NỢ MÁU TRẢ BẰNG NƯỚC MẮT (หนี้แค้นน้ำตาแม่)

เสียงเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะฉีกกระชากท้องฟ้าในคืนนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฉันเสมอ มันเป็นเสียงที่เตือนให้ระลึกถึงความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกในกระดูก ลมพายุพัดแรงจนเม็ดฝนที่เย็นเฉียบปะทะเข้ากับผิวหนังจนรู้สึกแสบร้อนไปหมด ในอ้อมแขนของฉันมีเพียงห่อผ้าผืนบางที่เปียกชุ่ม ภายในนั้นคือเด็กทารกตัวแดงๆ ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน ลูกชายของฉันที่ส่งเสียงร้องไห้จ้าแข่งกับเสียงพายุราวกับจะถามว่าทำไมโลกใบนี้ถึงใจร้ายกับเรานัก ฉันล้มลงบนพื้นถนนคอนกรีตที่เย็นจัดหน้าประตูรั้วเหล็กดัดบานยักษ์ของตระกูลจิรวงศ์ ประตูบานนั้นที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง แต่ในคืนนั้นมันกลับกลายเป็นกำแพงที่กั้นระหว่างความเป็นและความตาย

ฉันมองลอดซี่กรงเหล็กเข้าไป เห็นแสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟระย้าในห้องโถงใหญ่ เห็นเงาร่างของผู้ชายที่ฉันเคยเรียกว่าสามี ยืนหันหลังให้ฉันอยู่ข้างๆ แม่ของเขา ผู้หญิงที่เพิ่งจะโยนกระเป๋าเสื้อผ้าขาดๆ ของฉันออกมาพ้นรั้วบ้าน พร้อมกับตราหน้าว่าฉันเป็นผู้หญิงแพศยาที่คบชู้สู่ชาย ทั้งที่ความจริงทั้งหมดถูกจัดฉากขึ้นอย่างเลือดเย็น ฉันตะโกนเรียกชื่อเขาจนเสียงแหบพร่า ธนิต ช่วยลูกด้วย ลูกหนาวเหลือเกิน แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงปิดม่านที่ดังพึ่บลงมาอย่างไม่ใยดี แสงไฟในบ้านดับลงทิ้งให้ฉันและลูกจมอยู่กับความมืดมิดและสายฝนที่ไม่มีทีท่าจะหยุดหย่อน ในวันนั้น ฉันสาบานกับตัวเองด้วยลมหายใจที่เหลือเพียงน้อยนิดว่า หากฉันและลูกรอดชีวิตไปได้ ฉันจะกลับมา ฉันจะไม่กลับมาเพื่อขอความเมตตา แต่จะกลับมาเพื่อทวงคืนทุกหยาดน้ำตาและทุกหยดเลือดที่พวกเขารีดเค้นไปจากเรา

สิบปีผ่านไป…

เสียงรองเท้าส้นเข็มสีดำสนิทกระทบกับพื้นหินอ่อนของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ ดังเป็นจังหวะที่มั่นคงและหนักแน่น ฉันเดินผ่านโถงทางเดินที่มีกระจกบานใหญ่สะท้อนภาพผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันแทบจะจำไม่ได้ ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต ใบหน้าที่เคยซีดเซียวซูบผอมถูกเติมแต่งด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บัดนี้กลับนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ชุดเดรสสีแดงเพลิงที่ฉันสวมใส่ดูโดดเด่นและทรงพลัง ราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างที่ขวางหน้า ข้างกายของฉันคือเด็กชายในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้ม ท่าทางสง่างามและสุขุมเกินวัย ตะวัน ลูกชายของฉัน เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่แก้วตาดวงใจ แต่เขาคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันยังมีชีวิตอยู่เพื่อรอวันนี้

แม่ครับ… ตะวันเรียกเสียงเบาพลางเอื้อมมือมากุมมือฉันไว้ มือของเขายังคงอบอุ่นเหมือนวันนั้น วันที่เขามอบไออุ่นให้ฉันท่ามกลางลมหนาว ผมพร้อมแล้วครับ เราเข้าไปกันเถอะ ฉันบีบมือลูกเบาๆ เป็นเชิงตอบรับ วันนี้คือวันครบรอบ 40 ปีของอาณาจักรจิรวงศ์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุด แต่วันนี้มันเป็นเพียงปราสาททรายที่กำลังจะพังทลายลงเพราะหนี้สินมหาศาล พวกเขาต้องการเงินทุนก้อนโตเพื่อพยุงลมหายใจสุดท้าย และกองทุนวีแคปปิตอลจากต่างประเทศที่ฉันบริหารอยู่ คือความหวังเดียวของพวกเขา พวกเขาเชิญ ตัวแทน จากกองทุนมาในคืนนี้ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวแทน คนนั้นคือผีร้ายจากอดีตที่พวกเขาสั่งฆ่าให้ตายไปแล้วในคืนฝนตก

เมื่อประตูห้องจัดเลี้ยงเปิดออก แสงไฟสปอร์ตไลท์สาดส่องมาที่ฉัน ทุกสายตาในห้องหันมามองด้วยความชื่นชมและสงสัย กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเสียงชนแก้วแชมเปญดังระงมไปทั่ว ฉันกวาดสายตาไปรอบห้องจนกระทั่งสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่ง… ธนิต เขายืนอยู่ตรงนั้น ในชุดสูทที่ดูภูมิฐานแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและกังวล ข้างกายเขาคือรัญญา ผู้หญิงที่เคยแย่งชิงทุกอย่างไปจากฉัน เธอยังคงดูเย่อหยิ่งและประดับไปด้วยเครื่องเพชรระยิบระยับที่ได้มาจากการเหยียบย่ำหัวใจของคนอื่น และที่ขาดไม่ได้คือคุณหญิงดารณี แม่สามีผู้สูงศักดิ์ที่กำลังยิ้มแย้มต้อนรับแขกเหรื่ออย่างจอมปลอม

ฉันก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาช้าๆ แต่ละก้าวคือความทรงจำที่ขมขื่นที่ถูกเหยียบลงไปใต้ฝ่าเท้า เมื่อฉันหยุดอยู่ตรงหน้าครอบครัวจิรวงศ์ บรรยากาศรอบข้างคล้ายจะหยุดหมุน ธนิตจ้องมองฉันด้วยความรู้สึกที่สับสน เขาดูเหมือนจะจำได้แต่ก็ไม่แน่ใจ สายตาของเขาเลื่อนไปมองตะวัน เด็กชายที่ยืนอยู่ข้างฉันที่มีเค้าโครงใบหน้าถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน ความเงียบปกคลุมเราอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่ฉันจะเป็นฝ่ายคลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่เป็นรอยยิ้มของพรานที่กำลังมองเหยื่อที่ติดกับดัก

สวัสดีค่ะ คุณธนิต คุณหญิงดารณี และคุณรัญญา ฉันแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เย็นเฉียบ ดิฉัน นลินิน ตัวแทนจากวีแคปปิตอลค่ะ หวังว่าคงไม่ได้มาสายเกินไปนะคะ ชื่อนั้นทำให้คุณหญิงดารณีถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างกายของนางสั่นเทิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยายามบังคับสีหน้าให้เป็นปกติ นลินินงั้นเหรอ ชื่อโหลจริงๆ ใครๆ ก็ชื่อนี้ได้ นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่ดวงตากลับจับจ้องที่ฉันอย่างไม่วางตา ราวกับพยายามจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่สวยงามนี้ ส่วนรัญญา เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สัญชาตญาณของผู้หญิงบางอย่างกำลังตะโกนบอกเธอว่า ภัยร้ายกำลังมาเยือนถึงถิ่น

การเจรจาในคืนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่มันคือการเปิดฉากสงครามที่ไม่มีเสียงปืน ฉันปล่อยให้พวกเขานำเสนอโครงการที่ใกล้ตายของพวกเขาด้วยความอดทน ฟังคำโกหกพกลมเกี่ยวกับผลกำไรที่ไม่มีอยู่จริง ธนิตพยายามทำตัวเป็นผู้บริหารที่เก่งกาจต่อหน้าฉัน แต่ทุกครั้งที่เขาสบตากับฉัน เขาจะหลบตาลงเสมอ ความละอายใจหรือความกลัวกันแน่ที่ทำให้เขาไม่กล้าสู้หน้าฉัน ฉันเฝ้ามองดูความพินาศของพวกเขาที่พยายามปกปิดเอาไว้ด้วยความเวทนา เงินจำนวนมหาศาลที่พวกเขาต้องการเพื่อกู้ชื่อเสียงคืนมา มันช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับชีวิตที่ฉันต้องสูญเสียไปตลอดสิบปีที่ผ่านมา

ก่อนจะจบการสนทนาในรอบแรก ฉันจงใจหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับที่มุมปาก ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมีรอยปักเล็กๆ ที่มุมเป็นรูปดอกมะลิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันเคยทำให้ธนิตในวันเกิดปีสุดท้ายก่อนจะถูกไล่ออกจากบ้าน ฉันเห็นเขาจ้องมองมันด้วยแววตาที่สั่นระริก ความทรงจำเก่าๆ คงเริ่มผุดพรายขึ้นมาเหมือนพิษที่ค่อยๆ ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ฉันลุกขึ้นยืนพลางบอกว่า เรื่องรายละเอียดสัญญา เราค่อยคุยกันต่อในวันพรุ่งนี้ที่บริษัทนะคะ วันนี้ฉันอยากให้พวกคุณสนุกกับงานเลี้ยงให้เต็มที่… เพราะมันอาจจะเป็นงานเลี้ยงครั้งสุดท้ายที่พวกคุณได้จัดในฐานะเจ้าของบ้านหลังนี้

ฉันเดินออกมาจากวงล้อมของพวกเขา ทิ้งความกดดันและความสงสัยเอาไว้เบื้องหลัง ตะวันจูงมือฉันแน่นขึ้นขณะที่เราเดินออกไปยังระเบียงที่เงียบสงบ ลมกลางคืนพัดมาอ่อนๆ แต่ในใจของฉันกลับร้อนรุ่มไปด้วยไฟแค้นที่รอการสะสาง ฉันมองลงไปที่ถนนเบื้องล่าง เห็นแสงไฟจากรถยนต์วิ่งสวนกันไปมาเหมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเมืองนี้ 10 ปีที่แล้วฉันเคยเป็นเพียงฝุ่นละอองที่ถูกลมพัดปลิวหายไปในความมืด แต่คืนนี้ฉันคือพายุลูกใหญ่ที่พร้อมจะพัดถล่มทุกอย่างที่ขวางหน้า และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หนี้เลือดต้องล้างด้วยน้ำตา และหนี้ชีวิตต้องชดใช้ด้วยความพินาศย่อยยับที่ไม่มีวันหวนคืน

[Word Count: 1,320]

เช้าวันต่อมา แสงแดดรำไรลอดผ่านม่านพรีทสีครีมในห้องสวีทสุดหรูของโรงแรมห้าดาว ฉันลืมตาขึ้นพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่ยังไม่จางหายไป ภาพเหตุการณ์ในงานเลี้ยงเมื่อคืนยังวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำไม่จบสิ้น ความตกใจในดวงตาของธนิต ความหวาดระแวงของรัญญา และความโอหังที่เริ่มสั่นคลอนของคุณหญิงดารณี ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฉันคาดการณ์ไว้ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับยังสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อคิดถึงสายตาที่ธนิตมองมาที่ตะวัน มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ความโหยหา และความสับสนที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนจากผู้ชายคนนี้

แม่ครับ… เสียงเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นปลุกฉันออกจากภวังค์ ตะวันเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดอาหารเช้าที่มีกาแฟร้อนๆ และขนมปังปิ้ง กลิ่นหอมของกาแฟช่วยให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงบ้าง วันนี้แม่ต้องไปที่บริษัทนั้นใช่ไหมครับ ตะวันถามพลางขยับเนคไทของตัวเองให้ตรง เขาอยู่ในชุดสุภาพที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ฉันลุกขึ้นนั่งแล้วดึงลูกชายเข้ามากอด ความอบอุ่นจากตัวเขาคือเกราะกำบังชั้นดีที่ปกป้องฉันจากความโหดร้ายของโลกภายนอก ใช่จ้ะ วันนี้เราจะไปดูว่า ปราสาทที่สร้างบนกองเลือดและน้ำตาของพวกเรา มันผุพังไปถึงไหนแล้ว ตะวันพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาฉลาดเกินกว่าที่เด็กวัยสิบขวบควรจะเป็น เขาไม่ได้ถามซ้ำซากถึงพ่อ แต่เขาพร่ำบอกเสมอว่า เขาจะอยู่ข้างแม่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

เมื่อรถลีมูซีนสีดำสนิทเลี้ยวเข้าสู่ตึกสำนักงานใหญ่ของเครือจิรวงศ์กรุ๊ป ฉันมองเห็นความหรูหราที่เริ่มจะโรยรา ตึกสูงตระหง่านกลางเมืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง บัดนี้ดูหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด พนักงานหลายคนยืนออกันอยู่ที่โถงด้านหน้าเพื่อรอต้อนรับ ตัวแทนจากกองทุนยักษ์ใหญ่ ที่จะมาชี้เป็นชี้ตายบริษัทของพวกเขา ฉันก้าวลงจากรถด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมปกปิดแววตาที่จ้องเขม็งราวกับเสือที่กำลังก้าวเข้าสู่ถิ่นของศัตรู ทุกฝีก้าวที่เดินผ่านโถงทางเดินที่เคยถูกสั่งห้ามเข้า บัดนี้ทุกคนต่างพากันก้มหัวให้ฉันด้วยความยำเกรง

ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสูงสุดถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี ธนิตนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในฐานะประธานบริหาร แต่ท่าทางของเขาดูขาดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด คุณหญิงดารณีนั่งอยู่ข้างๆ ในชุดผ้าไหมราคาแพงที่พยายามข่มขวัญผู้มาเยือน ส่วนรัญญานั่งอยู่อีกด้าน เธอจ้องมองฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความริษยาและหวาดระแวง ทันทีที่ฉันก้าวเข้าไปในห้อง ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ

เชิญนั่งครับคุณนลินิน ธนิตกล่าวเสียงเรียบ แต่ฉันสังเกตเห็นมือของเขาที่วางบนโต๊ะกำลังสั่นเทาเล็กน้อย ฉันไม่ได้นั่งลงในทันที แต่เดินไปรอบๆ ห้องประชุม มองภาพเขียนราคาแพงที่ประดับบนฝาผนัง และมองออกไปนอกกระจกที่เห็นทัศนียภาพของเมืองหลวง ห้องทำงานนี้กว้างขวางดีนะคะคุณธนิต เหมาะสำหรับคนที่มีอำนาจ… หรือคนที่กำลังพยายามจะรักษาอำนาจที่เหลืออยู่ ฉันพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับเขา

การนำเสนอข้อมูลของบริษัทเริ่มขึ้น ธนิตพยายามอธิบายถึงโครงการคอนโดมิเนียมหรูที่กำลังติดขัดเรื่องกระแสเงินสด เขาพูดถึงตัวเลขกำไรที่คาดการณ์ไว้อย่างสวยหรู แต่ฉันกลับวางเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดัง ปัง! จนทุกคนสะดุ้ง ตัวเลขพวกนี้มันเป็นแค่ความฝันค่ะคุณธนิต สิ่งที่ฉันต้องการคือ ความจริง ฉันรู้ดีว่าบริษัทของคุณมีหนี้เน่าสะสมอยู่เท่าไหร่ และฉันก็รู้ด้วยว่า มีการยักยอกเงินผ่านบัญชีบริษัทลูกที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ฉันเหลือบมองรัญญาที่หน้าถอดสีในทันที เธอเริ่มขยับตัวอย่างกระวนกระวาย

คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ! รัญญาโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงแหลมสูง เราทำธุรกิจอย่างโปร่งใสมาตลอด อย่ามากล่าวหาลอยๆ นะ ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้รัญญาถึงกับต้องชะงัก คุณรัญญาคะ ข้อมูลที่ฉันมีในมือนั้น ไม่เคยลอยมาจากอากาศหรอกค่ะ ทุกบาททุกสตางค์ที่มีคนดึงออกไปจากบัญชีของจิรวงศ์กรุ๊ป ฉันมีหลักฐานครบถ้วน และถ้าคุณยังยืนกรานว่าโปร่งใส ดิฉันอาจจะต้องส่งเรื่องนี้ให้ฝ่ายตรวจสอบของรัฐช่วยยืนยันอีกแรงดีไหมคะ?

นลินิน… คุณหญิงดารณีแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้น่าเกรงขาม อย่าลืมว่าเราเชิญคุณมาในฐานะผู้ร่วมลงทุน ไม่ใช่คนที่จะมาจับผิดกัน เราต้องการคนมาช่วยบริหาร ไม่ใช่คนที่จะมาทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเรา ฉันหันไปสบตากับหญิงชราที่เคยสั่งให้คนใช้ลากฉันออกจากบ้านในคืนฝนตกนั้น ชื่อเสียงเหรอคะคุณหญิง? ในโลกของธุรกิจ ชื่อเสียงมันกินไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าข้างในมันเน่าเฟะจนส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วแบบนี้ อีกอย่าง… ดิฉันมาที่นี่เพื่อ ปกป้อง การลงทุนของวีแคปปิตอล ไม่ได้มาเพื่อรักษาหน้าตาให้ใคร

บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดจนถึงขีดสุด ธนิตพยายามไกล่เกลี่ย แต่คำพูดของเขากลับดูเบาหวิวและไร้น้ำหนัก เขาจ้องมองฉันเหมือนพยายามจะขุดลึกลงไปในความจำว่า ผู้หญิงที่เก่งกาจและดุดันตรงหน้านี้ คือ นลิน ผู้หญิงอ่อนแอที่เขาเคยทิ้งไปจริงๆ หรือเปล่า ในจังหวะที่การเจรจากำลังมาถึงทางตัน ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออกช้าๆ ตะวันเดินเข้ามาพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ เขาเดินตรงมาหาฉันแล้วส่งมันให้

ขอโทษที่รบกวนครับแม่ แต่มีรายงานด่วนจากทีมวิเคราะห์ที่สิงคโปร์ส่งมาครับ ตะวันพูดด้วยภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วและชัดเจน ทุกสายตาในห้องประชุมหันไปมองเด็กชายตัวน้อยคนนั้นด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะธนิต เขาดูราวกับถูกมนต์สะกด แววตาที่เขามองตะวันมันเต็มไปด้วยความสงสัยที่ท่วมท้น เด็กคนนี้… ลูกชายคุณเหรอครับ? ธนิตถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

ใช่ค่ะ ลูกชายดิฉันเอง ชื่อตะวัน ฉันตอบพลางลูบหัวลูกชายอย่างรักใคร่ ธนิตจ้องมองตะวันไม่วางตา ราวกับกำลังมองดูตัวเองในวัยเด็ก ความคล้ายคลึงระหว่างเขากับตะวันนั้นมันชัดเจนจนไม่มีใครปฏิเสธได้ แม้แต่คุณหญิงดารณีเองก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป มือที่ถือแก้วน้ำของนางเริ่มสั่นจนน้ำในแก้วกระฉอกออกมา รัญญาเห็นท่าไม่ดี เธอรีบพูดยัดเยียดความโกรธใส่ฉันทันที นี่มันเรื่องงานนะ ไม่ใช่ที่ที่จะพาเด็กมาวิ่งเล่น คุณนลินินทำตัวไม่เป็นมืออาชีพเลยนะคะ

มืออาชีพหรือไม่ ไม่ได้วัดกันที่การพาลูกมาทำงานหรอกค่ะคุณรัญญา แต่วัดกันที่ความสามารถในการแก้ปัญหาต่างหาก ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาธนิตช้าๆ ก้มหน้าลงไปใกล้เขาจนได้กลิ่นน้ำหอมเดิมๆ ที่ฉันเคยจำได้ดี วันนี้ดิฉันเห็นข้อมูลเบื้องต้นแล้ว และมันแย่กว่าที่คิดไว้มาก ถ้าพวกคุณต้องการเงินลงทุนจากเรา คุณต้องทำตามเงื่อนไขของฉันทุกข้อ… ข้อแรก คือการเปิดบัญชีทั้งหมดให้ทีมตรวจสอบของฉันเข้าถึงได้โดยไม่มีข้อยกเว้น และข้อที่สอง…

ฉันเว้นวรรคชั่วครู่ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของธนิตที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความกลัวและความสับสน ดิฉันต้องการย้ายเข้ามาทำงานที่ตึกนี้ ในห้องทำงานที่ว่างอยู่ถัดจากคุณ เพื่อควบคุมการบริหารอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ธนิตอ้าปากค้างเหมือนจะแย้งแต่ก็พูดไม่ออก ส่วนคุณหญิงดารณีแทบจะเป็นลมล้มพับไปกับเก้าอี้ รัญญาโวยวายออกมาอย่างเสียสติ แต่มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว เพราะในโลกของธุรกิจ ใครที่มีเงินคือผู้กำหนดกติกา

ฉันจูงมือตะวันเดินออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้คนตระกูลจิรวงศ์จมอยู่กับความวุ่นวายที่เพิ่งเริ่มต้น เมื่อเดินออกมาพ้นประตูบริษัท ลมเย็นๆ จากภายนอกพัดมากระทบหน้า ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความโกรธแค้นที่ยังคุกรุ่นอยู่ในใจ แม่ครับ… เมื่อกี้คุณลุงคนนั้นเขามองผมแปลกๆ ตะวันถามขึ้นขณะที่เรากำลังเดินไปที่รถ ฉันหยุดเดินแล้วย่อตัวลงให้เท่ากับความสูงของลูก จับไหล่เขาทั้งสองข้างไว้แน่น ไม่มีอะไรหรอกจ้ะตะวัน เขาแค่กำลังมองดู สิ่งที่เขาสูญเสียไป และจะไม่มีวันได้กลับคืนมา

เย็นวันนั้น ฉันได้รับสายจากเบอร์แปลก เมื่อกดรับ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น นลิน… นั่นเธอใช่ไหม? เป็นเสียงของธนิตที่สั่นรัวเหมือนคนใจจะขาด ฉันนิ่งเงียบไม่ตอบรับอะไร ปล่อยให้ความเงียบทำงานของมัน นลิน พี่ขอโทษ พี่ไม่เคยรู้เลยว่าเธอต้องเผชิญกับอะไรบ้างตลอดสิบปีที่ผ่านมา เด็กคนนั้น… เขาคือลูกของพี่ใช่ไหม? ฉันยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม คุณจำผิดคนแล้วค่ะคุณธนิต นลินที่ผู้น่าสงสารคนนั้น เธอตายไปแล้วในกองขยะหน้าบ้านคุณเมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้มีเพียงนลินิน คนที่จะมาทวงคืนทุกอย่างจากคุณเท่านั้น อย่าโทรมาเบอร์นี้อีก ถ้าไม่อยากให้ดีลธุรกิจของเราจบลงเร็วกว่าที่คิด

ฉันวางสายทิ้งไปทันที ความรู้สึกสะใจเพียงชั่วครู่วาบขึ้นในใจ แต่มันกลับไม่ทำให้ความเจ็บปวดในอดีตลดน้อยลงเลย ฉันเดินไปที่ระเบียงมองดูท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด เมฆฝนเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งเหมือนในคืนนั้น คืนที่ฉันถูกไล่ออกจากบ้านหลังนี้ ความแค้นของฉันมันยังไม่ได้ครึ่งของความเจ็บที่ลูกชายของฉันต้องเกิดมาโดยไม่มีพ่อ แต่มันเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น… พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปนั่งในบริษัทของเขา จะเข้าไปแทรกซึมในชีวิตของพวกเขา และจะค่อยๆ ดึงรากเหง้าความเน่าเฟะของตระกูลนี้ออกมาให้ชาวโลกได้เห็น ความตายมันง่ายไปสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำกับฉัน พวกเขาต้องอยู่เพื่อดูความล่มสลายของตัวเองอย่างช้าๆ นั่นต่างหากคือการล้างแค้นที่แท้จริง

ฉันกลับเข้าห้องไปหาตะวันที่หลับปุ๋ยไปแล้วด้วยความเพลีย ลูบหัวเขาเบาๆ ด้วยความรักสุดหัวใจ ลูกรัก… แม่จะทำให้พวกเขารู้ว่า การทิ้งเพชรล้ำค่าอย่างลูกไปในกองโคลน มันคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา นิทราคืนนี้ของฉันไม่ได้เต็มไปด้วยฝันร้ายเหมือนเมื่อก่อน แต่มันกลับเต็มไปด้วยแผนการที่ซับซ้อนและเชือดเฉือนกว่าเดิม สงครามประสาทครั้งนี้ ฉันไม่มีวันแพ้ เพราะฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว นอกจากความแค้นที่สั่งสมมานับพันวัน

[Word Count: 2,450]

วันแรกของการก้าวเข้าทำงานในฐานะผู้ตรวจสอบและที่ปรึกษาอาวุโสที่จิรวงศ์กรุ๊ปเริ่มต้นด้วยความเงียบเชียบที่น่าอึดอัด ฉันเดินผ่านโถงทางเดินที่คุ้นเคย ทุกมุมของตึกนี้มีความทรงจำที่ขมขื่นซ่อนอยู่ ตรงหัวมุมนั้นคือที่ที่ฉันเคยถูกรัญญาจงใจเดินชนจนตกบันไดตอนที่ฉันกำลังท้องแก่ ตรงประตูห้องน้ำนั้นคือที่ที่พนักงานคนอื่นๆ เคยยืนจับกลุ่มนินทาว่าฉันเป็นผู้หญิงหิวเงินที่หวังจะเกาะตระกูลคนรวย วันนี้ฉันเดินผ่านจุดเหล่านั้นด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้น ลบภาพผู้หญิงที่เคยร้องไห้ขี้มูกโป่งออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงนลินินที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงในรองเท้าส้นสูงราคาแพงที่ทุกฝีก้าวเหมือนการเหยียบย่ำลงบนความภาคภูมิใจของพวกจิรวงศ์

ห้องทำงานของฉันถูกจัดไว้อยู่ติดกับห้องของธนิตตามคำขอ มันเป็นห้องผนังกระจกที่สามารถมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวในห้องทำงานของเขาได้ ฉันเห็นเขานั่งกุมขมับอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเขื่อง เขาดูแก่ลงไปมากในเวลาเพียงไม่กี่วัน ความกดดันจากหนี้สินและความสงสัยที่กัดกินใจเรื่องตะวันคงทำให้เขานอนไม่หลับ ฉันจงใจสั่งให้ทีมงานของฉันรื้อแฟ้มบัญชีย้อนหลังสิบปีออกมาทั้งหมด กองเอกสารพวกนั้นคือหลักฐานชั้นดีที่จะลากไส้ความเน่าเฟะของรัญญาออกมาทีละนิด

แม่ครับ ผมขอไปเดินดูแถวห้องสมุดของบริษัทได้ไหมครับ ตะวันถามขึ้นขณะที่เขากำลังนั่งอ่านรายงานสรุปยอดขายในห้องทำงานของฉัน ฉันลูบหัวเขาเบาๆ ได้สิจ้ะ แต่อย่าไปไหนไกลนะลูก ถ้าใครมาทักหรือถามอะไร ให้ตอบตามที่แม่สอนไว้นะ ตะวันพยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับสมุดจดเล่มเล็ก เขาไม่ใช่เด็กที่จะไปวิ่งเล่นซุกซน แต่เขาคือ “หูตา” ของฉันในที่ที่ฉันเข้าไม่ถึง

เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงโวยวายก็ดังมาจากทางห้องโถงด้านนอก ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปดู เห็นคุณหญิงดารณีกำลังยืนประจันหน้ากับตะวันข้างๆ ชั้นวางหนังสือประวัติของตระกูล นางมีท่าทางฮึดฮัดและชี้นิ้วใส่เด็กชายตัวน้อยที่ยืนนิ่งสงบ เด็กคนนี้เป็นใคร! ทำไมถึงมาเดินเพ่นพ่านในที่ส่วนตัวของตระกูลฉัน! นางตะคอกเสียงดังจนพนักงานคนอื่นๆ เริ่มหันมามอง ตะวันไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว เขาโค้งคำนับอย่างมีมารยาทตามแบบที่ฉันเคารพเคี่ยวเข็ญมาตลอด

ขอโทษครับคุณย่า ผมเป็นลูกชายของคุณนลินินครับ ผมแค่อยากมาศึกษาประวัติของบริษัทที่แม่ผมกำลังจะเข้ามาช่วยเหลือ ตะวันพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความฉลาด คำว่า “คุณย่า” ทำให้คุณหญิงดารณีถึงกับหน้าถอดสี นางถอยหลังไปก้าวหนึ่งราวกับถูกตบหน้า ใครสั่งใครสอนให้แกเรียกฉันแบบนั้น! ฉันไม่ใช่ย่าของแก! ตระกูลจิรวงศ์ไม่มีหลานชั้นต่ำแบบนี้!

ฉันเดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนทันที ดึงตะวันมาไว้ข้างหลังแล้วจ้องมองหญิงชราด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ ขอโทษนะคะคุณหญิง ถ้าคำเรียกขานของเด็กมันทำให้คุณรำคาญใจ ดิฉันต้องขออภัยด้วย แต่ดิฉันสอนลูกเสมอว่าให้เคารพผู้ใหญ่ที่มี เมตตา แต่ดูเหมือนว่าลูกชายของฉันจะเข้าใจผิดไปนิดหน่อยที่คิดว่าคุณหญิงจะมีสิ่งนั้น ฉันยิ้มอย่างเยือกเย็น ตะวันลูก ไปรอแม่ที่ห้องเถอะครับ

หลังจากตะวันเดินออกไป คุณหญิงดารณีก็หันมาเล่นงานฉันต่อ นลิน! แกต้องการอะไรกันแน่! แกกลับมาที่นี่เพื่อจะแบล็คเมล์ลูกชายฉันใช่ไหม แกเอาเด็กคนนั้นมาเพื่อจะอ้างสิทธิ์ในสมบัติของจิรวงศ์ใช่ไหม! ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้สึกขนลุก สมบัติเหรอคะ? คุณหญิงพูดเหมือนว่าบริษัทของคุณยังมีสมบัติเหลืออยู่พอยังงั้นแหละ ตอนนี้จิรวงศ์กรุ๊ปก็เหมือนถังที่รั่วจนไม่มีน้ำเหลือแล้ว สิ่งเดียวที่ฉันต้องการไม่ใช่สมบัติของคุณ แต่คือ ความยุติธรรม ที่ฉันไม่เคยได้รับเมื่อสิบปีก่อนต่างหาก

ในขณะที่เรากำลังปะทะอารมณ์กัน ธนิตก็เดินออกมาจากห้องทำงาน เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูก เขาพยายามจะเข้ามาห้ามแม่ของเขา แม่ครับ พอเถอะครับ นี่คือที่ทำงานนะ นลินินเขามาทำงานให้เรานะแม่ ธนิตพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน แต่คุณหญิงดารณีไม่ฟัง นางหันไปตวาดลูกชาย แกก็อีกคน! โดนมันเป่าหูเข้าหน่อยก็อ่อนระทวย แกจำไม่ได้เหรอว่ามันทำอะไรไว้กับตระกูลเราเมื่อสิบปีก่อน!

ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะคุณหญิง คนที่ทำคือ รัญญา ต่างหาก ฉันพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น จนทั้งคู่หันมามองฉันเป็นตาเดียว รัญญา เพื่อนรักที่คุณหญิงเลือกมาให้ลูกชาย เป็นคนจัดฉากทุกอย่าง เป็นคนส่งข้อความปลอม เป็นคนจ้างคนมาสวมรอยเป็นชู้ของฉัน และเป็นคนที่คุณหญิงร่วมมือด้วยเพื่อขับไล่ฉันออกไปในคืนที่ฝนตกหนักที่สุด ทั้งที่ฉันกำลังจะคลอดลูกชายของจิรวงศ์ออกมา!

ธนิตหน้าซีดเผือด เขาหันไปมองแม่ของเขาด้วยความสงสัย แม่… ที่นลินพูด มันจริงไหม? คุณหญิงดารณีหลบตาและแสร้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน แกจะไปเชื่อคำพูดนังผู้หญิงแพศยานี่ทำไม! มันก็แค่แต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อทำลายครอบครัวเรา ธนิตนิ่งไป เขาดูเหมือนคนที่เป็นอัมพาตทางความคิด ความจริงเริ่มผุดพรายขึ้นในใจเขาเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังไว้นานสิบปีและกำลังเริ่มแตกยอด

ในช่วงบ่ายของการทำงาน ฉันเรียกประชุมฝ่ายการเงินและฝ่ายจัดซื้อทั้งหมด รัญญานั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ในห้องประชุม เธอพยายามแสดงอำนาจด้วยการสั่งพนักงานคนนั้นคนนี้ แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าตอนนี้อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ใคร ดิฉันตรวจพบความผิดปกติในการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างของโครงการพรีเมียร์เฮาส์ ฉันเริ่มเปิดประเด็นพลางวางเอกสารเปรียบเทียบราคาลงบนโต๊ะ มีการสั่งซื้อวัสดุจากบริษัท ‘อาร์วาย เทรดดิ้ง’ ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดถึง 40% และจากการตรวจสอบพบว่าบริษัทนี้มีชื่อของผู้ถือหุ้นใหญ่คือ… คุณรัญญา จิรวงศ์

เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องประชุม รัญญาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย มันเป็นการจัดซื้อแบบเร่งด่วน! ราคามันก็ต้องสูงกว่าปกติอยู่แล้ว! และฉันก็ไม่ได้ยักยอกเงินอะไรทั้งนั้น! เธอตะโกนก้อง แต่ฉันไม่สะทกสะท้าน เร่งด่วนมาห้าปีติดต่อกันเนี่ยนะจ้ะรัญญา? ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย เงินส่วนต่างที่คุณดึงออกไปรวมๆ แล้วเกือบสามร้อยล้านบาท นั่นคือเหตุผลที่ทำให้โครงการนี้ขาดสภาพคล่องจนต้องมาขอกู้เงินจากกองทุนของดิฉัน ดิฉันขอประกาศตรงนี้ว่า วีแคปปิตอลจะเข้ามาระงับการจ่ายเงินทั้งหมดให้บริษัทอาร์วาย เทรดดิ้ง ทันที และเราจะทำการฟ้องร้องเรียกเงินคืนทุกบาททุกสตางค์

รัญญาลุกขึ้นตบโต๊ะดังปัง! แกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้! ฉันเป็นเมียของเจ้าของที่นี่นะ! ฉันไม่ได้เป็นแค่ลูกจ้างเหมือนแก! ฉันมองเธอด้วยความสมเพช เมียเหรอ? ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะธนิตยังไม่เคยหย่าขาดจากฉันในทางนิตินัย คุณก็เป็นได้แค่ “คนอาศัย” เท่านั้นแหละรัญญา คำพูดนั้นเหมือนระเบิดที่ลงกลางห้องประชุม ทุกคนนิ่งอึ้งไปหมด ธนิตที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงกับหยุดกะทันหัน ใช่… เมื่อสิบปีก่อนในความเร่งรีบและความเกลียดชัง พวกเขาขับไล่ฉันไปโดยลืมเรื่องเอกสารสำคัญไปหมดสิ้น และฉันก็ไม่เคยเซ็นใบหย่าให้เขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

รัญญากรี๊ดออกมาอย่างคุมสติไม่อยู่ เธอพุ่งเข้าใส่ฉันหวังจะทำร้าย แต่ทีมรักษาความปลอดภัยของฉันขวางไว้ได้ทัน ธนิตรีบเข้ามาลากตัวรัญญาออกไปจากห้องประชุม ทิ้งให้ฉันยืนอยู่อย่างผู้ชนะท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของพนักงานทุกคน ฉันหันไปมองตะวันที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ เขาพยักหน้าให้ฉันเล็กน้อย เป็นอันรู้กันว่าแผนขั้นแรกของเราสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เย็นวันนั้น ฉันเดินออกไปยังลานจอดรถด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายลงบ้าง แต่แล้วธนิตก็เดินตามฉันออกมา เขาดูรนรานและต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง นลิน… พี่ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม แค่ห้านาที ฉันหยุดเดินแต่ไม่หันไปมอง มีอะไรก็พูดมาค่ะ ดิฉันมีเวลาไม่มาก เรื่องเด็กคนนั้น… ตะวัน… เขาคือลูกของพี่จริงๆ ใช่ไหม นลิน พี่รู้ พี่จำแววตาเขาได้ พี่จำสร้อยข้อมือที่เขาใส่ได้ มันคือของขวัญที่ย่าของพี่ให้เธอไว้ก่อนท่านจะเสีย

ฉันหันกลับมาประจันหน้ากับเขาช้าๆ แววตาของฉันไม่มีความรักเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว มีเพียงความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บกว่าคืนฝนตกสิบปีก่อน ใช่ค่ะ เขาคือลูกชายของฉัน แต่เขาไม่ใช่ลูกชายของคุณ คุณไม่มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าพ่อ หลังจากที่คุณยืนมองดูแม่ของเขาถูกลากออกไปพ้นบ้านในคืนนั้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ พ่อที่ปล่อยให้ลูกตัวเองต้องเกือบตายด้วยปอดบวมในเพิงพักขยะ… พ่อแบบนั้นไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะคุณธนิต สำหรับตะวัน พ่อของเขาตายไปนานแล้ว

นลิน… พี่เสียใจ พี่โง่เอง พี่โดนหลอก พี่จะชดเชยให้ทุกอย่าง พี่จะหย่ากับรัญญา… เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ชดเชยเหรอคะ? สิบปีของความลำบาก สิบปีของน้ำตา และอนาคตที่เกือบจะสูญสิ้นไป คุณจะชดเชยด้วยอะไร? เงินเหรอ? หรือแค่คำขอโทษราคาถูก? ฉันขยับเข้าไปใกล้เขาจนเขาต้องถอยหลัง คุณไม่ต้องทำอะไรหรอกค่ะ แค่นั่งดูความล่มสลายของสิ่งที่คุณรักที่สุด… ตระกูลจิรวงศ์… นั่นคือสิ่งเดียวที่คุณควรทำ เพื่อชดใช้ให้กับเราสองแม่ลูก

ฉันเดินขึ้นรถไปโดยไม่หันกลับไปมองเขาอีกเลย ในกระจกมองหลังฉันเห็นเขายืนทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กที่เสียของรักไป ความแค้นที่ถูกสั่งสมมาสิบปีเริ่มได้รับการปลอบประโลม แต่นี่เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของจุดเริ่มต้นเท่านั้น พรุ่งนี้สงครามจะเข้มข้นยิ่งกว่านี้ รัญญาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และคุณหญิงดารณีจะทำทุกทางเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลไว้ แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่า ฉันได้วางระเบิดเวลาไว้ใต้ฐานรากของอาณาจักรนี้เรียบร้อยแล้ว และมันกำลังจะระเบิดในไม่ช้า

[Word Count: 2,510] → Kết thúc Hồi 1

ความวุ่นวายภายในคฤหาสน์จิรวงศ์หลังจากการปรากฏตัวของฉันในห้องประชุมนั้นรุนแรงยิ่งกว่าพายุลูกไหนๆ ที่เคยพัดผ่านบ้านหลังนี้ เสียงกรีดร้องของรัญญาดังก้องไปทั่วห้องโถงกว้างขวางที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจจอมปลอม ฉันยืนมองดูความพินาศของความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นบนคำลวงผ่านหน้าจอแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดในบ้านที่ฉันเคยแอบติดตั้งไว้ผ่านทีมงานรักษาความปลอดภัยของฉันเอง รัญญากำลังกวาดข้าวของบนโต๊ะเครื่องแป้งลงพื้นด้วยความบ้าคลั่ง น้ำตาแห่งความโกรธแค้นอาบสองแก้มที่เคยตกแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ส่วนคุณหญิงดารณีนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหลุยส์ ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับคนตาย นางคงไม่เคยคิดว่าหมากที่นางเคยเขี่ยทิ้งอย่างฉันจะย้อนกลับมาเดินเกมเพื่อรุกฆาตนางถึงในบ้าน

แกต้องทำอะไรสักอย่างนะธนิต! รัญญาแผดเสียงใส่สามีที่ยืนนิ่งเป็นใบ้อยู่กลางห้อง นังนลินมันกำลังจะฮุบทุกอย่าง มันบอกว่ามันยังไม่ได้หย่ากับแก หมายความว่าฉันเป็นเมียน้อยงั้นเหรอ! ฉันยอมไม่ได้นะ! ธนิตเงยหน้ามองรัญญาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความจริงที่ฉันทิ้งไว้ในห้องประชุมวันนั้นมันเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบทำลายกำแพงความเชื่อของเขาจนหมดสิ้น เขาเริ่มมองเห็นใบหน้าของรัญญาที่ปราศจากหน้ากากแห่งความดีงาม เห็นความโลภและความริษยาที่ซ่อนอยู่ข้างใน และที่สำคัญที่สุด เขาเห็นภาพสะท้อนของความขลาดเขลาของตัวเองที่ยอมเชื่อคำลวงของคนรอบข้างจนทำลายชีวิตของผู้หญิงที่รักเขาที่สุดและลูกในไส้ของตัวเอง

ในขณะที่พายุในคฤหาสน์กำลังโหมกระหน่ำ ฉันและตะวันกลับนั่งทานมื้อค่ำกันอย่างเงียบสงบในร้านอาหารเล็กๆ ที่เราเคยมาบ่อยๆ สมัยที่เรายังลำบาก ที่นี่ไม่มีแอร์เย็นฉ่ำ ไม่มีพนักงานคอยบริการระดับห้าดาว มีเพียงเสียงพัดลมตัวเก่าที่หมุนเสียงดังและกลิ่นหอมของกับข้าวฝีมือแม่ค้าที่คุ้นเคย ตะวันมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แม่ครับ… ถ้าวันหนึ่งพวกเขามาขอโทษแม่ แม่จะให้อภัยไหมครับ? คำถามของลูกชายทำให้ฉันชะงักช้อนที่กำลังจะตักข้าวเข้าปาก ฉันวางช้อนลงแล้วมองสบตาลูกชายอย่างตรงไปตรงมา ตะวันลูก… ความให้อภัยมีไว้สำหรับคนที่สำนึกผิดและพร้อมจะแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดไป แต่สำหรับคนที่ทำลายชีวิตคนอื่นเพียงเพื่อความต้องการของตัวเอง และยังคงพยายามทำลายต่อไปเมื่อได้รับโอกาส คนแบบนั้นไม่สมควรได้รับความให้อภัยจากเรา

