียร

แสงสว่างสาดส่องลงมาปกคลุมกุมารทองที่กำลังกรีดร้อง

“ไม่! เจ้าพาพ่อข้าไปไม่ได้!”

แต่กุมารทองกลับถูกดูดเข้าไปในแสงสว่าง

แสงนั้นดับลง

เมื่อแสงสว่างดับลง กุมารทองหยกดำก็ร่วงลงสู่พื้น เงียบงัน

อริสลืมตาขึ้น ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ

เขามองลงไปที่หยก มันไม่เย็นอีกต่อไปแล้ว เป็นเพียงหยก

เขาสัมผัสมัน ไม่มีเสียงใดในหัวของเขา

บทสรุป:

อริสลุกขึ้นยืน เขาหยิบหยกขึ้นมา

เขาไม่ใช่ปรมาจารย์แห่งการสืบสวนอีกต่อไป เขาเป็นอาชญากร

เขาไปที่สถานีตำรวจใกล้เคียงและวางกุมารทองหยกดำไว้บนโต๊ะของเจ้าหน้าที่ที่กำลังหลับอยู่

“นี่คือหลักฐาน” อริสกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและสงบ “มันเป็นของที่ถูกขโมยไป ข้าเอาไป และฉัน… ข้าสารภาพทุกอย่าง”


อาริสนั่งอยู่ในห้องสอบสวนที่เย็นยะเยือก แสงไฟฟลูออเรสเซนต์กะพริบเป็นจังหวะอยู่เหนือศีรษะ

เขาไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตราคาแพงอีกต่อไป มีเพียงเสื้อยืดสีขาวธรรมดาที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและความสกปรกจากการขับรถข้ามคืน

เขาเล่าเรื่องทั้งหมด

เล่าอย่างละเอียด… ตั้งแต่แรงจูงใจที่เกิดจากหนี้สิน… แผนที่เก่า… การขโมยจากฐานพระพุทธรูป… การตื่นขึ้นของกุมารทอง… การตายอย่างสยดสยองของเจ้าหนี้และวิทูร… จนถึงการสลายไปของโน้ต

เขาเล่าเรื่องทั้งหมด… ยกเว้นเรื่องวิญญาณ… เรื่องเสียงกระซิบ… เรื่องลูกแก้วกลิ้ง

เขาเลือกที่จะเล่าในมุมมองของนักโบราณคดีที่เครียดจัด… หลงใหลในตำนาน… จนเกิดอาการประสาทหลอน… และลงมือฆาตกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ (ในคดีวิทูร) และซ่อนเร้นอำพราง (ในคดีโน้ต)

ตำรวจมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนสมเพช

“คุณหมายความว่า… คุณพยายามขายกุมารทองให้วิทูร… แล้วเกิดทะเลาะกัน… เลยผลักเขาตกน้ำ… แล้วมีเรือแล่นมาพอดี?” สารวัตรหนุ่มที่ดูแลคดีถามอย่างไม่เชื่อ

“ใช่” อาริสตอบเสียงเรียบ

“แล้วคุณก็เชื่อว่าวิทูรตาย… ส่วนโน้ต… คุณคิดว่าโน้ตหายไปไหน”

“ผมไม่รู้” อาริสตอบ “ผมเห็นเขา… วิ่งทะลุผ่านผมไป… แล้วเขาก็หายไป…”

เขาเลือกที่จะเล่าความจริงส่วนที่บ้าคลั่งที่สุด… เพื่อให้เรื่องราวของเขามีน้ำหนัก

“คุณรู้ตัวไหมว่าคุณกำลังพูดเรื่องเหลวไหลอะไร ด็อกเตอร์อาริส”

“ผมรู้ครับ” อาริสพยักหน้า “แต่ผมอยากสารภาพ… ว่าผมขโมยโบราณวัตถุ… และผมรู้ว่าผมเป็นต้นเหตุให้เกิดการตายของคนอื่น… ไม่ว่าโดยตรงหรือไม่ก็ตาม… ผมพร้อมรับโทษ”

เขาไม่ได้สู้

เขาหมดแรงที่จะสู้แล้ว

สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้… คืออิสรภาพทางวิญญาณ

ตำรวจนำองค์กุมารหยกสีนิลไปตรวจสอบ มันถูกส่งมอบให้กรมศิลปากร

มันคือของจริง… ของโบราณที่ประเมินค่าไม่ได้…

แต่ที่สำคัญกว่า… มันคือหลักฐานสำคัญในคดีฆาตกรรมและลักทรัพย์

ท้ายที่สุด… อาริสถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์โบราณวัตถุของชาติ… และการทำลายฐานพระพุทธรูป

ส่วนคดีการตายของวิทูรและโน้ต… ยังคงเป็นปริศนาที่ตำรวจยังหาข้อสรุปไม่ได้ (ตำรวจไม่พบศพโน้ต… และคดีวิทูรปิดลงด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุทางน้ำ)

อาริสยอมรับทุกข้อกล่าวหา

เขาถูกตัดสินจำคุก… ถูกยึดตำแหน่ง… ถูกตัดขาดจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมา

เงินแปดสิบล้านที่เขาได้มา… ถูกอายัดทั้งหมดในข้อหาเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดี

เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อเงินนั้นเลยแม้แต่น้อย

เขาไม่ต้องการมัน


ห้าปีต่อมา…

อาริสพ้นโทษ

เขาไม่ใช่ด็อกเตอร์อาริสคนเดิมอีกต่อไป

เขาดูแก่กว่าวัย ผอมลงมาก… และดวงตาของเขามีร่องรอยของความสงบที่มาพร้อมกับการยอมรับชะตากรรม

เขาไม่ได้กลับไปที่กรุงเทพฯ

เขาเดินทางกลับไปที่อยุธยา…

เขาไม่ได้ไปในฐานะนักโบราณคดี… ไม่ใช่ในฐานะโจร… แต่ในฐานะคนงานอาสา…

เขาใช้เวลาแต่ละวันอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง… สวมหมวกปีกกว้าง… เสื้อผ้าธรรมดาๆ

เขากวาดใบไม้… ทำความสะอาดพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น… ก่ออิฐซ่อมแซมกำแพงที่พังทลาย

เขาทำทุกอย่างด้วยความเงียบสงบ… และความเคารพอย่างสูงสุดต่อทุกตารางนิ้วของผืนดินศักดิ์สิทธิ์นี้

มันคือการชดใช้

เขามีเงินเพียงเล็กน้อยจากการทำงานพิเศษ… แต่เขาก็พอใจ

เขากินอาหารง่ายๆ… และนอนในห้องพักเล็กๆ ที่สะอาดสะอ้าน… ห่างไกลจากความหรูหราที่เขาเคยใฝ่ฝัน

ชีวิตของเขาสิ้นสุดลงแล้ว… แต่ชีวิตใหม่ที่เกิดจากการสำนึกผิดได้เริ่มต้นขึ้น


เย็นวันหนึ่ง…

อาริสกำลังกวาดใบไม้ที่ปลิวว่อนไปตามลานกว้างของวัดร้าง…

เขาเดินมาถึงจุดที่เขาเคยทำผิดบาป…

ฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่ไร้เศียร… บัดนี้ถูกบูรณะซ่อมแซมอย่างเรียบร้อยแล้ว

รอยแตกที่เขาเคยเจาะ… ถูกปิดสนิทด้วยปูนที่แข็งแรง

ไม่มีร่องรอยว่าเคยมี “ของ” ถูกซ่อนอยู่ข้างในเลยแม้แต่น้อย

อาริสหยุดกวาดใบไม้

เขาวางไม้กวาดลง… ค่อยๆ คุกเข่าลง…

และประนมมือขึ้นเหนือศีรษะ…

เขาไม่ได้สวดมนต์… เขาแค่ทำความเคารพ… ด้วยใจที่บริสุทธิ์

เขาหลับตา… อธิษฐานถึงความสงบสุข… ให้กับตัวเอง… และให้กับดวงวิญญาณที่เขาทำให้ต้องพินาศ

เขาใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานหลายนาที…

เมื่ออาริสเงยหน้าขึ้น…

เขาลืมตา… แล้วหัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ

ที่มุมกำแพงวัด… ห่างออกไปไม่ไกลนัก…

เขามองเห็นร่างของเด็กชายคนหนึ่ง…

เด็กชายสวมเสื้อผ้าเก่าๆ… กำลังยืนจ้องมองมาที่เขา

เด็กชายคนนั้น… ยิ้มให้เขา…

ไม่ใช่รอยยิ้มที่น่ากลัวของกุมารทอง… แต่เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อย… และอ่อนโยน

ดวงตาของเด็กชาย… ไม่ได้ดำมืดว่างเปล่า… แต่มันมีแววตา… แววตาที่อาริสคุ้นเคย…

นั่นคือ… โน้ต

เป็นเพียงภาพมายา… หรือวิญญาณที่ได้รับการปลดปล่อยแล้ว… อาริสไม่รู้

แต่โน้ตกำลังยิ้มให้เขา… ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ จางหายไปในแสงยามเย็น

อาริสไม่ได้หวาดกลัว

เขาไม่ได้วิ่งหนี

เขายิ้มตอบ… น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลอาบแก้มที่กร้านแดดของเขา

เขาได้รับการอภัยแล้ว…

เขาหันกลับไปที่ฐานพระอีกครั้ง… ประนมมือไหว้

ตอนนี้… เขาพร้อมแล้วที่จะใช้ชีวิตที่เหลือ… เพื่อชดเชยบาปที่เขาเคยทำ

เขาเดินไปหยิบไม้กวาด… และเริ่มกวาดใบไม้ต่อ…

เสียงไม้กวาดกระทบพื้นดิน… เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ… และเงียบสงบ

ไม่มีเสียงลูกแก้วกลิ้ง… ไม่มีเสียงหัวเราะคิกคัก…

มีเพียงเสียงลมหายใจของอดีตราชธานี… ที่เต็มไปด้วยความสงบ… และการให้อภัย

อาริสยังคงทำงานของเขาต่อไป… ท่ามกลางซากปรักหักพัง… ภายใต้เงาของพระพุทธรูปไร้เศียร…

ชีวิตของเขากลายเป็นข้อพิสูจน์สุดท้ายว่า… แม้แต่ความมืดมิดที่เลวร้ายที่สุด… ก็ยังสามารถพบหนทางสู่การไถ่บาปได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube