จุดจบของคนเลี้ยงปีศาจ – กุมารทองในตลาดจัตุจักร
ผมชื่อกฤต และผมกำลังโกหก
กล้องในมือผมสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะผมตื่นเต้น แต่มือผมมันสั่นเอง ผมยกกล้องขึ้นสูง ถ่ายแพนไปทั่วแผงขายเสื้อผ้าสีสันสดใสในตลาดจตุจักร “สวัสดีครับ! กลับมาพบกับ ‘กฤตตะลุย’ อีกแล้วนะครับ!” ผมตะโกนใส่เลนส์ พยายามบีบเสียงให้ร่าเริงที่สุด “วันนี้อากาศสุดยอด! ดูคนพวกนี้สิครับ! จตุจักรคือหัวใจของกรุงเทพฯ จริงๆ!”
ผมซูมกล้องไปที่นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กำลังหัวเราะ ผมยิ้มให้กล้อง แต่เป็นรอยยิ้มที่ว่างเปล่า
ทันทีที่ผมลดกล้องลง กดปุ่มบันทึกสีแดง รอยยิ้มนั้นก็หายไปจากใบหน้าผมเหมือนโดนลบ ผมพิงเสาเหล็กขึ้นสนิม ถอนหายใจยาวเหยียด อากาศไม่ได้สุดยอด มันร้อนเหมือนนรก ผมเกลียดที่นี่ ผมเกลียดเสียงจอแจ ผมเกลียดกลิ่นเหงื่อที่ปนกับกลิ่นมะพร้าวไหม้
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ยอดวิววิดีโอตัวล่าสุดของผม… สามร้อยสิบสี่วิว ถ่ายมาสามวัน ได้สามร้อยวิว ช่องผมกำลังจะตาย ไม่สิ มันตายไปแล้ว
ผมนั่งยองๆ ลงกับพื้น ความอัปยศถาโถมเข้ามาในอก ผมอายุยี่สิบแปดแล้ว ผมควรจะมีงานทำ มีอนาคต ไม่ใช่มาเดินถือกล้องพูดคนเดียวเหมือนคนบ้าในตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ผมเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก “มึงต้องทำได้ดิกฤต” ผมพึมพำกับตัวเอง “ต้องได้คอนเทนต์เด็ดๆ สักอัน”
ผมลุกขึ้น ยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วยกกล้องขึ้นอีกครั้ง “เอาล่ะครับทุกคน! เป้าหมายของเราวันนี้คือการตามล่า ‘ของกินในตำนาน’ ที่ซ่อนอยู่ในจตุจักร! ไปกันเลย!”
ผมเดินไปตามทางเดินที่แออัด ผมถ่ายทุกอย่าง ถ่ายแผงขายผลไม้ ถ่ายร้านขายสัตว์เลี้ยง ถ่ายคนถักเปีย ผมแสร้งทำเป็นตื่นเต้น ผมแกล้งชิมไก่ย่างแล้วทำท่าเหมือนมันอร่อยที่สุดในชีวิต “โอ้โห! สุดยอด! ต้องลองนะครับ!” แต่ความจริงคือมันเค็มจนลิ้นชา
ผมกำลังจะถ่ายร้านขายโปสการ์ดเก่าๆ ทันใดนั้น โทรศัพท์ผมก็สั่นในกระเป๋า
ชื่อ ‘พริม’ สว่างขึ้นมาบนหน้าจอ
หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ผมถอยหลบเข้าซอกเล็กๆ ข้างร้านขายกระเป๋า ลดกล้องลง แล้วกดรับสาย “ว่าไงพริม”
“กฤต อยู่ไหน” เสียงเธอเครียดเหมือนเคย
“ทำงานอยู่สิ” ผมพยายามทำเสียงให้ปกติ “ถ่ายคลิปอยู่จตุจักร”
“ถ่ายคลิปอีกแล้วเหรอ” เธอถอนหายใจ “กฤต เมื่อไหร่จะเลิกทำไอ้เรื่องไร้สาระนี่สักที พี่เจ้าของห้องเชาโทรมาหาฉันอีกแล้วนะ เขาบอกว่าถ้าสิ้นเดือนนี้นายยังไม่จ่ายค่าเช่า เขาจะล็อกห้อง”
ผมหลับตาลง ความโกรธผสมกับความอับอายพุ่งขึ้นมา “นี่มันไม่ไร้สาระนะพริม มันคืองาน! ฉันกำลังสร้างแบรนด์!”
“แบรนด์เหรอ? แบรนด์ที่ทำเงินไม่ได้น่ะเหรอ?” เสียงเธอเริ่มดังขึ้น “แม่นายก็โทรมาหาฉัน เขาเป็นห่วงนายนะกฤต กลับบ้านไปหางานทำจริงๆ จังๆ เถอะ”
“งานจริงๆ จังๆ?” ผมตะคอกกลับ “แบบเธอน่ะเหรอ? นั่งในออฟฟิศโง่ๆ วันละแปดชั่วโมง ได้เงินเดือนหมื่นห้าเนี่ยนะ? นั่นไม่ใช่ชีวิตฉัน!”
“อย่างน้อยฉันก็มีเงินจ่ายค่าห้อง!”
คำพูดนั้นแทงใจผมเหมือนมีด ผมพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“กฤต…” เสียงเธออ่อนลง “ฉันเป็นห่วงนายนะ ฉันไม่อยากเห็นนายเป็นแบบนี้…”
“ไม่ต้องมายุ่ง!” ผมตะโกนใส่โทรศัพท์ “ฉันจะพิสูจน์ให้เธอเห็น! ฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น! ฉันจะรวย! ฉันจะดัง! คอยดู!”
ผมกดตัดสายทันทีที่พูดจบ ผมหอบหายใจหนักๆ มือผมสั่นจนกล้องแทบหลุดมือ ผมอยากจะขว้างมันทิ้ง ผมอยากจะกรีดร้อง
ผมเตะถังขยะข้างตัวอย่างแรงจนมันล้มคว่ำ เศษขยะกระจายเกลื่อนพื้น คนที่เดินผ่านไปมามองผมอย่างตกใจ แต่ผมไม่สน ผมกำหมัดแน่น จ้องมองเข้าไปในความมืดของซอยเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า
ผมต้องทำให้ได้ ผมต้องสำเร็จ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
ด้วยความโกรธและความสิ้นหวัง ผมก้าวเข้าไปในซอยนั้น ผมไม่ได้สนใจว่ามันจะพาไปที่ไหน ผมแค่อยากหนี หนีจากเสียงของพริม หนีจากสายตาคนอื่น หนีจากความล้มเหลวของตัวเอง
ผมเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เสียงจอแจของตลาดเริ่มเบาลง แสงแดดสว่างจ้าเริ่มหายไป ถูกแทนที่ด้วยเงาของกันสาดผ้าใบเก่าๆ และหลังคาที่ต่อเติมกันอย่างยุ่งเหยิง
ทางเดินแคบลงเรื่อยๆ แออัดน้อยลง ผมไม่เห็นนักท่องเที่ยวแล้ว มีแต่พ่อค้าแม่ค้าหน้าตาเหนื่อยหน่ายกำลังขนของ หรือไม่ก็นั่งจับกลุ่มสูบบุหรี่
กลิ่นเหงื่อและกลิ่นมะพร้าวไหม้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอื่น กลิ่นอับชื้น กลิ่นฝุ่นหนาๆ และกลิ่น… กลิ่นเหมือนเครื่องเทศเก่าๆ ปนกับกลิ่นธูปจางๆ
ผมไม่รู้ว่าผมเดินมานานแค่ไหน ผมควรจะหลงทางแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดึงผมไปข้างหน้า
ผมหยุดเดิน ผมอยู่ที่ไหน?
ที่นี่ไม่ใช่จตุจักรที่ผมรู้จัก มันเงียบ… เงียบจนน่าขนลุก ร้านค้าแถวนี้ไม่ได้ขายเสื้อผ้าหรือของที่ระลึก มันเป็นร้านขายของเก่า ของที่ดูเหมือนถูกทิ้งขว้าง เครื่องทองเหลืองที่ดำคล้ำ เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ขาหัก
ผมยกกล้องขึ้นมาตามสัญชาตญาณ “เอ่อ… ดูเหมือนผมจะหลงทางนิดหน่อยนะครับ” ผมพยายามพูดกับกล้อง แต่เสียงผมสั่น “แต่บางทีนี่อาจจะเป็น ‘โซนลับ’ ที่ยังไม่มีใครเคยเห็นก็ได้”
ผมพยายามคิดว่านี่คือ ‘คอนเทนต์’
ผมเดินต่อไปอีกหน่อย จนกระทั่งผมมาถึงสุดทางเดิน มันเป็นทางสามแพร่งเล็กๆ ที่ถูกลืมเลือน ตรงหัวมุมมีร้านหนึ่งตั้งอยู่ มันมืดกว่าร้านอื่นๆ ไม่มีป้ายชื่อ มีแค่ผ้าใบกันสาดสีเขียวซีดๆ ที่ขาดรุ่งริ่ง
หน้าร้านมีของวางระเกะระกะ รูปปั้นแปลกๆ หน้ากากไม้ที่ดูน่ากลัว และเครื่องรางที่ผมไม่รู้จัก
ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ผมควรจะหันหลังกลับ แต่มีบางอย่างในร้านนั้นดึงดูดสายตาผม
ผมคิดถึงยอดวิวที่ตกต่ำ ผมคิดถึงคำพูดของพริม
“นี่แหละ” ผมพึมพำกับตัวเอง “นี่คือคอนเทนต์ที่คนต้องดู”
ผมเช็คแบตเตอรี่กล้อง มันยังเหลือเฟือ ผมสูดหายใจลึกๆ กดปุ่มบันทึกสีแดงอีกครั้ง
“เอาล่ะครับทุกคน” ผมกระซิบเสียงสั่น “ผมเจอร้านประหลาดๆ ร้านหนึ่ง… ผมไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่เราจะเข้าไปดูกัน”
ผมก้าวเท้าข้ามธรณีประตูที่ผุพัง ก้าวจากแสงสว่างที่อับทึมของซอย เข้าไปสู่ความมืดที่เย็นเยียบยิ่งกว่าของร้านนั้น
ทันทีที่ผมก้าวเข้าไป กลิ่นธูปที่เคยจางๆ ก็ฉุนกึกขึ้นจมูก มันเข้มข้นจนผมแทบสำลัก ข้างในมืดมาก แสงสว่างเดียวมาจากหลอดไฟนีออนเก่าๆ ที่แขวนอยู่ลึกเข้าไปในร้าน มันกะพริบเป็นระยะๆ ส่องให้เห็นฝุ่นที่ลอยฟุ้งในอากาศเหมือนหิมะสีเทา
ผมยกกล้องขึ้นส่องทาง “ข้างใน… มืดมากครับ” ผมพยายามบรรยายสิ่งที่เห็น “มีของเต็มไปหมด”
มันคือเรื่องจริง ของกองสุมกันตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มีตู้ไม้เก่าๆ ที่บรรจุขวดโหลไม่รู้กี่ร้อยใบ ข้างในมีของเหลวสีคล้ำและรากไม้แปลกๆ มีตุ๊กตาไม้แกะสลักที่ดูบิดเบี้ยว มีผ้าคลุมที่ปักลวดลายประหลาด ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในสุสานของเก่า
ผมเดินลึกเข้าไป แสงจากกล้องส่องไปเจออะไรบางอย่างที่มุมห้อง มันเป็นชั้นวางของที่ดูเหมือนแท่นบูชาเล็กๆ และบนนั้นมีร่างหลายร่างนั่งอยู่
ผมเดินเข้าไปใกล้ขึ้น หัวใจผมเต้นแรง
มันคือตุ๊กตา
ไม่ใช่ตุ๊กตาธรรมดา ไม่ใช่ตุ๊กตาฝรั่งน่ารักๆ มันคือ… กุมารทอง
มีหลายขนาด หลายท่าทาง บางตัวทำจากดินเหนียว บางตัวทำจากไม้ บางตัวปิดทองจนเหลืองอร่าม แต่ทุกตัวมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน… ดวงตาของพวกมัน
ดวงตาที่ดูเหมือนมีชีวิต
ผมกลืนน้ำลาย “โอ้โห… นี่มัน… ร้านขาย… เครื่องรางของขลังเหรอครับเนี่ย” ผมหัวเราะแห้งๆ “ดูเหมือนจะเป็นของจริงจังซะด้วย”
ผมซูมกล้องไปที่กุมารทองตัวหนึ่งที่กำลังอุ้มถุงเงินถุงทอง รอยยิ้มของมันกว้างจนดูน่าขนลุก
“ใครน่ะ?”
เสียงที่แหบพร่าดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง ผมสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับไปทันที
กล้องผมสั่นไหวอย่างรุนแรงจนภาพเบลอ ผมพยายามปรับโฟกัส
ในเงามืดตรงมุมร้าน มีเก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่ และมีคนนั่งอยู่บนนั้น
เป็นชายชราคนหนึ่ง ผมมองไม่เห็นหน้าเขาชัดเจน เห็นเพียงโครงร่างที่จมอยู่ในเงา เขานั่งนิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อน ผมไม่รู้ว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว
“ผม… ผมขอโทษครับ” ผมพูดตะกุกตะกาก “ผมนึกว่าไม่มีคนอยู่ ผมเป็นยูทูบเบอร์… กำลังถ่ายคลิป…”
ชายชราไม่ตอบ เขานั่งนิ่ง
ผมรู้สึกเหมือนอากาศในห้องมันหนักอึ้ง หายใจลำบาก ผมควรจะออกไปจากที่นี่ “ผม… ผมไปดีกว่าครับ ขอโทษที่รบกวน”
ผมกำลังจะหันหลังกลับ
“เธอมาหาอะไร” ชายชราถามขึ้น เสียงของเขาเหมือนกระดาษทรายเสียดสีกัน
ผมหยุดชะงัก “ผม… แค่มาดูของครับ”
“คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่” เขาพูดช้าๆ “ไม่ได้มาเพื่อ ‘ดู’ พวกเขามาเพื่อ ‘หา’ “
ผมไม่เข้าใจ แต่ผมรู้สึกถึงความเย็นที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง ผมตัดสินใจที่จะเล่นตามน้ำ บางทีนี่อาจจะเป็นคอนเทนต์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยถ่ายก็ได้
“แล้ว… ที่นี่มีอะไรให้ ‘หา’ บ้างล่ะครับ” ผมถาม พยายามทำเสียงให้กล้าหาญ
ชายชราขยับตัวเล็กน้อย แสงไฟที่กะพริบส่องให้เห็นใบหน้าของเขาแวบหนึ่ง… เหี่ยวย่นเหมือนเปลือกไม้ และดวงตาที่ขุ่นมัว
“ที่นี่มีทุกอย่างที่เธอต้องการ” เขากระซิบ “ชื่อเสียง… เงินทอง… ความสำเร็จ”
คำพูดนั้นสะกิดใจผม ผมคิดถึงค่าห้องที่ค้างจ่าย ผมคิดถึงพริม
“คุณหมายถึง… ของพวกนี้เหรอครับ?” ผมชี้กล้องไปที่กองกุมารทอง
“พวกนี้ไม่ใช่ ‘ของ’ ” ชายชราพูด “พวกนี้คือ ‘ทางลัด’ “
เขาค่อยๆ ยืนขึ้น ร่างของเขาสูงกว่าที่ผมคิด เขาเดินช้าๆ ออกมาจากเงา เดินตรงมาที่ผม ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่สนใจผม เขาเดินผ่านผมไป เหมือนผมเป็นอากาศธาตุ เขาเดินไปที่ชั้นวางกุมารทอง
“เธออยากได้อะไรล่ะ?” เขาถามโดยไม่หันมามอง “อยากได้ยอดวิวใช่ไหม? อยากให้คนติดตามเยอะๆ ใช่ไหม?”
ผมอ้าปากค้าง เขารู้ได้ยังไง?
“เธออยากพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเธอไม่ใช่คนล้มเหลว… ใช่ไหม?”
ผมพยักหน้าช้าๆ ลืมไปเลยว่ากำลังถ่ายคลิปอยู่ “ใช่ครับ… ผมอยาก”
ชายชราหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ความอยาก… เป็นเชื้อเพลิงที่ดี”
เขายืนนิ่งอยู่หน้าชั้นวาง มองดูกุมารทองทีละตัว เหมือนกำลังเลือกผลไม้
“ตัวนี้ไม่เหมาะกับเธอ” เขาพูด พลางชี้ไปที่กุมารทองปิดทอง “แรงเกินไป เธอคุมไม่อยู่”
“ตัวนี้ก็อ่อนไป” เขาชี้ไปที่ตัวที่ทำจากดินเหนียว “ช่วยได้แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ”
เขายืนนิ่ง แล้วสายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของชั้นวาง มุมที่มืดที่สุด
“อ่า…” เขายิ้มออกมา เผยให้เห็นฟันที่ดำเมี่ยม
เขาเอื้อมมือที่เหี่ยวย่นเข้าไปในเงา และหยิบอะไรบางอย่างออกมา
มันเป็นกุมารทองที่ดูเก่าที่สุดในร้าน ทำจากไม้สีเข้มจนเกือบดำ เนื้อไม้แตกรานไปทั้งตัว มันไม่ได้ปิดทอง ไม่ได้สวมเครื่องประดับอะไรเลย เป็นแค่ตุ๊กตาไม้แกะสลักอย่างหยาบๆ
แต่สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือดวงตาของมัน
ดวงตาของมันไม่ได้ทำจากแก้วหรืออัญมณี มันคือ… เศษแก้วที่แตก รอยแตกสีขาวขุ่นตัดผ่านแก้วสีเขียวมรกต ทำให้มันดูเหมือนดวงตาที่บอดสนิท แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนมันกำลังจ้องมองทะลุเข้ามาในตัวผม
และมันกำลังยิ้ม… รอยยิ้มที่ถูกสลักไว้บนใบหน้าไม้… มันกว้างเกินไป
“ตัวนี้” ชายชราพูด พลางยื่นมันมาให้ผม “ชื่อของเขาคือ ทองเอก”
ผมจ้องมองตุ๊กตาในมือเขา ผมรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาด ผมทั้งกลัวและทึ่งในเวลาเดียวกัน
“เขา… เขาทำอะไรได้เหรอครับ?” ผมถาม
“เขาชอบกล้อง” ชายชราตอบเรียบๆ “เขารู้ว่าเธอต้องการอะไร และเขาก็หิว”
“หิว?”
“พากลับไปสิ” ชายชราพูด “เลี้ยงเขาให้ดี แล้วเขาจะให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ”
ผมมองไปที่ตุ๊กตาไม้ตัวนั้น… ทองเอก… แล้วผมก็มองไปที่เลนส์กล้องของผมที่กำลังบันทึกภาพทุกอย่าง
นี่มันบ้าชัดๆ นี่มันคือไสยศาสตร์ แต่… แต่ถ้ามันคือเรื่องจริงล่ะ?
ผมคิดถึงหนี้สิน ผมคิดถึงความอับอาย
ผมตัดสินใจแล้ว
ผมยื่นมือที่สั่นเทาออกไป “เท่าไหร่ครับ?”
ชายชราส่ายหน้า “เขาไม่มีราคา” เขาพูด “เขาคือการ ‘แลกเปลี่ยน’ “
เขาไม่พูดอะไรอีก เขายัดตุ๊กตาไม้ที่เย็นเฉียบใส่มือผม
ผมถือมันไว้ มันหนักกว่าที่คิด
“เลี้ยงเขายังไงครับ?” ผมถาม
“เขาจะบอกเธอเอง” ชายชราพูด แล้วหันหลังกลับ เดินหายเข้าไปในเงามืดของร้าน “ไปได้แล้ว และอย่ากลับมาที่นี่อีก”
ผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง กำตุ๊กตาไม้ไว้แน่น ผมรีบหันหลังกลับและวิ่ง… วิ่งหนีออกมาจากร้านนั้น วิ่งกลับเข้าไปในซอยแคบๆ วิ่งโดยไม่มองหลัง จนกระทั่งผมทะลุออกมาเจอแสงแดดจ้าและเสียงจอแจของตลาดจตุจักรอีกครั้ง
ผมหอบหายใจ เหงื่อท่วมตัว ผมมองไปรอบๆ นักท่องเที่ยวยังคงหัวเราะ ร้านค้ายังคงขายของ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือ
กุมารทองไม้… ทองเอก
ผมมองเข้าไปในดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ ของมัน
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ มันเป็นเสียงหัวเราะของคนเสียสติ ผมคงโดนหลอกแล้ว แต่ผมก็ได้คอนเทนต์ที่เด็ดที่สุดในชีวิต
ผมยกกล้องขึ้น ถ่ายซูมไปที่ใบหน้าของตุ๊กตา “และนี่ครับทุกคน… ของที่ระลึกจากโซนลับจตุจักร… บ้าไปแล้ว”
ผมปิดกล้อง ยัดมันลงในกระเป๋า ผมรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว ผมแค่อยากกลับห้อง ไปตัดต่อวิดีโอนี้ และลืมเรื่องบ้าๆ นี่ซะ
ผมไม่รู้เลยว่า… เรื่องบ้าๆ นั่น… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
Đã rõ. Chúng ta tiếp tục hành trình chìm vào bóng tối.
HỒI 1 – PHẦN 2
ผมกลับมาถึงห้องเช่าตอนค่ำ ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เหม็นอับ อากาศร้อนจนแทบหายใจไม่ออก พัดลมเก่าๆ บนเพดานหมุนเอื่อยๆ เหมือนคนใกล้ตาย
ผมนั่งจมลงบนเก้าอี้พลาสติกหน้าคอมพิวเตอร์ ข้าวของบนโต๊ะรกไปหมด จานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้ล้าง กองใบแจ้งหนี้
ผมโยนตุ๊กตาไม้… “ทองเอก”… ลงบนกองหนังสือเก่าๆ มันล้มตะแคง หันหน้าเข้าหากำแพง ผมไม่อยากมองมันด้วยซ้ำ ผมรู้สึกเหมือนคนโง่ที่โดนชายแก่หลอกขายไม้แกะสลักน่าเกลียดๆ
“คอนเทนต์บ้าบออะไรวะ” ผมสบถ พลางเปิดคอมพิวเตอร์ “เสียเวลาชิบเป๋ง”
ผมเสียบการ์ดหน่วยความจำเข้ากับเครื่องอ่านไฟล์วิดีโอทั้งหมดถูกโหลดเข้ามา ผมถอนหายใจ เริ่มต้นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด… การตัดต่อ
ผมลากไฟล์วิดีโอลงในไทม์ไลน์ ผมกรอภาพที่ผมแกล้งทำเป็นร่าเริงในตลาด กรอภาพที่ผมแกล้งกินไก่ย่าง กรอผ่านสายที่พริมโทรมา… ผมลบส่วนนั้นทิ้งทันที ไม่อยากได้ยินเสียงเธอ
แล้วผมก็มาถึงไฟล์จากร้านนั้น
ผมดูตัวเองเดินเข้าไปในความมืด บรรยากาศในวิดีโอมันน่าขนลุกกว่าของจริงซะอีก เสียงหายใจของผมดังกระเส่าผ่านไมโครโฟน
“เอาล่ะครับทุกคน… ผมเจอร้านประหลาดๆ ร้านหนึ่ง…” เสียงผมในวิดีโอสั่นเครือ
ผมดูตัวเองเดินผ่านกองของเก่า ดูตัวเองสะดุ้งตอนที่ชายชราพูดขึ้นมา
“เขาดูน่ากลัวชิบ” ผมพึมพำกับตัวเอง พลางซูมใบหน้าของชายชรา “เหมือนผี”
ผมตัดต่อไปเรื่อยๆ จนถึงตอนที่ชายชราหยิบตุ๊กตาตัวนั้นออกมา… ทองเอก
ผมหยุดภาพไว้ที่ใบหน้าของมัน ดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ นั่น จ้องเขม็งออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันดู… ชั่วร้าย
ผมกดเล่นต่อ ผมดูตัวเองรับตุ๊กตามา ถือมันไว้ในมือที่สั่นเทา
“และนี่ครับทุกคน… ของที่ระลึกจากโซนลับจตุจักร…”
ผมกำลังจะตัดจบตรงนี้ แต่ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ผมเพิ่งหันกล้องออกจากตัวตุ๊กตาเพื่อถ่ายหน้าตัวเอง แต่… ในเสี้ยววินาทีนั้น…
“เดี๋ยวนะ”
ผมกดปุ่มย้อนกลับ ผมย้อนกลับไปสองวินาที ผมจ้องหน้าจอไม่กะพริบตา
นี่คือช็อตที่ผมกำลังพูดกับกล้อง ผมถือตุ๊กตาไว้ในมือซ้าย หันหน้ามันออกจากกล้อง
ผมกดเล่น…
กล้องแพนกลับมาที่ตุ๊กตา
ผมกดหยุด
ผมกดเล่นอีกครั้ง…
ผมเห็นมัน
เสี้ยววินาทีที่ผมหันกล้องไปทางอื่น ผมเห็นมันชัดเจนในวิดีโอ
ตุ๊กตาไม้ในมือผม… หัวของมัน… ค่อยๆ หัน…
มันหันจากกำแพง… หันมามองตรงเข้ามาในเลนส์กล้อง
“เชี่ย…” ผมกระซิบ
ผมลุกพรวดจากเก้าอี้จนมันล้มเสียงดังโครม ผมถอยหลังไปสองก้าว ชนเข้ากับผนังห้อง หัวใจผมเต้นเหมือนจะทะลุออกมาจากอก
“ไม่จริง”
ผมหายใจติดขัด “มัน… มันเป็นแสง… แสงมันตกกระทบ” ผมพยายามหาเหตุผล “หรือไม่ก็… มือฉันสั่น… ใช่ มือฉันสั่น กล้องมันเลยดูเหมือน…”
ผมรู้ว่าผมกำลังโกหกตัวเอง
ผมก้าวกลับไปที่คอมพิวเตอร์ มือสั่นจนควบคุมเมาส์แทบไม่ได้ ผมคลิกที่ไทม์ไลน์ ผมเล่นมันแบบสโลว์โมชัน… ทีละเฟรม… ทีละเฟรม…
เฟรมที่หนึ่ง: ตุ๊กตาหันหน้าไปด้านข้าง เฟรมที่สอง: หัวของมันขยับเล็กน้อย เฟรมที่สาม: ดวงตาเศษแก้วของมันเริ่มหันมาทางเลนส์ เฟรมที่สี่: มันหันมาจนสุด เฟรมที่ห้า: มันจ้องตรง… จ้องทะลุเลนส์… จ้องมาที่ผม…
“โอ้พระเจ้า… มัน… มันขยับได้”
ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ขนลุกซู่ตั้งแต่ท้ายทอยจรดปลายเท้า ผมรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งราดลงบนหลัง ผมอยากจะอาเจียน ผมอยากจะปิดคอมทิ้ง ผมอยากจะหยิบตุ๊กตาตัวนั้นไปขว้างทิ้งจากหน้าต่าง
ผมหันขวับไปมองที่โต๊ะ
ทองเอกยังคงนอนตะแคงอยู่ที่เดิม… บนกองหนังสือเก่า… หันหน้าเข้าหากำแพง
มันดูไม่มีพิษมีภัย มันก็แค่ท่อนไม้
แต่ผมรู้แล้วว่าผมเห็นอะไร
ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคอ ผมมองกลับไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่ซึ่งภาพของตุ๊กตากำลังจ้องมองผมด้วยรอยยิ้มที่สลักไว้
ความกลัวยังคงอยู่… แต่มีความรู้สึกใหม่แทรกซึมเข้ามา… ความรู้สึกที่ดำมืดกว่านั้น
ความตื่นเต้น
นี่ไม่ใช่การโดนหลอก นี่ไม่ใช่ไม้แกะสลักธรรมดา
นี่คือของจริง
ผมมองวิดีโอที่หยุดนิ่งนั้น… “ถ้ามันขยับได้ในวิดีโอ…” ผมพึมพำ “…คนอื่นก็จะเห็น”
ผมคิดถึงยอดวิวสามร้อยวิว ผมคิดถึงคำพูดของพริมที่ว่า “งานไร้สาระ”
รอยยิ้มเริ่มปรากฏขึ้นที่มุมปากของผม มันเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว “นี่ไม่ใช่แค่คอนเทนต์” ผมกระซิบกับตัวเอง “นี่คือ… หลักฐาน”
ผมหันไปมองตุ๊กตาไม้ที่นอนนิ่งบนโต๊ะ
“ทองเอก…” ผมเรียกชื่อมันเบาๆ “มึงคือ… ตั๋วของกู”
ผมไม่รู้สึกเกลียดมันอีกต่อไปแล้ว ผมไม่รู้สึกเหมือนคนโง่
ผมรู้สึกเหมือนผมเพิ่งค้นพบบางอย่างที่ทรงพลัง… บางอย่างที่จะเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล
ผมนั่งลงที่เก้าอี้ หยิบเมาส์ขึ้นมาด้วยมือที่มั่นคงกว่าเดิม ผมไฮไลต์คลิปวิดีโอช่วงสิบวินาทีนั้น… ช่วงเวลาที่มันขยับ…
ผมกด ‘Copy’
ผมจะไมลบมัน ผมจะใช้มัน… ผมจะทำให้มันเป็นจุดขาย
ผมเหลือบมองไปที่ตุ๊กตาบนโต๊ะอีกครั้ง คราวนี้ รอยยิ้มที่สลักไว้บนใบหน้าไม้นั้น… มันดูเหมือนกำลังยิ้มตอบผม
ผมใช้เวลาตัดต่อวิดีโอนั้นทั้งคืน
ผมไม่ได้นอนเลย ผมลืมความหิว ผมลืมความเหนื่อย ผมมีสมาธิทั้งหมดอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
ผมตัดต่ออย่างบ้าคลั่ง ผมใส่ซาวด์เอฟเฟกต์ที่โหยหวน ผมใส่ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ชี้ไปที่ตุ๊กตา ผมใส่สโลว์โมชัน… กรอไปข้างหน้า… กรอถอยหลัง… ผมทำให้แน่ใจว่าทุกคน… ทุกคน… จะต้องเห็นวินาทีที่มันขยับ
ผมทำซ้ำฉากนั้นถึงสามครั้ง
หัวใจผมเต้นแรงตลอดเวลา มันไม่ใช่ความกลัวอีกต่อไปแล้ว มันคืออะดรีนาลีน มันคือความรู้สึกของนักพนันที่กำลังจะวางเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ผมมองไปที่ตุ๊กตาไม้… ทองเอก… มันยังคงนอนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ผมตัดสินใจลุกขึ้นไปหยิบมันขึ้นมา
ผมวางมันไว้บนโต๊ะทำงาน ข้างๆ จอคอมพิวเตอร์ ผมจัดท่านั่งให้มันพิงกับลำโพงเก่าๆ ให้มันหันหน้ามามองผม… มองผมในขณะที่ผมกำลังตัดต่อวิดีโอของมัน
“มึงต้องดูนี่นะ” ผมกระซิบกับมัน “นี่คือผลงานชิ้นโบแดงของเรา”
ดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ ของมันจ้องมองผมกลับมานิ่งๆ ในแสงสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ รอยยิ้มที่สลักไว้นั้นดูเหมือนจะกว้างขึ้น… ดูเหมือนจะ… พอใจ
ผมพิมพ์ชื่อคลิปวิดีโอ ผมคิดอยู่นาน ผมต้องการชื่อที่กระแทกหน้าคนดู ชื่อที่ทำให้พวกเขาต้องหยุดนิ้วโป้ง
ผมลบแล้วพิมพ์ใหม่หลายครั้ง… “เจอร้านผีสิงกลางจตุจักร?” …ไม่… อ่อนไป
“ตุ๊กตาผีที่ผมซื้อมา”… น่าเบื่อ
แล้วผมก็ได้มัน
ผมพิมพ์ลงไปช้าๆ ทีละตัวอักษร:
“ผมเจอกุมารทอง ‘ของจริง’ ที่จตุจักร… และมันขยับหัวได้ (ดูนาทีที่ 8:14)”
ผมใส่รูปหน้าปกเป็นภาพซูมระยะใกล้สุดๆ ของใบหน้าทองเอก ดวงตาเศษแก้วที่จ้องเขม็ง
ผมสูดหายใจลึก… แล้วผมก็กดปุ่ม ‘เผยแพร่’
วิดีโอถูกอัปโหลดขึ้นไปบนเซิร์ฟเวอร์ มันขึ้นว่า “กำลังประมวลผล”
ผมนั่งจ้องหน้าจอ ขบเล็บตัวเอง ผมรู้สึกเหมือนกำลังรอผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือรอคำตัดสินของศาล
“เผยแพร่แล้ว”
ข้อความสีเขียวปรากฏขึ้น ผมรีเฟรชหน้าช่องของผม วิดีโอใหม่ล่าสุดปรากฏขึ้นมา… ยอดวิว: 0
หัวใจผมหล่นวูบ
หนึ่งนาทีผ่านไป… ยอดวิว: 3
ห้านาทีผ่านไป… ยอดวิว: 12
ผมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “สิบสองวิว… ให้ตายสิ” ผมทุบโต๊ะ “กูคิดอะไรอยู่”
ความสิ้นหวังเริ่มคืบคลานกลับเข้ามา ผมคงตาฝาดไปเอง มันอาจจะเป็นแค่มุมกล้อง หรือภาพเบลอ คนอื่นคงดูออกว่ามันเป็นของปลอม
ผมรู้สึกเหนื่อย… เหนื่อยจนทนไม่ไหว ความตื่นเต้นทั้งหมดหายไป ทิ้งไว้เพียงความอ่อนล้าที่หนักอึ้ง
ผมฟุบหน้าลงกับคีย์บอร์ด เปลือกตาผมหนักอึ้ง ผมไม่ได้นอนมาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว
“ช่างแม่ง” ผมพึมพำ “ล้มเหลวอีกแล้ว”
ผมปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งสู่ความมืด… ผมหลับไปตรงนั้น… หน้าคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ โดยมีตุ๊กตาไม้จ้องมองผมอยู่ข้างๆ
…
ผมฝัน
ผมไม่ได้ฝันถึงความสำเร็จ ผมไม่ได้ฝันถึงเงินทอง
ผมฝันว่าผมอยู่ในที่ที่มืดและเย็น… เย็นเหมือนในร้านขายของเก่าร้านนั้น
ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง
แล้วผมก็ได้ยินเสียง…
มันไม่ใช่เสียงชายชรา มันไม่ใช่เสียงของพริม
มันเป็นเสียงเด็ก
เสียงกระซิบที่แหลมเล็ก… เหมือนเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน… มันดังอยู่ข้างหูผม…
“หิว…”
ผมสะดุ้งตื่น
ผมเงยหน้าขึ้นจากคีย์บอร์ด คอผมเคล็ดไปหมด น้ำลายไหลยืดเป็นทางบนโต๊ะ แสงแดดจ้าส่องทะลุหน้าต่างที่สกปรกเข้ามา แสบตาจนต้องหรี่ตา
ผมอยู่ที่ไหน? อ้อ… ที่ห้อง
ผมกะพริบตาถี่ๆ พยายามปรับโฟกัส ผมรู้สึกเหมือนสมองยังไม่ตื่น ความฝันเมื่อกี้มันคืออะไร?
“หิวเหรอ?” ผมพึมพำกับตัวเอง “สงสัยกูจะหิวเอง”
ผมหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันเข้าสู่โหมดสลีปไปแล้ว ผมขยับเมาส์
หน้าจอสว่างขึ้น
สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมหยุดหายใจ
หน้าจอของผม… มันเต็มไปด้วยการแจ้งเตือน
มันไม่ใช่แค่สิบ… หรือยี่สิบ… มันคือหลายร้อย… ไม่… เป็นพัน
YouTube Studio ของผมกำลังระเบิด
‘คุณมีผู้ติดตามใหม่ 500 คน’ ‘วิดีโอของคุณมียอดวิว 10,000 ครั้ง’ ‘ความคิดเห็นใหม่ 200 รายการ’
“อะไรวะเนี่ย”
มือผมสั่น ผมคลิกเข้าไปที่วิดีโอล่าสุด
ยอดวิว…
ยอดวิว: 1,245,890 ครั้ง
ผมอ้าปากค้าง ผมคิดว่าผมยังฝันอยู่ ผมตบหน้าตัวเองแรงๆ… เจ็บ… นี่คือเรื่องจริง!
“ล้าน… ล้านสอง?” ผมตะโกนลั่นห้อง
ผมคลิกเข้าไปดูช่องทางสถิติ กราฟยอดวิวพุ่งสูงขึ้นเป็นเส้นตรงแนวตั้ง มันกำลังเพิ่มขึ้น… วินาทีต่อวินาที
ผมเลื่อนลงไปดูช่องความคิดเห็น
มันเหมือนเขื่อนแตก
“เชี่ยยยยย! มันขยับจริงๆ ด้วย! กูขนลุก!” “ของปลอมชัดๆ มึงใช้เอฟเฟกต์” “สาบานได้ นี่คือของจริง! กูเห็นกับตา!” “พี่กฤตไปเอามาจากไหน! บอกพิกัดร้านหน่อย!” “กูดูตอนตีสาม… ตอนนี้กูนอนไม่หลับแล้ว!” “นี่มันไม่ใช่การลบหลู่นะเว้ย ระวังตัวด้วย” “กูไม่เชื่อ… แต่มันน่ากลัวสัดๆ”
ช่องผม… ช่อง ‘กฤตตะลุย’ ที่มีคนติดตามแค่ไม่กี่พันคน… ตอนนี้กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในอินเทอร์เน็ต
ผมหัวเราะ… ผมหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง… ผมลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ ชูหมัดขึ้นฟ้า “กูทำได้แล้ว! กูทำได้แล้วโว้ย! พวกมึงเห็นไหม! กูทำได้แล้ว!”
ผมดีใจจนแทบคลั่ง ผมอยากจะโทรหาพริม… แต่ไม่… ยังก่อน… ผมจะรอให้เธอโทรมาง้อผมเอง
ผมกำลังจะปิดหน้าต่างความคิดเห็น แต่แล้วการแจ้งเตือนพิเศษอันหนึ่งก็เด้งขึ้นมา มันเป็นการแจ้งเตือนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
‘คุณได้รับโดเนท (สนับสนุน) จำนวน 1,000.00 บาท’
ผมหยุดชะงัก “หนึ่ง… หนึ่งพันบาท?”
นี่คือเงินจริงๆ ไม่ใช่แค่ยอดวิว ผมคลิกเข้าไปดูรายละเอียด มันเป็นการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ พร้อมกับข้อความสั้นๆ
ข้อความนั้นเขียนว่า:
“ดูแล้วรู้เลยว่าน้องเขาหิว… เอาเงินนี้ไปซื้อนมให้น้องเขากินด้วยนะ”
ผมอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา
“ซื้อนม…”
ความฝันเมื่อคืนแวบเข้ามาในหัวผม… เสียงกระซิบที่เย็นเยียบ… “หิว…”
รอยยิ้มแห่งชัยชนะบนใบหน้าผมค่อยๆ หายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาด… ความรู้สึกที่หนักอึ้ง
ผมหันไปมองตุ๊กตาไม้ที่นั่งอยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์
ทองเอก
มันนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ แต่ตอนนี้… ในแสงแดดยามเช้า… มันดูไม่เหมือนท่อนไม้ธรรมดาอีกต่อไป
มันดูเหมือน… กำลังรอคอย
ผมมองเงินหนึ่งพันบาทในบัญชี… ผมมองความคิดเห็นหลายพันรายการ… ผมมองยอดวิวที่ทะลุล้าน
ทั้งหมดนี้… เกิดขึ้นเพราะมัน
ชายชราคนนั้นพูดถูก “เลี้ยงเขาให้ดี แล้วเขาจะให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ”
ผมกลืนน้ำลาย
ผมไม่รู้ว่า ‘เลี้ยง’ มันยังไง แต่ข้อความโดเนทนั่น… มันเหมือนเป็นคำใบ้
ผมเดินไปที่ตู้เย็นเก่าๆ ที่แทบไม่เคยมีอะไรกิน ผมเปิดมันออก ข้างในว่างเปล่า… ยกเว้น…
นมจืดหนึ่งกล่องที่ใกล้จะหมดอายุ… ผมซื้อมันมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว กะว่าจะเอาไว้กินกับบะหมี่
ผมหยิบมันออกมา มันยังเย็นอยู่
ผมเดินไปที่ตู้กับข้าว หยิบแก้วน้ำที่สะอาดที่สุดที่ผมมี… มันยังมีคราบกาแฟจางๆ ติดอยู่
ผมเดินกลับมาที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ ยืนอยู่ตรงหน้าทองเอก
ผมเปิดกล่องนม… แล้วเทมันลงในแก้ว… นมสีขาวข้น… ผมเทจนเกือบเต็ม
ผมจ้องมองแก้วนมในมือที่สั่นเทาของผม
นี่มันบ้า นี่มันงมงาย ผมกำลังจะถวายนมให้ตุ๊กตาไม้…
แต่ผมก็มองไปที่ยอดวิวที่กำลังวิ่งอยู่บนหน้าจอ
ผมค่อยๆ วางแก้วนมลงบนโต๊ะ… ตรงหน้าตุ๊กตาไม้ตัวนั้น
“นี่…” ผมกระซิบ เสียงผมแหบพร่า “สำหรับนายนะ… ทองเอก”
ผมพูดจบประโยค
ทันใดนั้น… ผมรู้สึกถึงมัน
พัดลมบนเพดานยังคงหมุนเอื่อยๆ เหมือนเดิม หน้าต่างก็ปิดสนิท… แต่ผมรู้สึกถึง… ลม…
ลมที่เย็นยะเยือก… มันพัดผ่านใบหน้าของผม… ทำให้ขนที่แขนผมลุกชัน
มันไม่ได้มาจากข้างนอก
มันมาจาก… ตุ๊กตาตัวนั้น
ผมยืนนิ่ง จ้องมองแก้วนมที่ตั้งอยู่หน้ามัน
ผมได้ทำสัญญากับมันแล้ว
ผมได้จ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าแล้ว… ด้วยนมหนึ่งแก้ว
และผมรู้… ผมรู้ลึกเข้าไปในกระดูก… ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
มันได้ลิ้มรสความสำเร็จของผมแล้ว… และในไม่ช้า… มันจะหิวอีกครั้ง
ชีวิตผมเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน
จากห้องเช่าเหม็นอับ สู่คอนโดหรูริมแม่น้ำ จากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สู่สเต็กชิ้นโตที่ผมสั่งรูมเซอร์วิสมากินบนเตียง จากโทรศัพท์ที่เงียบกริบ มีแต่เจ้าหนี้โทรมา สู่โทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน… สปอนเซอร์, นักข่าว, รายการทีวี, แบรนด์สินค้า
และทั้งหมดนั้น… ผมเป็นหนี้มัน
“ทองเอก… ทองเอก… ทองเอก”
ชื่อของมันกลายเป็นคำติดปากคนทั้งประเทศ ช่อง ‘กฤตตะลุย’ กลายเป็น ‘ช่องของทองเอก’ ไปแล้ว และผม… ผมคือผู้ดูแลของมัน
ผมสร้างซีรีส์ใหม่ “ชีวิตกับทองเอก” มันกลายเป็นปรากฏการณ์ ผมถ่ายทุกอย่าง
ผมถ่ายตอนที่ผมตื่นนอนตอนเช้า แล้วพูดว่า “อรุณสวัสดิ์ครับทองเอก วันนี้อยากทำอะไรเอ่ย?” ผมถ่ายตอนที่ผมซื้อของเล่นให้มัน… รถบังคับคันจิ๋ว, ทหารพลาสติก… กองเต็มห้อง ผมถ่ายตอนที่ผมคุยกับมัน… ผมเล่าปัญหาให้มันฟัง, เล่าความฝันให้มันฟัง, ผมทำเหมือนมันเป็นเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิต
และแน่นอน… ผมถ่ายตอนที่ผม “เลี้ยง” มัน
ทุกเช้า… นมสดหนึ่งแก้ว ไม่เคยขาด ผมเปลี่ยนจากนมกล่องราคาถูก เป็นนมวัวออร์แกนิกที่แพงที่สุดในซูเปอร์มาร์เก็ต
และทุกครั้งที่ผมวางแก้วนมลง… ผมจะรู้สึกถึงลมเย็นๆ นั่นพัดผ่าน… และยอดวิวก็จะพุ่งสูงขึ้น
ช่องของผมมีผู้ติดตามห้าล้านคนในเวลาไม่ถึงเดือน ผมกลายเป็นเศรษฐีใหม่ในวงการยูทูบเบอร์ ผมมีรถสปอร์ตสีแดงคันใหม่ ผมมีนาฬิกาเรือนละหลายแสน
ผมมีทุกอย่าง… ยกเว้นพริม
เธอโทรมาหาผม… แค่ครั้งเดียว… หลังจากที่วิดีโอแรกเป็นไวรัล
“กฤต… นั่นมันอะไร” เสียงเธอสั่น ไม่ใช่เพราะดีใจ แต่เพราะกลัว “เธอไปยุ่งกับอะไรมา เอาตุ๊กตานั่นไปทิ้งเดี๋ยวนี้นะ! มันไม่ปกติ!”
ผมหัวเราะใส่โทรศัพท์ “ไม่ปกติเหรอพริม? เงินล้านในบัญชีนี่ไม่ปกติเหรอ? ความสำเร็จที่ฉันมีนี่ไม่ปกติเหรอ? หรือเธออิจฉา?”
“ฉันไม่ได้อิจฉา!” เธอตะโกนกลับมา “ฉันเป็นห่วง! กฤต… ฉันเห็นตาของนายในวิดีโอ… มันไม่ใช่ตาของนายคนเดิม”
“เธอคิดไปเอง” ผมตัดบท “ฉันกำลังยุ่งมาก ต้องไปคุยงานกับสปอนเซอร์ ไว้ค่อยคุยกัน”
ผมวางสาย ผมไม่ได้คุยกับเธออีกเลย ผมบอกตัวเองว่าผมไม่ต้องการเธอ ผมมีทองเอกแล้ว
ผมย้ายทองเอกออกจากโต๊ะคอมเก่าๆ นั่น ผมสั่งทำแท่นบูชาพิเศษให้มัน เป็นตู้กระจกอย่างดี บุด้วยผ้าไหมสีทอง ด้านในติดไฟสปอตไลต์เล็กๆ ส่องให้มันดูเด่นเป็นสง่า
ผมวางมันไว้กลางห้องนั่งเล่นในคอนโดใหม่ของผม มันคือศูนย์กลางของบ้าน… คือศูนย์กลางของชีวิตผม
ผมมีความสุข… ผมคิดว่าอย่างนั้น
จนกระทั่ง… หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
ยอดวิวมันเริ่ม… ช้าลง
จากที่เคยขึ้นวันละล้านวิว มันเริ่มเหลือวันละห้าแสน… สามแสน… หนึ่งแสน…
มันไม่ได้ตกฮวบ แต่มันค่อยๆ ลดลง… เหมือนน้ำที่รั่วซึม
ผมเริ่มกระสับกระส่าย “ทำไมล่ะทองเอก?” ผมถามตุ๊กตาไม้ในตู้กระจก “นายไม่ชอบนมเหรอ? หรือของเล่นมันน้อยไป?”
ผมซื้อของเล่นเพิ่ม ผมเปลี่ยนยี่ห้อนม แต่ยอดวิวก็ยังคงที่… แล้วก็เริ่มลดลงอีก
ความคิดเห็นเริ่มเปลี่ยนไป
“น่าเบื่อแล้วอะ… ก็แค่ถวายนมทุกวัน” “เมื่อไหร่จะโชว์ปาฏิหาริย์อีก?” “ผมว่ามันก็แค่ตุ๊กตาไม้นั่นแหละ กฤตมันหลอกเรา”
“ไม่!” ผมตะโกนใส่หน้าจอคอม “พวกมึงไม่เข้าใจ! นี่คือของจริง!”
ผมเครียดจนนอนไม่หลับ ผมเดินวนไปวนมาในห้อง ผมกลัว… กลัวว่าทุกอย่างที่ผมสร้างมาจะหายไป กลัวว่าจะต้องกลับไปเป็นไอกฤตคนเดิม… คนขี้แพ้ในห้องเช่าเหม็นอับ
“นายต้องการอะไร” ผมคุกเข่าลงหน้าตู้กระจก “บอกฉันสิ! นายต้องการอะไร!”
ผมจ้องเข้าไปในดวงตาเศษแก้วของมัน รอยยิ้มที่สลักไว้นั้นดูเหมือนกำลังเยาะเย้ยผม
อากาศในห้องเริ่มเย็นลง… ลมเย็นๆ นั่น… มันพัดแรงขึ้น… แรงจนผมหนาวสั่น
ผมรู้สึกเหมือนมีคนมากระซิบข้างหูผมอีกครั้ง… เสียงเด็กแหลมเล็ก… “เด็ก… เด็ก… เด็ก…”
ผมไม่เข้าใจ “เด็ก? เด็กอะไร?”
“เด็ก… เขาชอบอะไร…” เสียงนั้นกระซิบ
ผมคิด… เด็กชอบอะไร? ของเล่น? ผมก็ซื้อให้แล้ว… ขนม?
แล้วผมก็นึกออก… ผมนึกถึงภาพที่คนเขาไหว้กุมารทองตามแผงลอตเตอรี่… เขาไม่ได้ถวายแค่นม
“น้ำแดง…” ผมพึมพำ
ผมรีบวิ่งไปที่ตู้เย็น ผมไม่มีน้ำอัดลม ผมไม่ดื่มของพวกนี้ ผมรีบคว้ากุญแจรถสปอร์ต วิ่งลงไปที่ลานจอดรถ ขับรถออกไปตอนตีสอง… ไปยังร้านสะดวกซื้อที่ใกล้ที่สุด
ผมกวาดน้ำอัดลมสีแดง… “แฟนต้า”… มาเต็มตะกร้า
ผมกลับมาที่ห้อง หอบหายใจ… ผมเปิดขวดหนึ่ง… เสียงซ่าดังลั่นในความเงียบ
ผมเทมันลงในแก้วใบใหม่… แก้วคริสตัลราคาแพง… ฟองสีแดงฟู่ฟ่องขึ้นมา
ผมเปิดตู้กระจก กลิ่นไม้เก่าๆ ปนกับกลิ่นธูปจางๆ โชยออกมา
ผมวางแก้วน้ำแดงลงข้างๆ แก้วนมที่ยังไม่พร่อง
“นี่ใช่ไหม” ผมกระซิบ “นี่คือสิ่งที่นายต้องการใช่ไหม?”
ผมยืนนิ่ง รอคอย
วินาทีแรก… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วินาทีที่สอง…
ลมเย็นๆ นั่น… มันหยุดกะทันหัน
อากาศในห้องอุ่นขึ้น… กลับสู่ภาวะปกติ
และผมก็ได้ยินมัน…
ไม่ใช่เสียงกระซิบ… แต่เป็นเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ… เสียงเด็กที่กำลังพอใจ
ผมขนลุก… แต่ผมก็ยิ้มออกมา
เช้าวันต่อมา… ผมตื่นขึ้นมาด้วยเสียงโทรศัพท์ที่สั่นเหมือนคนโดนผีเข้า ผมงัวเงียหยิบมันขึ้นมาดู
“คุณกฤตครับ! ยินดีด้วยครับ! วิดีโอเมื่อคืนยอดวิวถล่มทลายเลย!” เป็นเสียงผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ที่ผมเพิ่งจ้างมา
ผมสะดุ้งตื่น “วิดีโออะไร?”
“ก็วิดีโอ ‘ทองเอกเปลี่ยนเครื่องดื่ม’ ไงครับ! ที่คุณไลฟ์สดตอนตีสองนั่น!”
“ไลฟ์สด?” ผมจำไม่ได้ว่าผมกดไลฟ์ ผมแค่ถ่ายมันเฉยๆ… หรือผมกดผิด?
ผมรีบเปิดดู… ผมได้ไลฟ์สดจริงๆ… เป็นคลิปสั้นๆ แค่ห้านาที… เป็นภาพที่ผมเทน้ำแดงใส่แก้ว แล้ววางลงหน้าทองเอก… แล้วก็มีเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ นั่น… ชัดเจนมากในวิดีโอ
ยอดวิว… สามล้านวิว… ในเวลาแค่หกชั่วโมง
ความคิดเห็นกลับมาบ้าคลั่งอีกครั้ง
“ขนลุก! เสียงเด็กหัวเราะ!” “นี่แหละของจริง! ใครว่าปลอมมาตบปากกู!” “น้องเขาคงเบื่อนมแล้วจริงๆ ด้วย”
ผมหัวเราะอย่างโล่งอก “ได้ผล… มันได้ผล”
ผู้จัดการผมพูดต่อในโทรศัพท์ “และมีข่าวดีกว่านั้นอีกครับ! แบรนด์เครื่องดื่มยักษ์ใหญ่… เขาติดต่อมา เขาอยากให้คุณเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่! เขาบอกว่า ‘ลุค’ ของคุณกับทองเอกเข้ากับแคมเปญใหม่ของเขาพอดี!”
ผมอ้าปากค้าง “แบรนด์ไหน?”
“แฟนต้าครับ”
ผมมองไปที่แก้วน้ำแดงที่พร่องไปครึ่งหนึ่งหน้าแท่นบูชา
ผมได้มันมาแล้ว… เงินก้อนใหญ่ที่สุด… สัญญาโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต…
ผมมองไปที่ทองเอก มันยังคงนั่งนิ่ง… แต่ผมสาบานได้ว่า… รอยยิ้มของมันกว้างขึ้นกว่าเดิม
“นม… มันสำหรับเด็กทารก” ผมพึมพำกับตัวเอง “แต่น้ำแดง… มันคือรสชาติของความสำเร็จ”
ผมไม่รู้เลยว่า… รสชาตินี้… มันเป็นเพียงแค่อาหารเรียกน้ำย่อยเท่านั้น
ผมกลายเป็นราชา
ราชาแห่งโลกออนไลน์ คอนโดเพนต์เฮาส์ของผมคือปราสาท และบัลลังก์ของผมคือเก้าอี้เกมมิ่งราคาเรือนแสนที่ผมนั่งตัดต่อคลิป
ชีวิตผมกลายเป็นกิจวัตรที่หรูหรา ตื่นเที่ยง, สั่งอาหารแพงๆ, ถ่ายคลิป “พูดคุย” กับทองเอก, และที่สำคัญที่สุด… พิธีกรรมตอนหกโมงเย็น
ทุกหกโมงเย็น ผมจะเปิดไลฟ์สด ผู้ติดตามหลายล้านคนจะเข้ามารอดู… รอดูผมเปิดขวดแฟนต้าสีแดงสด เทมันลงในแก้วคริสตัล และถวายให้กับ “น้องทองเอก”
และทุกครั้ง เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ นั่นจะดังขึ้นมาในไลฟ์… ชัดเจน… และยอดโดเนทก็จะถล่มทลาย
ผมจ้างคนทำความสะอาด, จ้างผู้จัดการส่วนตัว, จ้างคนขับรถ… แต่ผมไม่ให้ใครแตะต้องแท่นบูชาของทองเอก นั่นคือหน้าที่ของผมคนเดียว ผมเช็ดตู้กระจกทุกวันจนใสปิ๊ง ผมเปลี่ยนของเล่นบนแท่นบูชาทุกสัปดาห์
ผมเลิกติดต่อเพื่อนเก่าๆ พวกเขามองผมด้วยสายตาแปลกๆ… สายตาที่ผสมระหว่างความอิจฉากับความกลัว ผมไม่ต้องการคนแบบนั้นในชีวิต
ผมมีทุกอย่างที่ผมเคยฝันถึง
ผมคิดว่าผมมีความสุข… จนกระทั่งวันที่พริมปรากฏตัวขึ้น
ผมกำลังไลฟ์สดตอนบ่ายแก่ๆ โชว์นาฬิกาเรือนใหม่ที่สปอนเซอร์เพิ่งส่งมาให้ เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น ผมหงุดหงิด “รอแป๊บนะครับทุกคน สงสัยรูมเซอร์วิสมาส่ง”
ผมเดินไปเปิดประตู… และโลกของผมก็หยุดหมุน
พริมยืนอยู่ตรงนั้น
เธอดู… เหมือนเดิมทุกอย่าง เสื้อยืดเก่าๆ กางเกงยีนส์ซีดๆ มัดผมหางม้า… เธอดูเหมือน “ชีวิตเก่า” ของผม… ชีวิตที่ผมทิ้งมาแล้ว
เธอมองผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก “กฤต…”
“พริม” ผมพูดเสียงแข็ง “เธอมาได้ไง รู้ที่อยู่ฉันได้ไง”
“ฉันถามจากแม่นาย” เธอพูดเบาๆ “เขา… เขาเห็นนายในทีวี เขาดีใจ… แต่ฉัน…”
สายตาของเธอเหลือบมองผ่านไหล่ผมเข้าไปในห้อง… มองไปเห็นแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องนั่งเล่น… แท่นบูชาที่มีตุ๊กตาไม้หน้าตาน่าเกลียดนั่งยิ้มอยู่ภายใต้แสงสปอตไลต์
ใบหน้าของเธอซีดเผือด
“พระเจ้าช่วย…” เธอกระซิบ “มัน… มันเรื่องจริงเหรอ กฤต”
ผมถอนหายใจอย่างรำคาญ “เข้ามาสิ” ผมพูดปัดๆ “แต่อย่าเสียงดังนะ ฉันกำลังจะเตรียมตัวไลฟ์สด”
ผมน่าจะปิดประตูใส่หน้าเธอ
พริมเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ เหมือนกำลังเดินเข้าถ้ำสิงโต เธอมองไปรอบๆ ความหรูหรา… พื้นหินอ่อน, โซฟาหนัง, ทีวีจอยักษ์… แต่สายตาของเธอกลับมาหยุดที่แท่นบูชานั่น
“กฤต… นี่มันบ้าไปแล้ว” เธอหันมาหาผม “นี่มันไม่ใช่การถ่ายคลิปสนุกๆ แล้วนะ นี่มัน… นี่มันไสยศาสตร์ชัดๆ!”
ผมหัวเราะเยาะ “ไสยศาสตร์ที่จ่ายค่าคอนโดนี้” ผมชูนาฬิกาให้เธอดู “ไสยศาสตร์ที่ซื้-“
“ฉันไม่ได้พูดเรื่องเงิน!” เธอตะโกนขัดขึ้นมา น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “ฉันพูดถึงตัวนาย! ดูนายสิ!”
เธอเดินเข้ามาจ้องหน้าผม “นายซีดมาก ขอบตาดำคล้ำ นายผอมไปตั้งเยอะ… นายดูเหมือนคนป่วย กฤต! นาย… นายดูเหมือนคนติดยา!”
คำพูดของเธอแทงใจผม “ฉันไม่ได้ติดยา! ฉันแค่… ทำงานหนัก”
“ทำงานหนักเหรอ? ด้วยการคุยกับตุ๊กตาไม้เนี่ยนะ!” เธอชี้ไปที่ทองเอก “ตื่นได้แล้วกฤต! ไอ้สิ่งนั้นมันกำลังสูบชีวิตนายไป!”
ความโกรธพุ่งขึ้นมาจุกอกผม “อย่ามาพูดจาไร้สาระ!” ผมตะคอกกลับ “เธอไม่เข้าใจหรอก! เธอไม่เคยเข้าใจ! ตอนที่ฉันลำบาก ไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง… เธอเคยให้กำลังใจฉันไหม? ไม่! เธอมีแต่บอกให้ฉัน ‘เลิกทำเรื่องไร้สาระ’!”
ผมเดินไปตบที่ตู้กระจกเบาๆ “แต่เขาน่ะเหรอ?” ผมชี้ไปที่ทองเอก “เขาเชื่อในตัวฉัน! เขาให้ทุกอย่างกับฉัน! เขาคือ ‘พาร์ทเนอร์’ ของฉัน!”
“พาร์ทเนอร์เหรอ!” พริมร้องออกมาอย่างไม่เชื่อ “นั่นมันท่อนไม้! กฤต! ฟังฉันนะ… ฉันไปหาข้อมูลมา… ฉันไปคุยกับคนที่เขารู้เรื่องนี้… การเลี้ยงกุมารทองน่ะ… มันไม่ใช่แค่การให้น้ำแดง! มันมีการ ‘แลกเปลี่ยน’ อยู่เสมอ!”
“เธอกำลังอิจฉา” ผมพูดเสียงเย็นชา “อิจฉาที่ฉันทำได้สำเร็จโดยไม่มีเธอ”
“ฉันไม่ได้อิจฉา!” พริมร้องไห้ออกมา “ฉันกลัว! ฉันกลัวแทนตัวนาย! เอา… เอามันไปทิ้งเถอะนะกฤต… ขอร้องล่ะ… กลับไปเป็นกฤตคนเดิมเถอะ… เรากลับไปเริ่มต้นใหม่กันได้นะ…”
เธอพยายามจะเอื้อมมือมาจับแขนผม
ผมปัดมือเธอออกอย่างแรง “กลับไปเหรอ? กลับไปเป็นไอ้ขี้แพ้คนเดิมน่ะเหรอ? ไม่!”
ผมรู้สึกถึงมัน… อากาศในห้องเริ่มเย็นลง… ลมเย็นๆ นั่น… มันกำลังก่อตัวขึ้นรอบๆ แท่นบูชา… ทองเอกกำลัง “ฟัง” อยู่
“เธอต้องเลือกนะ กฤต” พริมพูดทั้งน้ำตา เสียงเธอสั่นเทา “เลือก… ระหว่างฉัน… กับ… กับไอ้สิ่งนั้น!”
มันคือคำขาด
ผมมองหน้าพริม… ผู้หญิงที่ผมเคยรัก… ผู้หญิงที่เป็นเหมือนสมอเรือของผม
แล้วผมก็หันไปมองทองเอก… ตุ๊กตาไม้ที่นั่งยิ้มด้วยดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ… ผู้ที่มอบทุกอย่างให้ผม
ผมได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ… ไม่ได้มาจากในไลฟ์… แต่ดังอยู่ในหัวของผม…
มันกำลังรอคำตอบ
ผมหันกลับไปมองพริม… ด้วยสายตาที่เย็นชาที่สุด
“เธอบอกว่ามันคือการแลกเปลี่ยนใช่ไหม พริม” ผมพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ใช่… มันคือการแลกเปลี่ยน”
ผมชี้ไปที่ประตู “เธอคืออดีต”
แล้วผมก็ชี้ไปที่ทองเอก “เขาคืออนาคต… ออกไป”
ใบหน้าของพริมแตกสลาย เธอจ้องมองผมเหมือนเห็นผี… เหมือนเธอกำลังมองคนแปลกหน้า
“กฤต…” เธอกระซิบ “นาย… ไม่ใช่กฤตที่ฉันรู้จักอีกต่อไปแล้ว”
“ไอกฤตคนนั้นมันตายไปแล้ว” ผมตอบ “ตายไปในห้องเช่าเหม็นอับนั่น… พร้อมกับความล้มเหลวของมัน”
พริมไม่พูดอะไรอีก เธอตัวสั่น… เธอค่อยๆ ถอยหลัง… หันหลัง… และวิ่งออกไปจากห้องของผม
ผมเดินไป… และปิดประตูใส่หน้าเธอ… เสียงดังปัง!
ความเงียบเข้ามาแทนที่
ผมยืนพิงประตูห้องอยู่ครู่หนึ่ง… หอบหายใจ…
มีเสี้ยววินาทีหนึ่ง… แค่เสี้ยววินาทีเดียว… ที่ผมรู้สึก… ว่างเปล่า… ผมเกือบจะ… เสียใจ
ผมเกือบจะเปิดประตูแล้ววิ่งตามเธอไป
“คิก… คิก… คิก…”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง… ดังมาจากแท่นบูชา
ผมหันไปมอง
ลมเย็นๆ นั่น… มันไม่ได้พัดผ่านธรรมดา… มันกำลังหมุนวนอยู่รอบตู้กระจก… หมุนวนด้วยความ… ยินดี
ทองเอก “พอใจ”
ผมได้ทำการ “เสียสละ” ครั้งแรกแล้ว… ผมได้ตัด “สมอ” ที่คอยเหนี่ยวรั้งผมไว้แล้ว
ความรู้สึกผิดหายไปทันที ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่รุนแรงกว่า… ความรู้สึกถึงอำนาจ
ผมเดินไปที่แท่นบูชา จ้องมองเข้าไปในดวงตาเศษแก้วของมัน
“เหลือแค่เราแล้วนะ” ผมกระซิบ
รอยยิ้มที่สลักไว้บนใบหน้าไม้… ผมสาบานได้ว่ามันกว้างขึ้น… จนเกือบจะถึงใบหู
“ใช่…” ผมพยักหน้ากับตัวเอง “เหลือแค่เรา”
ผมมองนาฬิกา… ห้าโมงห้าสิบ
“เกือบได้เวลาไลฟ์แล้ว” ผมพูดกับมัน “วันนี้… ฉันว่าเราควรจะเปิดแฟนต้าสองขวดเลยดีไหม… เพื่อ ‘ฉลอง’ “
ผมหัวเราะออกมา… เป็นเสียงหัวเราะที่แหบแห้งและว่างเปล่า… เสียงหัวเราะที่ไม่เหมือนเสียงของผมอีกต่อไป
ผมคือราชาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ทำจากขวดน้ำอัดลมสีแดง
แคมเปญโฆษณานั้นระเบิดเถิดเทิง ใบหน้าของผม… และใบหน้ายิ้มๆ ของทองเอก… อยู่ทั่วทุกที่ ป้ายบิลบอร์ด, โฆษณากลางรายการทีวี, แม้กระทั่งบนขวดรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น
เงินไหลเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก
แต่ในขณะที่บัญชีธนาคารของผมพองโต… ร่างกายของผมกลับฟีบลง
ผมไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งผมเห็นตัวเองในกระจกในเช้าวันหนึ่ง ผมกำลังลองชุดสูทราคาแพงที่สปอนเซอร์ส่งมาให้… และมันหลวมโพรก
ผมมองลึกเข้าไปในกระจก ขอบตาดำคล้ำเหมือนรอยช้ำลึก ผิวซีดเหมือนกระดาษ โหนกแก้มชัดเจนจนน่ากลัว ผมดูเหมือน… ถูกสูบฉีด
“ทำงานหนักไปหน่อย” ผมพึมพำกับตัวเอง พยายามดึงปกเสื้อให้เข้าที่
แต่ผมรู้ว่าผมกำลังโกหก
ผมไม่ได้เหนื่อยจากการทำงาน ผมเหนื่อย… จากการ “เลี้ยงดู”
ทุกเย็นตอนหกโมงเย็น… ผมต้องถวายน้ำแดงหนึ่งแก้ว และทุกครั้งที่ผมทำ… ผมจะรู้สึกเหมือนพลังงานส่วนหนึ่งถูกดึงออกจากตัวผมไป มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก… เหมือนแบตเตอรี่ที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง
แต่ผมหยุดไม่ได้
เพราะถ้าผมหยุด… ยอดวิวก็หยุด… เงินก็หยุด… ทุกอย่างก็จะหยุด
ผมเสพติดมัน… เสพติดความสำเร็จ เสพติดเสียงชื่นชม เสพติดอำนาจนี้
และแล้ว… มันก็เกิดขึ้น
จุดเริ่มต้นของจุดจบ มันมาในรูปแบบของวิดีโอ… วิดีโอที่ไม่ใช่ของผม
มันคือช่อง “ต้น แฉ”
ไอ้ต้น… ยูทูบเบอร์สาย “แฉความจริง” ที่เกลียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ มันคือคู่แข่งเก่าของผม… คนที่ผมเคยเกลียดขี้หน้ามาตลอด แต่ตอนนั้นช่องมันเล็กกว่าผมเยอะ
ตอนนี้… มันกำลังใช้ผมเป็นบันได
วิดีโอแรกของมันมีชื่อว่า: “แฉกลโกง ‘กฤต & ทองเอก’: มันคือเรื่องแหกตาระดับชาติ”
ผมคลิกเข้าไปดูด้วยความโกรธ
ไอ้ต้นมันฉลาด มันไม่ได้แค่ตะโกนว่า “ของปลอม!” มันวิเคราะห์
มันเอาคลิปเสียงหัวเราะคิกคักของทองเอกไปเข้าโปรแกรมวิเคราะห์เสียง “นี่ครับทุกคน… นี่คือไฟล์เสียง ‘Baby_Giggle_03.wav’ ที่หาดาวน์โหลดได้ทั่วไป!”
มันเอาวิดีโอแรกสุดของผม… วิดีโอที่หัวตุ๊กตาขยับ… มาขยายภาพ ชี้ให้เห็นสิ่งที่มันอ้างว่าเป็น “เส้นเอ็นตกปลา” ที่สะท้อนแสงไฟ
“เขาไม่ได้โง่ครับ” ไอ้ต้นพูดใส่กล้องด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย “เขาแค่คิดว่าพวกเราโง่! เขากำลังหลอกเอาเงินจากความงมงายของคนไทย!”
วิดีโอนั้น… มันกลายเป็นไวรัล
ภายในหนึ่งวัน… มันมียอดวิวห้าล้านวิว… เร็วกว่าคลิปของผมซะอีก
ช่องความคิดเห็นของผม… จากที่เคยเต็มไปด้วยคำชื่นชม… กลายเป็นนรก
“ไอ้ขี้โกง!” “หลอกลวงประชาชน!” “กูอุตส่าห์นับถือ… แม่งเอ๊ย!” “#แบนกฤตคนลวงโลก”
แฮชแท็กนั้นติดเทรนด์อันดับหนึ่งในทวิตเตอร์
ผมตัวสั่น… สั่นด้วยความโกรธและ… ความกลัว
“มันโกหก!” ผมตะโกนลั่นห้องเพนต์เฮาส์ “มันโกหกทั้งเพ! ทองเอกคือของจริง!”
ผมรีบอัดคลิปตอบโต้… ผมโกรธจนหน้าแดง… ผมตะโกนใส่กล้อง… ผมสาปแช่งไอ้ต้น
แต่มันกลับยิ่งทำเรื่องให้แย่ลง
“ดูมันสิครับ… ร้อนตัวแล้ว” ไอ้ต้นปล่อยคลิปที่สองตามมาทันที “ถ้ามันเป็นของจริง… ทำไมไม่เคยโชว์ปาฏิหาริย์อื่นเลยล่ะ? นอกจากเสียงหัวเราะปลอมๆ กับการดื่มน้ำแดง… ที่อาจจะเป็นแค่การตัดต่อ?”
ผู้คนเริ่มคล้อยตามมัน
และแล้ว… โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
มันไม่ใช่เสียงผู้จัดการส่วนตัว… แต่เป็นเบอร์ตรงจากสำนักงานใหญ่… ของแฟนต้า
“คุณกฤตครับ” เสียงปลายสายเย็นชาและเป็นทางการ “เรา… มีปัญหานิดหน่อย”
หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ปัญหาอะไรครับ?”
“กระแสสังคม… มันแรงมาก เรื่องที่คุณ ‘หลอกลวง’ ผู้บริโภค… ทางแบรนด์เราไม่สามารถนิ่งเฉยได้ มันกระทบต่อภาพลักษณ์ของสินค้า”
“แต่มันไม่จริง! ผมพิสูจน์ได้!” ผมแทบจะร้องไห้ออกมา
“เราเสียใจครับคุณกฤต… แต่ตาม ‘สัญญาข้อกำหนดด้านศีลธรรม’… เราจำเป็นต้อง… ‘ระงับ’ แคมเปญโฆษณาทั้งหมด… จนกว่าเรื่องนี้จะคลี่คลาย”
ระงับ…
คำว่า “ระงับ” มันก็คือคำสุภาพของคำว่า “ยกเลิก”
“ไม่… ไม่… เดี๋ยว… คุณทำแบบนี้ไม่ได้!”
“เราทำไปแล้วครับคุณกฤต” ปลายสายพูด “ป้ายบิลบอร์ดจะถูกปลดลงภายในคืนนี้ ขอให้โชคดีครับ”
…ติ๊ด…
เขาวางสาย
ผมถือโทรศัพท์ค้างไว้… หูอื้อตาลาย…
“ไม่…”
ผมมองไปรอบห้อง… คอนโดหรู… รถสปอร์ตที่จอดอยู่ข้างล่าง… นาฬิกาบนข้อมือ…
ทั้งหมดนี้… กำลังจะหายไป
ผมกำลังจะกลับไป… กลับไปเป็นไอ้ขี้แพ้คนเดิม…
“ไม่… ไม่… ไม่!!!”
ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียง ผมปัดทุกอย่างบนโต๊ะทำงานลงกับพื้น… จอคอมพิวเตอร์… คีย์บอร์ด… แก้วกาแฟ… แตกกระจาย
ผมหอบหายใจเหมือนสัตว์ที่บาดเจ็บ…
แล้วผมก็หันไป… หันไปหาทางออกเดียวที่ผมมี
ผมวิ่งไปที่แท่นบูชา ผมทุบตู้กระจกจนมือสั่น “ทองเอก!” ผมตะโกนใส่หน้ามัน “มึงเห็นไหม! มึงเห็นสิ่งที่มันทำกับเราไหม!”
“ไอ้ต้น! มันกำลังทำลายเรา! มึงต้องทำอะไรสักอย่างสิ! มึงมีพลังไม่ใช่เหรอ! แสดงให้กูดูสิ! ทำอะไรสักอย่าง!”
ผมเขย่าตู้กระจกจนตุ๊กตาไม้ข้างในสั่นคลอน
“กูถวายทุกอย่างให้มึงแล้ว!” ผมร้องไห้ออกมา “กูให้นมมึง! ก… กูให้น้ำแดงมึง! กู… ก… กูทิ้งพริมเพื่อมึง! มึงติดหนี้กู!”
ทันใดนั้น…
อากาศในห้อง… มันเปลี่ยนไป
มันไม่ใช่แค่เย็น… แต่มัน… หนาวเหน็บ
หนาวเหมือนอยู่ในห้องแช่แข็ง… ผมเห็นลมหายใจของตัวเองเป็นควันสีขาว
ขวดแฟนต้าที่ยังไม่ได้เปิด… ขวดที่ผมวางเตรียมไว้สำหรับไลฟ์สดตอนเย็น…
น้ำแข็ง… เกล็ดน้ำแข็งเริ่มก่อตัวขึ้นที่ข้างขวด… อย่างรวดเร็ว…
ผมผงะถอยหลัง… จ้องมองอย่างตกตะลึง
ขวดน้ำอัดลมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของผม… กำลังแข็งตัว… ต่อหน้าต่อตาผม
แล้วผมก็ได้ยินเสียงกระซิบ
มันไม่ใช่เสียงคิกคักเหมือนเด็กอีกต่อไปแล้ว
มันคือเสียงที่เย็นชา… แหบแห้ง… และเต็มไปด้วยความ… รังเกียจ
มันดังอยู่ในหัวของผม… ชัดเจน…
“น้ำแดง… มันสำหรับเด็ก”
ผมตัวแข็งทื่อ “มะ… หมายความว่าไง”
“ข้าต้องการ…”
เสียงนั้นลากยาว…
“…สิ่งที่… อุ่น”
“อุ่น?” ผมทวนคำ “อะไร… อะไรที่อุ่น?”
ผมมองไปรอบห้องอย่างลนลาน… ผมจะไปหาอะไรอุ่นๆ มาจากไหน…
แล้วสายตาผมก็หยุด… ที่มือของผม… มือที่ผมใช้ทุบโต๊ะเมื่อกี้…
เลือด…
มีรอยถลอกเล็กน้อย… เลือดซึมออกมา… อุ่นๆ
ผมจ้องมองหยดเลือดสีแดงสดนั้น… แล้วผมก็เงยหน้าขึ้นมองตุ๊กตาไม้
ผมเข้าใจแล้ว
ผมเข้าใจในทันทีว่ามันต้องการอะไร
“มึง… มึง…”
ผมกลัว… กลัวจนแทบสิ้นสติ… แต่นี่คือทางเดียว… ทางเดียวที่จะไม่กลับไปล้มเหลว
ผมหันหลังวิ่งไปที่โต๊ะทำงานที่ล้มระเนระนาด ผมรื้อลิ้นชัก… ค้นหา…
ผมเจอมัน…
คัตเตอร์… ที่ผมใช้เปิดกล่องพัสดุจากสปอนเซอร์
ผมถือมันไว้ในมือที่สั่นเทา… เดินกลับไปที่แท่นบูชาที่เย็นยะเยือก
“มึงต้องการนี่ใช่ไหม” ผมกระซิบ
ผมจ้องเข้าไปในดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ ของมัน รอยยิ้มที่สลักไว้นั้น… มันกำลังรอคอย
ผมสูดหายใจลึก… ยกคัตเตอร์ขึ้น…
แล้วผมก็กรีด…
ผมกรีดลงไปบนฝ่ามือของตัวเอง… ไม่ใช่แค่รอยถลอก… แต่เป็นรอยกรีด… ลึก…
ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาที่แขน… แต่ผมไม่สนใจ
เลือด…
เลือดสีแดงเข้ม… ทะลักออกมาจากบาดแผล… อุ่น…
ผมยื่นมือที่อาบเลือดของผม… เข้าไปในตู้กระจกที่เย็นเฉียบ
ผมกำมือ… บีบ…
เลือดหยดลงไป… หยด… หยด… หยด…
หยดลงบนศีรษะไม้ของทองเอก…
ทันทีที่หยดเลือดหยดแรกสัมผัสกับเนื้อไม้…
เสียง “ซ่า…” ก็ดังขึ้น… เหมือนน้ำหยดลงบนกระทะร้อน… ควันสีขาวลอยขึ้นมาจากหัวของมัน
และความหนาวเหน็บในห้อง… ก็หายไปในทันที
มันถูกแทนที่ด้วย… ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก… มันไม่ใช่ความร้อน… มันคือ… ความพึงพอใจที่สั่นสะเทือน
ผมไม่รู้สึกเจ็บที่มืออีกต่อไป
ผมรู้สึก… ดี…
ผมรู้สึกถึง… พลัง… ที่ไหลเวียน… มันเป็นความรู้สึกอิ่มเอมที่น่าขยะแขยง
ผมได้ยินเสียง…
ไม่ใช่เสียงกระซิบ… ไม่ใช่เสียงหัวเราะ…
มันเป็นเสียง… คราง… เบาๆ…
เสียงครางที่เต็มไปด้วยความสุข… ความอิ่มเอม… เหมือนสัตว์ร้ายที่ได้ลิ้มรสเหยื่อของมันเป็นครั้งแรก
ผมยืนอยู่ตรงนั้น… เลือดไหลอาบแขน… และผมก็ยิ้มออกมา
เป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว… น่าเกลียด…
“พอไหม” ผมกระซิบกับมัน “เท่านี้… พอที่จะฆ่าไอ้ต้นหรือยัง”
ตุ๊กตาไม้ที่อาบเลือดของผม… มันนั่งนิ่ง…
แต่ผมรู้… ว่ามันตอบตกลงแล้ว
ผมไม่ได้ทำความสะอาดแผล
ผมนั่งอยู่บนพื้นห้องเพนต์เฮาส์ที่เย็นเฉียบ… ท่ามกลางเศษซากความสำเร็จที่แตกสลาย… และปล่อยให้เลือดมันไหล
ความเจ็บปวดจากคัตเตอร์มันจางหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึก… อิ่ม… มันเป็นความรู้สึกที่น่าขยะแขยง มันเหมือนผมเพิ่งกินอาหารมื้อใหญ่มา ทั้งๆ ที่ท้องผมว่างเปล่า
ผมรู้สึกถึงพลัง… มันไม่ได้สั่นสะเทือนเหมือนตอนที่ได้ยอดวิว… แต่มัน… หนักแน่น… มืดมน… และเยือกเย็น มันไหลซึมผ่านแขนของผม… มาจากแท่นบูชา
ผมมองไปที่ทองเอก ตุ๊กตาไม้ที่บัดนี้เปื้อนคราบเลือดของผมจนแห้งกรัง รอยยิ้มที่สลักไว้บนใบหน้ามัน… ผมสาบานได้… มันดูเหมือนจริงขึ้น มันไม่ได้ทำจากไม้อีกต่อไปแล้ว มันดูเหมือน… เนื้อ…
ผมจ้องมองมัน และมันก็จ้องมองผมกลับมา
เราไม่ได้เป็น “พาร์ทเนอร์” กันอีกต่อไปแล้ว
เราเป็น… หนึ่งเดียวกัน
ผมไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหน… อาจจะหนึ่งชั่วโมง หรือสามชั่วโมง… ผมนั่งนิ่งๆ ฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นเป็นจังหวะช้าๆ และหนักแน่น
ผมไม่ได้คิดถึงพริม ผมไม่ได้คิดถึงสปอนเซอร์ ผมไม่ได้คิดถึงอะไรเลยนอกจาก… การรอคอย
ผมกำลังรอ… รอผลงานของมัน
“ทำสิ” ผมกระซิบในความเงียบ “จัดการมัน”
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอสว่างจ้าจนแสบตา ผมเปิดแอปพลิเคชันทวิตเตอร์… ไม่สิ… แอป X
แฮชแท็ก #แบนกฤตคนลวงโลก ยังคงอยู่ที่นั่น… แต่ดูเหมือนมันจะ… ช้าลง
ผมรีเฟรช… รีเฟรช… รีเฟรช…
ผมทำอยู่อย่างนั้นเหมือนคนบ้า กดรีเฟรชทุกๆ สิบวินาที
“ทำงานสิ… ทำงาน…”
แล้วมันก็มา
มันไม่ใช่ข่าวใหญ่ในทีวี ไม่ใช่ข่าวด่วน
มันเป็นแค่ทวีตเดียว… จากแอคเคาท์เล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก
“เชี่ย… เกิดอะไรขึ้นที่คอนโดไอ้ต้นวะ? ทำไมรถดับเพลิงไปเต็มเลย?”
หัวใจผมหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ
ผมคลิกเข้าไปในโปรไฟล์นั้น… มันคือเด็กมัธยมที่พักอยู่คอนโดตรงข้ามกับไอ้ต้น แฉ
อีกสองนาทีต่อมา… ทวีตที่สอง
“กูเห็นควัน! ควันออกมาจากหน้าต่างห้องมัน!”
ผมลุกขึ้นยืน… มือที่ถือโทรศัพท์สั่นสะท้าน… ไม่ใช่ด้วยความกลัว… แต่ด้วยความคาดหวัง
ผมรีเฟรชหน้าแฮชแท็ก…
“ข่าวลือว่าไฟไหม้ห้องไอ้ต้น!” “จริงดิ? สมน้ำหน้า!” “เดี๋ยวนะ… นี่มันเรื่องจริงจังนะเว้ย”
ภายในสิบนาที… มันกลายเป็นข่าวใหญ่
#ต้นแฉไฟไหม้
แฮชแท็กใหม่พุ่งขึ้นมาแทนที่แฮชแท็กของผมในทันที
ผมเปิดไลฟ์สดจากสำนักข่าว… นักข่าวยืนอยู่หน้าคอนโดหรูของไอ้ต้น… ด้านหลังคือรถดับเพลิง… และหน้าต่างห้อง… ห้องหนึ่งบนชั้นสูง… มีควันดำพวยพุ่งออกมา
“เกิดเหตุเพลิงไหม้ปริศนาที่ห้องพักของ ‘ต้น แฉ’ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง…” นักข่าวพูดด้วยเสียงตื่นเต้น “ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังพยายามเข้าไปในห้อง… แต่มีรายงานว่าประตูถูกล็อก… และ… และดูเหมือนเขาจะยังอยู่ข้างใน!”
ผมดูภาพนั้น… ภาพควันดำที่พวยพุ่ง…
ผมเริ่มหัวเราะ…
มันเริ่มจากเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ… แล้วมันก็ดังขึ้น… ดังขึ้น… จนกลายเป็นเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่ง…
ผมหัวเราะจนน้ำตาไหล… ผมหัวเราะจนท้องแข็ง…
“มึงทำได้… มึงทำได้จริงๆ!” ผมตะโกนใส่ทองเอกที่เปื้อนเลือด
ผมดูไลฟ์ต่อนานนับชั่วโมง… ผมดูตอนที่นักดับเพลิงพังประตูเข้าไป… ผมดูตอนที่พวกเขาหาม “ร่าง” ที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวออกมา…
“มีรายงานยืนยันแล้วนะครับ… ‘ต้น แฉ’ … เสียชีวิตแล้วครับ”
ผมปิดไลฟ์
ผมยืนอยู่กลางห้อง… เงียบ…
ทุกอย่างที่เคยโกรธ… ทุกอย่างที่เคยกลัว… มันหายไปหมดแล้ว
เหลือเพียง… ความสงบ
ความสงบที่เย็นเยียบและสมบูรณ์แบบ
ผมเดินไปที่แท่นบูชา… จ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ ของมัน
“ยังไม่พอ” ผมกระซิบ
ผมหยิบคัตเตอร์ขึ้นมาอีกครั้ง
ผมไม่ลังเลเลยสักนิด
ผมกรีดลงไปที่แขนอีกข้างหนึ่ง… เลือดทะลักออกมา
ผมยื่นแขนเข้าไป… ราดรดเลือดอุ่นๆ ของผมลงบนตัวมันอีกครั้ง… เป็นการ “ขอบคุณ”… เป็นการ “เลี้ยง” มื้อใหญ่
“ซซซซซซซซซซ่าาาาาาาาา…”
เสียงเหมือนเดิม… เสียงเนื้อที่ถูกนาบ… ควันลอยขึ้นมา…
และเสียงครางที่เต็มไปด้วยความสุข… ดังขึ้นในหัวของผมอีกครั้ง… ดังกว่าเดิม…
ติ๊ง…
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ
ผมเช็ดเลือดที่แขนลวกๆ กับกางเกง… หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
มันคือเบอร์ที่ผมเพิ่งถูกตัดสายไป… เบอร์จาก… แฟนต้า
ผมยิ้ม… แล้วกดรับสาย… เปิดสปีกเกอร์โฟน
“คะ… คุณกฤต” เสียงปลายสายสั่นเทา… เขาคงเห็นข่าวแล้ว
“ครับ” ผมตอบ… เสียงผมราบเรียบ… เย็นชา… จนตัวผมเองยังแปลกใจ
“เรื่อง… เรื่องของคุณต้น… เรา… เราเสียใจด้วยจริงๆ ครับ… มัน… มันเป็นอุบัติเหตุที่น่าเศร้ามาก”
“ใช่” ผมตอบ “น่าเศร้าจริงๆ”
“เอ่อ… คือ… ทางเราประชุมกันแล้วครับ… เรื่อง… เรื่องกระแสสังคม”
“ครับ?”
“คือ… ตอนนี้… กระแสมันตีกลับหมดเลยครับ… ทุกคน… ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า… ‘อย่าลบหลู่’… ว่าของคุณกฤต… คือ ‘ของจริง’…”
ผมได้ยินเสียงเขากลืนน้ำลายผ่านโทรศัพท์
“ทางเรา… ต้องขอโทษคุณกฤตอย่างสูง… ที่ ‘เข้าใจผิด’ ไปชั่วขณะ”
“อ้อเหรอครับ”
“ครับ! ทางเรา… อยากจะ ‘เปิด’ แคมเปญต่อทันทีครับ! ไม่สิ… เราจะเพิ่มงบประมาณให้คุณอีกเท่าตัว! เรา… เราจะทำแคมเปญใหม่… แคมเปญ ‘พลังที่แท้จริง’ … คุณกฤตว่าดีไหมครับ!”
ผมหัวเราะเบาๆ “ดีสิครับ… ดีมาก”
“เยี่ยมเลยครับ! เราจะส่งสัญญาใหม่ไปให้พรุ่งนี้เช้า! ขอบคุณมากครับคุณกฤต! ขอบคุณจริงๆ!”
เขารีบวางสายไป
ผมวางโทรศัพท์ลง
ผมหันกลับไปมองทองเอก… ที่ตอนนี้อาบเลือดของผมจนชุ่ม…
“เห็นไหม” ผมกระซิบกับมัน “เราชนะแล้ว”
ผมกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม… ไม่ใช่แค่ในฐานะยูทูบเบอร์… แต่ในฐานะ… บางสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น
แฮชแท็ก #แบนกฤตคนลวงโลก หายไปแล้ว… ถูกแทนที่ด้วยแฮชแท็กใหม่ที่น่าขนลุก…
#อย่าลองดีกับทองเอก
ผมมองไปที่กระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพวิวแม่น้ำยามค่ำคืน
ผมเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง…
ชายที่ผอมโซ… ซีดขาว… เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน… และมีรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวอยู่บนใบหน้า
ดวงตาของผม… พริมพูดถูก… มันไม่ใช่ดวงตาของผมคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
มันมืดมน… ว่างเปล่า… แต่ก็เต็มไปด้วยอำนาจ
ผมรู้ตัวดี… ว่าผมไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว
ผมได้ข้ามเส้น… เส้นที่กั้นระหว่างมนุษย์… กับ… อสูรกาย
และผม… ผมก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว
ผมได้ลิ้มรสชาติของเลือด… และมัน… ก็หอมหวานกว่าน้ำแดงขวดไหนๆ ที่ผมเคยดื่มมาทั้งชีวิต
ผมไม่ได้เป็นแค่ราชาอีกต่อไปแล้ว ผมกลายเป็น… พระเจ้า
อย่างน้อยก็ในโลกออนไลน์ แฟนคลับของผม… พวกเขาไม่ได้เรียกตัวเองว่า “แฟนคลับ” อีกต่อไป พวกเขาคือ “สาวก”
“ลัทธิทองเอก”
พวกเขาเรียกมันแบบนั้นจริงๆ ผมเห็นพวกเขาใช้แฮชแท็กนี้ พวกเขาสร้างกลุ่มเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อ “บูชา” และ “แบ่งปัน” พลังของทองเอก
คอนเทนต์ของผมเปลี่ยนไป ผมเลิกทำคลิปไร้สาระ ผมเลิก “ตะลุย”
ช่องของผมกลายเป็น… สถานที่ประกอบพิธีกรรม
ทุกคืน… ไม่ใช่แค่หกโมงเย็นอีกต่อไป… แต่เป็นตอนเที่ยงคืน… ผมจะไลฟ์สด
ไลฟ์สด “พิธีป้อนเลือด”
กล้องจะซูมระยะใกล้… ไปที่แขนของผม… ที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทั้งเก่าและใหม่… ไปที่คัตเตอร์สีเงินที่สะท้อนแสงไฟ… และไปที่ใบมีดที่กรีดลงไปบนเนื้อของผม
ผมไม่ร้องเจ็บอีกต่อไปแล้ว ผมไม่แม้แต่จะนิ่วหน้า
ผมแค่ยิ้ม… รอยยิ้มที่ว่างเปล่า… ในขณะที่เลือดของผมหยด… แหมะ… แหมะ… ลงบนตุ๊กตาไม้ที่บัดนี้กลายเป็นสีดำคล้ำเพราะเลือดที่แห้งกรัง
“ซซซซซซซซซ…”
เสียงนั้น… สาวกของผมรักเสียงนั้น พวกเขาบอกว่ามันคือ “เสียงที่พลังกำลังตื่น”
ยอดโดเนท… มันไม่ได้มาทีละพัน… มันมาทีละหมื่น… ทีละแสน…
“ท่านกฤต… ช่วยอวยพรให้ลูกสอบติดด้วย” “ขอให้ทองเอกช่วยให้ผัวหนูกลับมา” “ขอพลังให้ผมชนะคดีด้วยครับ… นี่ครับค่าบูชา”
ผมอ่านทุกข้อความออกมาดังๆ… แล้วผมก็จะหัวเราะ… เป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่า…
ผมไม่เคยออกจากห้องเพนต์เฮาส์อีกเลย
ทำไมผมต้องออก? ทุกอย่างที่ผมต้องการถูกส่งมาที่นี่ อาหาร… เสื้อผ้า… ทุกอย่าง
ผมจ้างบอดี้การ์ด… ไม่ใช่เพื่อป้องกันคนอื่น… แต่เพื่อ “กัน” ไม่ให้ใครเข้ามาในห้องนี้… โดยเฉพาะแม่บ้าน
ไม่มีใคร… ไม่มีใคร… ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้แท่นบูชา
ผมกลายเป็นนักโทษในปราสาทของตัวเอง
ร่างกายของผม… มันกำลังทรยศผม
ผมผอม… ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ผมมองตัวเองในกระจก… ผมดูเหมือนซากศพเดินได้ ผิวหนังซีดเซียวจนเกือบจะโปร่งแสง… เห็นเส้นเลือดสีเขียวคล้ำอยู่ข้างใต้
ผมเสียเลือดมากเกินไป…
ผมรู้ว่าผมกำลังจะตาย… แต่ผมก็หยุดไม่ได้
เพราะตอนนี้… มันไม่ใช่ผมที่ควบคุมพิธีกรรมอีกต่อไปแล้ว
มันคือ “เขา”
ทองเอก… มันไม่ได้นั่งนิ่งๆ อีกต่อไปแล้ว
บางครั้ง… ตอนที่ผมหลับ… ผมจะได้ยินเสียง…
เสียงขูด… ขีด…
เหมือนไม้… กำลังขูดกับกระจก
ผมตื่นขึ้นมากลางดึก… และเห็น…
มันไม่ได้อยู่ที่แท่นบูชา
มันยืนอยู่… มันยืนอยู่ข้างเตียงผม!
มันตัวสูงขึ้น… หรือผมตาลาย? แต่ผมสาบานได้ว่ามันสูงขึ้น… ดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ ของมัน… มันส่องแสงสีแดงจางๆ ในความมืด
มันจ้องมองผม…
“ยัง… ไม่พอ…”
เสียงกระซิบในหัวผม… มันไม่ใช่เสียงเด็กอีกต่อไปแล้ว มันคือเสียงคำรามที่แหบห้าว… เสียงของบางสิ่งที่เก่าแก่… และ… หิวโหย…
“กู… กูให้มึงทุกวันแล้วนะ” ผมกระซิบตอบ ตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม “เลือดกู… กูให้จนจะไม่เหลือแล้ว”
“เลือดของมึง… มันจาง”
มันพูด
“มัน… อ่อนแอ”
มันต้องการมากกว่านี้
มันไม่ต้องการแค่หยดเลือดอีกต่อไปแล้ว
“ข้าต้องการ… อาหาร… ข้าต้องการ… ทั้งหมด”
ผมรู้ว่ามันหมายถึงอะไร
ผมรู้ว่ามันต้องการ… ชีวิต… มันต้องการ “วิญญาณ”
ผมปฏิเสธ “ไม่… ไม่… กูทำไม่ได้… ฆ่าคน… ไม่… ไอ้ต้นมันเป็นอุบัติเหตุ… มึงทำเอง”
ตุ๊กตาไม้… มันหัวเราะ… เสียงหัวเราะที่สั่นสะเทือนไปทั้งห้อง
“อุบัติเหตุเหรอ? มึงคิดว่านั่นคืออุบัติเหตุ?”
มันก้มหน้าลงมาใกล้ผม… ใบหน้าที่เป็นไม้ที่เปื้อนเลือด… จนผมได้กลิ่น…
กลิ่นสนิม… กลิ่นเนื้อเน่า…
“มึง… คือคนที่จุดไฟ… กฤต”
“ไม่จริง!” ผมตะโกน
“มึงคือคนที่กรีดเลือด… มึงคือคนที่ ‘สั่ง’… ข้าแค่… ทำตาม”
มันพูดถูก
ผมคือคนรับผิดชอบ… ผมคือฆาตกร
“ข้าต้องการอีก” มันคำราม “หามาให้ข้า… หรือ… ข้าจะเริ่ม… ‘กิน’ … จากที่นี่”
มันพูดพลาง… เอานิ้วไม้ที่แหลมคมของมัน… แตะลงบนหน้าอกของผม… ตรงตำแหน่งหัวใจ
ผมกรีดร้อง…
ผมรู้ว่าผมไม่มีทางเลือก ผมต้องหา “เหยื่อ” ให้มัน… หรือผมจะเป็น “เหยื่อ” เสียเอง
แต่ผมจะหามาจากไหน? ผมออกจากห้องนี้ไม่ได้
“หาคนที่… กำลังตามหา” ทองเอกกระซิบ “หาคนที่… อยากรู้อยากเห็น… พวกมัน… รสชาติดีเสมอ”
ผมคลานไปที่คอมพิวเตอร์… มือสั่นจนแทบพิมพ์ไม่ไหว
ผมต้องหา… คนที่กำลัง “แฉ” ผม
ไอ้ต้นมันตายไปแล้ว… แต่ต้องมีคนอื่น… คนที่คิดว่าการตายของมันไม่ใช่อุบัติเหตุ
ผมใช้เวลาหลายชั่วโมง… ค้นหา…
และผมก็เจอ
ช่องยูทูบเล็กๆ… เล็กกว่าช่องของผมในอดีตซะอีก… ชื่อช่อง “ผีมีจริง”
เจ้าของช่องชื่อ “เจษ”
เขาเป็นนักล่าผี… ประเภทที่ใช้อุปกรณ์ EMF, เครื่องอัดเสียง… เขาไม่ได้แฉแบบไอ้ต้น… เขา “สืบสวน”
และคลิปล่าสุดของเขา… เพิ่งอัปโหลดเมื่อวาน…
“สืบปริศนา: การตายของ ‘ต้น แฉ’ … อุบัติเหตุ หรือ ‘อาคม’?”
ผมคลิกเข้าไปดู
ไอ้เจษ… มันเป็นวัยรุ่นที่ดูฉลาด… มันไปที่คอนโดของไอ้ต้น… มันสัมภาษณ์ยาม… มันไปที่ร้านขายของเก่าในจตุจักร (ซึ่งตอนนี้ปิดตายไปแล้ว)
“มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง” ไอ้เจษพูดกับกล้อง “แหล่งข่าววงในบอกผมว่า… ไฟมันเริ่มไหม้… จาก ‘ข้างใน’ ห้อง… และระบบสปริงเกลอร์… ไม่ทำงาน”
มันซูมไปที่รูปถ่ายของผม… รูปที่ผมยิ้มอย่างบ้าคลั่งในไลฟ์สด
“ทุกคนบอกว่าอย่าลบหลู่… แต่ผมบอกว่า… เราต้องหาความจริง”
“ผมสงสัยว่า… นายกฤต… ไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องนั้น”
ผมยิ้มออกมา
เป็นรอยยิ้มแรก… ที่ไม่ได้เกิดจากความบ้าคลั่ง… แต่เกิดจาก… การวางแผน
ผมเจอมันแล้ว
ผมเจอ “อาหารมื้อต่อไป” ของทองเอกแล้ว
“เขาอยากรู้อยากเห็น” ผมกระซิบกับความมืดในห้อง “เขาอยากหาความจริง”
ผมหันไปมองทองเอก… ที่กลับไปนั่งนิ่งบนแท่นบูชาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“กูจะเชิญเขามา… มากินมื้อค่ำ”
ผมเปิดโปรแกรมส่งข้อความ… ส่งอีเมล… ไปยังที่อยู่อีเมล “สำหรับธุรกิจ” ของช่อง “ผีมีจริง”
ผมพิมพ์… ด้วยนิ้วที่ผอมโซ…
“ถึงคุณเจษ… ผมชื่อกฤต… ผมเห็นช่องของคุณแล้ว… ผมรู้ว่าคุณกำลังตามหาอะไร… คุณคิดถูก… มันไม่ใช่อุบัติเหตุ… ผม… ผมกลัว… ผมต้องการความช่วยเหลือ มาหาผมที่คอนโดคืนนี้… เที่ยงคืน… ได้โปรด… มาคนเดียว… และเอา ‘อุปกรณ์’ ของคุณมาด้วย …ผมจะเล่าความจริงให้คุณฟัง”
ผมกด “ส่ง”
ตอนนี้… เหลือแค่รอ…
รอให้หนู… เดินเข้ามาติดกับดัก
ความเงียบในห้องเพนต์เฮาส์คืนนั้น… มันหนักอึ้ง
มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ… แต่เป็นความเงียบของการ… รอคอย… การซุ่มโจมตี
ผมปิดไฟทุกดวงในห้อง
แสงสว่างเดียวมาจาก… แท่นบูชาของทองเอก ผมเปิดสปอตไลต์ดวงเล็กๆ ส่องไปที่มัน… ทำให้มันดูเหมือนนักแสดงเอกบนเวทีที่มืดมิด
ผมไม่ได้นั่งรอเฉยๆ ผมกำลัง “เตรียมการ”
ผมกรีดเลือดตัวเองอีกครั้ง… แต่คราวนี้… ผมไม่ได้หยดมันลงบนตัวทองเอก
ผมใช้เลือด… “วาด”
ผมวาดสัญลักษณ์แปลกๆ… สัญลักษณ์ที่ผมเห็นในฝันร้าย… ผมวาดมันบนพื้น… รอบแท่นบูชา… เป็นวงกลม
ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกควบคุม… นิ้วของผมขยับไปเอง… เหมือนรู้ว่าต้องวาดอะไร
ผมมองผลงานของตัวเอง… วงกลมที่ทำจากเลือดสด… มันดูน่าสยดสยอง… และมันก็… “ถูกต้อง”
ผมได้ยินเสียงกระซิบในหัว “ดี… ดีมาก… เขาจะ… ‘ชอบ’ … ที่นี่”
ผมนั่งลงในเงามืด… ตรงข้ามกับประตูห้อง… ผมซ่อนตัว… เหมือนแมงมุมที่รอเหยื่อ
ผมมองไปที่ทองเอก… มันนั่งนิ่งอยู่ในวงกลมเลือดนั้น… นิ่ง… นิ่งจนน่าขนลุก
ดวงตาเศษแก้วของมัน… มันดูเหมือนกำลังดูดกลืนแสงสปอตไลต์เข้าไป… มันไม่ได้สะท้อนแสง… มัน “กลืน” แสง
ติ๊งต่อง…
เสียงออดหน้าห้องดังขึ้น… แหวกผ่านความเงียบเหมือนมีดกรีดผ้าไหม
หัวใจผมกระตุก…
มันมาแล้ว
ผมสูดหายใจลึก… กลิ่นสนิมเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง
ผมเดินไปที่ประตู… มองผ่านตาแมว
ไอ้เจษ… “ผีมีจริง”… มันยืนอยู่คนเดียวจริงๆ ตามที่ผมบอก
มันสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่… คงเต็มไปด้วย “อุปกรณ์” ของมัน… มันดูกระสับกระส่าย… แต่ก็ตื่นเต้น
มันคือแมลงเม่า… ที่บินเข้าหากองไฟ
ผมปลดล็อกประตู… แล้วเปิดออกช้าๆ
เจษสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นผม ผมคงดูน่ากลัวกว่าผีที่มันเคยเจอเสียอีก
“คุณ… คุณกฤต?” มันถาม เสียงสั่นเล็กน้อย
ผมพยักหน้า “เข้ามาสิ” ผมกระซิบ “แล้วล็อกประตูด้วย… เรา… เราไม่อยากให้ ‘มัน’ หนีไปได้”
ผมแกล้งทำเป็นหวาดกลัว… ซึ่งมันก็ไม่ยากนัก… เพราะผมก็กลัวจริงๆ… แต่ผมไม่ได้กลัว “มัน”… ผมกลัว “เรา”
เจษก้าวเข้ามาในห้อง… ความมืดทำให้มันต้องหรี่ตา
“ทำไมมืดจังครับ?” มันถาม พลางเปิดไฟฉายคาดหัวอันเล็กๆ
“เขา… เขาไม่ชอบแสง” ผมโกหก
แสงไฟฉายจากหัวของเจษกวาดไปทั่วห้อง… มันกวาดผ่านเฟอร์นิเจอร์หรูที่ถูกทิ้งร้าง… กวาดผ่านเศษซากที่แตกหัก…
และแล้ว… แสงไฟก็หยุด…
ที่แท่นบูชา… ที่วงกลมเลือด… และที่… ทองเอก
“พระเจ้า…” เจษกระซิบ มันยกกล้องวิดีโอตัวเล็กๆ ขึ้นมาถ่าย “นี่มัน… นี่มันอะไรครับ… นี่คือเลือดเหรอ?”
“ใช่” ผมตอบ “เลือดของผม… ผม… ผมพยายาม ‘ขัง’ มันไว้”
“ขังเหรอ?”
“คุณพูดถูก… เรื่องไอ้ต้น” ผมเริ่ม “แสดง”… ผมบีบน้ำตา… ซึ่งมันก็ไหลออกมาง่ายดาย (ผมไม่รู้ว่ามันคือน้ำตาแห่งความกลัวหรือความบ้าคลั่ง) “มันไม่ใช่อุบัติเหตุ! มันคือฝีมือของ ‘มัน’!”
ผมชี้ไปที่ทองเอก
เจษเดินเข้าไปใกล้วงกลมเลือด… อย่างระมัดระวัง… เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังเข้าใกล้สัตว์ร้าย
“มันทำได้ยังไง?”
“ผมไม่รู้!” ผมแกล้งทำเป็นสติแตก “ผม… ผมแค่ซื้อมันมา… ผมเลี้ยงมัน… แล้วมันก็… มันก็เริ่มเรียกร้อง… มันให้ทุกอย่างกับผม… แต่ตอนนี้… มันกำลังจะเอาคืน!”
เจษตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “นี่มันสุดยอด” มันพึมพำกับตัวเอง แล้วหันมาหาผม “ไม่ต้องห่วงครับคุณกฤต ผมเอาอุปกรณ์มาเพียบ เราจะจับ ‘หลักฐาน’ ให้ได้”
มันวางกระเป๋าเป้ลง… เปิดมันออก…
ข้างในเต็มไปด้วยของเล่นไฮเทค… เครื่องวัด EMF, เครื่องอัดเสียงความถี่สูง, กล้องจับความร้อน…
“โง่” เสียงในหัวผมกระซิบ… เสียงของทองเอก… มันกำลังเยาะเย้ย
“เขาอยู่ที่แท่นบูชาตลอดเหรอครับ?” เจษถาม พลางหยิบเครื่องวัด EMF ออกมา
“ส่วนใหญ่ครับ… แต่บางที… มันก็เดิน” ผมพูด
เจษตาโต “เดินเหรอ?”
มันเปิดเครื่อง EMF… มันดัง “ตี๊ด… ตี๊ด…” เบาๆ เป็นสัญญาณว่าปกติ
เจษค่อยๆ ยื่นเครื่องมือเข้าไป… ใกล้วงกลมเลือด…
“ค่าปกติ…” มันพึมพำ
มันก้าวข้ามวงกลมเลือด…
“อย่า!” ผมตะโกนห้าม… แกล้งทำเป็นตกใจ
เจษชะงัก “ทำไมครับ?”
“มัน… มันอันตราย!”
“ผมต้องเข้าไปใกล้กว่านี้” มันพูดอย่างมุ่งมั่น “ผมต้องได้ค่าพลังงาน”
มันก้าวเข้าไป… ยืนอยู่หน้าแท่นบูชา… ห่างจากตุ๊กตาไม้แค่ไม่กี่ฟุต
เครื่อง EMF ในมือมัน… ยังคงเงียบ… “ตี๊ด… ตี๊ด…”
“แปลก” เจษขมวดคิ้ว “ไม่มีอะไรเลย… ไม่มีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า… ไม่มีอะไรเลย”
มันดูผิดหวัง
“บางที… มันอาจจะเป็นแค่เรื่อง…”
ทันใดนั้น…
“ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”
เสียงจากเครื่อง EMF… มันไม่ได้ดัง “ตี๊ด” อีกต่อไป… มันกรีดร้อง…
เข็มวัดบนหน้าปัด… มันตีจนสุดสเกล…
“โอ้โห!” เจษตะโกนอย่างดีใจ “นี่ไง! ผมจับได้แล้ว! พลังงานมหาศาล!”
มันกำลังจดจ่ออยู่กับเครื่องมือในมือ… มันไม่ได้มอง…
มันไม่ได้มอง… ตุ๊กตาไม้ที่อยู่ข้างหน้ามัน
“เจษ…” ผมกระซิบ
“เดี๋ยวนะครับคุณกฤต! ผมกำลังอัดเสียง!” มันควักเครื่องอัดเสียงออกมา “พูดสิ! บอกชื่อแกมา! แกคืออะไร!”
มันยื่นเครื่องอัดเสียงไปจ่อหน้าทองเอก
ผมเห็นมัน…
ในแสงสปอตไลต์…
หัวของตุ๊กตาไม้… มันค่อยๆ… เงยขึ้น…
มันไม่ได้หันแบบคราวที่แล้ว… มัน “เงย” ขึ้น… จากที่เคยก้มหน้าเล็กน้อย… จนตอนนี้… มันจ้องตรงมาที่เจษ
“เจษ… ถอยออกมา…” ผมพูด เสียงสั่น… คราวนี้… ผมไม่ได้แกล้ง
เจษยังคงไม่เห็น “เงียบทำไมล่ะ! กลัวเหรอ! ฉันรู้ว่าแกอยู่ที่นี่!”
“คิก…”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น… ไม่ได้ดังในหัวผม… แต่มันดังออกมา… ดังพอที่เครื่องอัดเสียงจะจับได้
“แกหัวเราะเหรอ!” เจษยิ่งตื่นเต้น “พูดสิ!”
“หิว…”
เสียงนั้น… มันไม่ใช่เสียงเด็ก… มันคือเสียงคำรามแหบห้าว… มันดังออกมาจากลำโพเล็กๆ ของเครื่องอัดเสียง…
เจษชะงัก… สีหน้าตื่นเต้นของมันเปลี่ยนเป็น… ความสับสน… และความกลัว
“เมื่อกี้… มันพูดว่าอะไรนะ”
“มันบอกว่า… มันหิว” ผมกระซิบตอบ
เจษค่อยๆ ลดเครื่องมือลง… และเงยหน้าขึ้นสบตากับ… ทองเอก
วินาทีนั้น…
เครื่องมือทุกอย่างในมือของเจษ… ดับพรึบ
ไฟฉายคาดหัวของมัน… ดับ
กล้องวิดีโอ… ดับ
ไฟสปอตไลต์ที่ส่องแท่นบูชา… ดับ
ห้องทั้งห้อง… จมดิ่งสู่ความมืดสนิท…
มืด… จนมองไม่เห็นอะไรเลย
“คุณกฤต!” เสียงเจษตะโกนอย่างตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้น! ไฟดับ!”
ผมไม่ได้ตอบ
ผมได้ยินเสียง…
เสียงไม้… เสียดสีกับกระจก…
เสียง “แกรก” … เหมือนข้อต่อกำลังขยับ
“คุณกฤต! อยู่ไหน!” เจษเริ่มลนลาน “นี่มันไม่ตลกนะ!”
ผมได้ยินเสียงมันวิ่ง… ชนเข้ากับเฟอร์นิเจอร์… “โครม!”
“ช่วยด้วย! ประตูอยู่ไหน!”
แล้วผมก็ได้ยินเสียงนั้น… เสียงที่ผมรอคอย
“ซซซซซซซซซซซซซซซซซซ…”
มันคือเสียง… เสียงเลือดของผม… ที่วาดไว้เป็นวงกลมบนพื้น…
มันกำลัง… “เดือด”
มันกำลังเรืองแสง…
วงกลมเลือดบนพื้น… มันส่องแสงสีแดงจางๆ… เหมือนถ่านไฟที่กำลังคุ…
มันส่องแสงพอให้เห็น…
เห็นร่างสองร่าง…
ร่างของเจษ… ที่กำลังคลานหนีอย่างบ้าคลั่ง…
และร่าง… ที่ยืนอยู่ข้างหลังมัน
มันไม่ใช่ตุ๊กตาไม้อีกต่อไปแล้ว
มันตัวสูง… สูงเกือบเท่าผม… ร่างกายที่เคยทำจากไม้… ตอนนี้มัน “พอง” ขึ้น… มันคือเงามืดที่ขยับได้… มีเพียงดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ สองข้าง… ที่ส่องแสงสีแดงก่ำ
“ไม่… ไม่… จริง…” เจษร้องคราง… มันหันมาเห็น
มันสายไปแล้ว
เงามืดนั้น… มันยก “แขน” ขึ้น… แขนที่ตอนนี้ยาวและแหลมคมเหมือนเคียว…
…แล้วมันก็ฟาดลงมา
เสียงกรีดร้องของเจษ… มันถูกตัดขาด… กลายเป็นเสียง “แค่ก” …
ผมยืนอยู่ในเงามืด… มองดู…
มองดู “อาหาร” มื้อนั้น…
มองดูวิญญาณของไอ้เจษ… ถูกฉีกกระชากออกมา… กลายเป็นไอสีเทา… แล้วถูกดูดเข้าไปในดวงตาสีแดงของอสูรกายตนนั้น
วงกลมเลือด… มันสว่างวาบ… แล้วก็ดับลง
ความมืด… กลับมาอีกครั้ง…
เงียบ…
เงียบจนได้ยินเสียง…
เสียง… “เคี้ยว”
ความมืด…
มันสมบูรณ์แบบ… หนักอึ้ง… และอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
เสียง… “เคี้ยว” … นั่น… มันหยุดแล้ว
ผมยังคงยืนพิงกำแพงในเงามืด… ตัวแข็งทื่อ… ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
มันจบแล้วเหรอ?
ผมไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน… อาจจะหลายนาที… หรือแค่ไม่กี่วินาที
ในความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวนั้น…
…คลิก…
เสียงที่ผมไม่ได้ยินมานาน… เสียงสวิตช์ไฟ
หลอดไฟดวงเล็ก… ไม่ใช่ไฟสปอตไลต์… แต่เป็นโคมไฟตั้งพื้นเก่าๆ ตรงมุมห้อง… มันสว่างขึ้น
แสงสีเหลืองนวล… สาดส่องให้เห็น…
ผมอ้าปากค้าง… แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
กลางห้อง… ตรงวงกลมเลือด…
ไอ้เจษ… หายไปแล้ว
ไม่มีร่างกาย… ไม่มีเลือด… ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ของมัน… ทุกอย่าง… หายไปหมด
และ… “อสูรกาย” ตนนั้น… มันก็หายไปด้วย
สิ่งที่เหลืออยู่… มีเพียงแท่นบูชาที่ตั้งอยู่กลางวงกลมเลือดที่บัดนี้… แห้งสนิท…
และบนแท่นบูชานั้น…
…ทองเอก…
ตุ๊กตาไม้ตัวเดิม… มันนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม
แต่มัน… ไม่เหมือนเดิม
มัน… “สะอาด”
คราบเลือดทั้งหมดที่ผมใช้ป้อนมันมาหลายสัปดาห์… คราบเลือดที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีดำ… มันหายไปหมดแล้ว
เนื้อไม้ของมันดู… ใหม่… ขัดมัน… เหมือนเพิ่งแกะสลักเสร็จเมื่อวาน
ดวงตาที่เป็นเศษแก้วแตกๆ… ตอนนี้มันใสสะอาด… สะท้อนแสงโคมไฟเป็นประกาย…
มันกลับไปเป็น… ตุ๊กตาไม้ธรรมดา… ที่ดูไม่มีพิษมีภัย
“มัน… มันไปไหน” ผมกระซิบกับความมืด
“มันไปแล้ว”
เสียงที่สาม… ดังขึ้นในห้อง
ผมสะดุ้งสุดตัว… หันขวับไปทางต้นเสียง
ตรงมุมห้อง… บนโซฟาหนังราคาแพงของผม…
…ชายชรา…
ชายชราจากร้านค้าในจตุจักร… เขานั่งอยู่ตรงนั้น… นั่งไขว่ห้าง… สบายๆ… เหมือนเขาอยู่ที่นี่มาตลอดเวลา
เขาสวมชุดเดิม… เสื้อเชิ้ตเก่าๆ กางเกงสีเข้ม… และเขากำลังยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่รู้ทัน
“แก… แกเข้ามาได้ยังไง!” ผมตะโกน เสียงสั่น
“ฉันอยู่ที่นี่เสมอแหละ กฤต” เขาพูดเรียบๆ “ฉันแค่รอ… รอให้การ ‘ฟักตัว’ … มันเสร็จสมบูรณ์”
“ฟักตัว?” ผมไม่เข้าใจ “แกพูดเรื่องอะไร! ไอ้เจษ… มัน… มันฆ่าเขา!”
“มันไม่ได้ฆ่า” ชายชราแก้ไขให้ “มัน ‘กิน’ … มันคืออาหารมื้อสุดท้าย… ที่จำเป็น”
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน… เดินช้าๆ มาที่วงกลมเลือด… เขาเดินผ่านมันเข้ามา… เหมือนมันไม่มีอะไร
เขาหยุดอยู่หน้าแท่นบูชา… จ้องมองตุ๊กตาไม้ที่สะอาดเอี่ยม
“สวยงาม” เขากระซิบ “สมบูรณ์แบบ”
“แกทำอะไรกับฉัน!” ผมตะโกน “ไอ้สิ่งที่อยู่ในห้องนี้… มันคืออะไร!”
ชายชราหันมามองผม… ดวงตาที่ขุ่นมัวของเขา… ตอนนี้มันดูเฉียบแหลม
“กุมารทอง… ทองเอก…” เขาพูด พลางลูบหัวตุ๊กตาไม้เบาๆ “มันก็แค่… เปลือก… มันคือ ‘รัง’ … กฤต”
“รัง?”
“รัง… ที่รอการฟักตัว” เขาอธิบายอย่างใจเย็น “มันต้องการอาหาร… เพื่อให้สิ่งที่อยู่ ‘ข้างใน’ … เติบโต”
ผมเริ่มเข้าใจ… ความจริงที่น่าสะพรึงกลัว… มันกำลังก่อตัวขึ้นในหัวผม
“อาหาร?”
“ใช่” ชายชรายิ้ม “มันเริ่มจากของง่ายๆ… นม… สำหรับทารก” “แล้วก็… น้ำหวาน… สำหรับเด็ก” “แล้วมันก็ต้องการสิ่งที่ ‘อุ่น’… เลือด… เพื่อสร้าง ‘กาย’ “
เขาชี้มาที่ผม…
“เลือดของมึง… มันอ่อนแอ… มันจาง… มันให้ได้แค่พลัง” “มันต้องการ ‘วิญญาณ’… เพื่อสร้าง ‘ชีวิต’ “
ผมทรุดตัวลงกับพื้น… ขาผมไม่มีแรง
“ไอ้เจษ…”
“เขาคือเครื่องสังเวยสุดท้าย” ชายชราพยักหน้า “วิญญาณที่เต็มไปด้วย ‘ความอยากรู้’… มันคือส่วนผสมที่ดีที่สุด… ตอนนี้… การฟักตัวจบแล้ว”
“มัน… มันไปไหนแล้ว” ผมถามเสียงสั่น
“มันถูก ‘เก็บเกี่ยว’ ไปแล้ว” ชายชราพูด “ไปยังที่ที่มันควรอยู่”
ความหวัง…
ความหวังเล็กๆ ที่น่าสมเพช… มันจุดประกายขึ้นในใจผม
“ถ้างั้น… มันก็จบแล้วใช่ไหม” ผมมองเขาอย่างมีความหวัง “มันไปแล้ว… ฉัน… ฉันเป็นอิสระแล้วใช่ไหม?”
ชายชรา… เขาหัวเราะออกมา
เป็นเสียงหัวเราะที่แหบแห้ง… เหมือนใบไม้แห้งเสียดสีกัน…
“อิสระเหรอ? กฤต… โถ… เด็กน้อย”
เขามองผมด้วยสายตาที่… สมเพช
“การ ‘ชำระเงิน’ … มันเพิ่งจะเสร็จสิ้น” เขาพูด “ตอนนี้… มันถึงเวลา ‘รับของ’ “
“รับของอะไร!”
“มึงเป็น ‘เจ้าบ้าน’ ที่ดีมาก กฤต” เขายิ้ม “มึงเลี้ยงมัน… มึงปกป้องมัน… มึงฆ่าคนเพื่อมัน… มึงคือ… พ่อ… ที่สมบูรณ์แบบ”
“มึง… ไม่ได้เป็นอิสระ”
ชายชราเดินเข้ามาหาผม… ย่อตัวลง… จนใบหน้าที่เหี่ยวย่นของเขา… อยู่ห่างจากหน้าผมไม่กี่นิ้ว
ผมได้กลิ่น… กลิ่นธูป… กลิ่นเดียวกับในร้านวันนั้น
“มึงคือ… ‘รางวัล’ “
“ไม่…” ผมส่ายหน้า
“งานของข้าจบแล้ว” เขาพูด “ข้าเลี้ยงดู ‘รัง’ มาหลายสิบปี… รอคอยคนอย่างมึง… คนที่ ‘หิวโหย’ พอ… ที่จะรับช่วงต่อ”
“ไม่… กูไม่ทำ… กูไม่เอา…”
“มึงไม่มีสิทธิ์เลือก”
เขายื่นมือที่เหี่ยวย่น… มาแตะที่หน้าผากของผม
มันไม่ร้อน… มันไม่เย็น…
มัน… ว่างเปล่า…
ผมรู้สึกถึงมัน…
ความเจ็บปวด… ความหิวโหย… ความอ่อนล้า… ร่างกายที่เหมือนซากศพของผม…
มัน… หายไป
ความแข็งแรง… มันไหลกลับเข้ามาในร่างผม…
ผมก้มมองมือตัวเอง… แผลเป็น… รอยกรีด…
มัน… จางลง… จางลง… จนหายไป…
ผิวที่ซีดเซียว… กลับมามีสีเลือดฝาด
ผม… กลับมาเป็นปกติ…
“กู… กูกลับมาแล้ว” ผมพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ
“ใช่” ชายชราพยักหน้า “วิญญาณของมึง… มันถูก ‘ล้าง’ จนสะอาดแล้ว… มันว่างเปล่า… พร้อมสำหรับ… ‘งานใหม่’ “
ผมมองเขาอย่างหวาดกลัว “งานอะไร”
ชายชราไม่ตอบ เขายิ้ม… หันหลังกลับไป… หยิบตุ๊กตาไม้ “ทองเอก” ที่สะอาดเอี่ยมขึ้นมาจากแท่นบูชา
เขาอุ้มมันไว้ในมือ…
“ร้าน… ต้องมีคนเฝ้า”
เขาพูดแค่นั้น… แล้วเขาก็เดิน…
เดินตรง… เข้าไปในเงามืดมุมห้อง… และ… หายไป…
เหมือนเขาไม่เคยอยู่ที่นั่น
ผมถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว… ในห้องเพนต์เฮาส์ที่เงียบสงัด…
ผมลุกขึ้นยืน…
ผมรู้สึกแข็งแรง… แข็งแรงกว่าที่เคยเป็น…
ผมเดินไปที่กระจกบานใหญ่… มองดูเงาสะท้อนของตัวเอง
“กฤต”… คนเดิมกลับมาแล้ว… ร่างกายที่สมบูรณ์…
ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของตัวเอง
…และผมก็กรีดร้อง…
เพราะในนั้น… มันไม่มีอะไรเลย
ว่างเปล่า…
มืดสนิท…
ดวงตาของผม… มันคือดวงตาของชายชราคนนั้น…
ผม… ไม่ใช่กฤตอีกต่อไปแล้ว
ผมคือ… “คนเฝ้าร้าน”
…
(เสียงบรรยายเปลี่ยนเป็น… บุคคลที่สาม)
ณ มุมที่อับที่สุดของตลาดนัดจตุจักร…
ร้านขายของเก่าที่ไม่มีป้ายชื่อ… ที่เคยปิดตายมานานหลายสัปดาห์… ตอนนี้… ประตูของมันแง้มเปิดออกเล็กน้อย
กลิ่นธูปจางๆ ลอยออกมา…
เด็กหนุ่มคนหนึ่ง… หน้าตาสดใส… ถือกล้องวิดีโอขนาดเล็ก… เดินเข้ามาอย่างลังเล
“ฮัลโหล?” เขาร้องทัก “มีใครอยู่ไหมครับ?”
เขาคือยูทูบเบอร์หน้าใหม่… ที่กำลังตามหา “คอนเทนต์” … ตามหา “ของจริง”
“ผม… ผมได้ยินมาว่า… ที่นี่มีของ…”
“เธอมาถูกที่แล้ว”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืด
ร่างหนึ่ง… ก้าวออกมาจากเงา
เขาคือชายหนุ่มหน้าตาดี… ดูแข็งแรง… เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม… และเขากำลังยิ้ม
รอยยิ้มที่อบอุ่น… แต่ดวงตาของเขา… มันว่างเปล่า
“ผมชื่อกฤต” เขาพูด “ยินดีต้อนรับ”
ยูทูบเบอร์หนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก “โอ้… สวัสดีครับ! ผมนึกว่า… เอ่อ… ผมกำลังมองหา… อะไรที่มัน… ‘แรงๆ’ หน่อยน่ะครับ”
กฤต… หรือสิ่งที่เคยเป็นกฤต… ยิ้มกว้างขึ้น
“ฉันมีของที่เหมาะกับเธอพอดี”
เขาผายมือ… ไปยังชั้นวางของที่มืดสลัว
บนชั้นนั้น… มีตุ๊กตาไม้ตัวหนึ่งนั่งอยู่…
มันดูใหม่เอี่ยม… ขัดมัน…
และมันกำลังยิ้ม…
ยูทูบเบอร์หนุ่มยกกล้องขึ้น… ซูมเข้าไปที่ใบหน้าของตุ๊กตาตัวนั้น…
“สวยจังครับ… ตัวนี้ชื่ออะไรเหรอครับ?”
ในช่องมองภาพของกล้อง…
หัวของตุ๊กตาไม้ตัวนั้น…
มันค่อยๆ… หัน…
หันจากชั้นวาง… มาจ้องมองตรง…
…เข้ามาในเลนส์…