แต่ลูกไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ แม่ไม่ได้ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะความแค้นอย่างเดียว ฉันเอื้อมมือไปกุมมือลูกชายไว้แน่น แม่ทำเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ลูก เพื่อให้โลกได้รับรู้ว่าลูกมีตัวตน และมีสิทธิ์ในทุกสิ่งที่พวกเขาพยายามจะพรากจากไป ตะวันพยักหน้าเบาๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ฉันรู้ว่าในใจของเด็กคนนี้มีความซับซ้อนเกินกว่าเด็กทั่วไปเขาเข้าใจความเจ็บปวดของฉัน และเขาก็พร้อมที่จะยืนเคียงข้างฉันในสงครามครั้งนี้ สงครามที่ฉันเป็นคนเริ่ม และฉันจะเป็นคนจบมันเอง

วันรุ่งขึ้น ฉันเข้าไปที่บริษัทแต่เช้าตรู่เพื่อเริ่มดำเนินการขั้นต่อไป แผนการของฉันไม่ใช่แค่การทวงเงินคืน แต่มันคือการ “ล้างไส้” ตระกูลจิรวงศ์ให้หมดสิ้น ฉันสั่งให้ฝ่ายกฎหมายของกองทุนออกคำสั่งระงับการโอนทรัพย์สินส่วนตัวของธนิตและรัญญาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของบริษัททันที นี่คือสิทธิ์ของฉันในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และในฐานะตัวแทนผู้ลงทุนที่มีอำนาจเต็มในการควบคุมความเสี่ยง เมื่อรัญญาได้รับแจ้งเรื่องนี้ เธอพุ่งตรงมาที่ห้องทำงานของฉันทันทีโดยไม่ฟังคำทัดทานจากเลขานุการหน้าห้อง

นังนลิน! แกมันจะมากเกินไปแล้วนะ! รัญญาตะโกนลั่นพลางตบโต๊ะทำงานของฉัน แกเอาสิทธิ์อะไรมาสั่งระงับบัญชีส่วนตัวของฉัน! นั่นมันเงินของฉัน! ฉันเงยหน้าจากเอกสารช้าๆ แล้วพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ เงินของคุณเหรอคะรัญญา? หรือเงินที่ยักยอกจากบริษัทไปซุกซ่อนไว้ในชื่อของบริษัทนอมินีที่คุณถือหุ้นอยู่? ฉันมีหลักฐานเส้นทางการเงินทั้งหมดแล้วนะคะ ตั้งแต่วันแรกที่คุณเริ่มโอนเงินออกไปจนถึงวันนี้ ถ้าคุณยังไม่หยุดโวยวาย ฉันจะส่งหลักฐานพวกนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทันที แล้วตอนนั้นอย่าว่าแต่บัญชีธนาคารเลย แม้แต่ที่ซุกหัวนอนในเรือนจำคุณก็อาจจะเลือกไม่ได้

รัญญาตัวสั่นด้วยความโกรธจนเห็นเส้นเลือดที่คอ แกคิดว่าแกชนะแล้วงั้นเหรอ? แกคิดว่าธนิตจะกลับไปหาแกงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ! เขาเกลียดแกจนเข้าไส้ เขาไม่มีวันรักผู้หญิงที่กลับมาเพื่อทำลายเขาแบบแกหรอก! ฉันหัวเราะออกมาอย่างขบขัน คุณเข้าใจผิดไปใหญ่แล้วรัญญา ฉันไม่ได้ต้องการให้ธนิตกลับมารักฉัน ความรักของเขามันไม่มีค่าอะไรสำหรับฉันอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ฉันต้องการคือเห็นคุณและเขาสูญเสียทุกอย่าง เหมือนที่ฉันเคยสูญเสียไป และที่สำคัญ… ฉันอยากเห็นคุณคลานเข้ามากราบเท้าฉันเพื่อขอเศษเงินไปเลี้ยงชีวิตที่เหลืออยู่นั่นต่างหาก

ความสะใจเล็กๆ วาบขึ้นในใจเมื่อเห็นรัญญาหน้าซีดเผือดและเดินถอยหลังออกไปจากห้อง เธอรู้ดีว่าคำขู่ของฉันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในโลกของธุรกิจที่การแข่งขันสูงลิบแบบนี้ ความลับที่ถูกเปิดเผยเพียงนิดเดียวก็สามารถพังทลายอาณาจักรได้ทั้งอาณาจักร และตอนนี้ฉันกุมความลับทั้งหมดของพวกจิรวงศ์ไว้ในมือเพียงคนเดียว หลังจากรัญญาออกไปไม่นาน ธนิตก็เดินเข้ามาในห้อง เขาไม่ได้โวยวายเหมือนรัญญา แต่กลับมีท่าทางซึมเศร้าและดูรันทดจนน่าสงสาร ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อน ฉันคงรีบเข้าไปกอดปลอบเขา แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกรำคาญใจที่ต้องเห็นใบหน้าแบบนี้

นลิน… พี่ขอคุยเรื่องตะวันหน่อยได้ไหม ธนิตพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เขาพยายามจะเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของฉันแต่ฉันยกมือห้ามไว้ มีอะไรก็พูดตรงนั้นค่ะคุณธนิต ฉันย้ำคำเรียกขานที่ห่างเหิน พี่… พี่อยากพาตะวันไปกินข้าว อยากลองทำหน้าที่พ่อดูบ้าง พี่รู้ว่ามันสายไปมาก แต่พี่อยากจะขอโอกาสสักครั้ง ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นรถยนต์ที่สัญจรอยู่เบื้องล่าง โอกาสเหรอคะ? ตอนที่ตะวันป่วยหนักจนเกือบตายเพราะไม่มีเงินรักษา คุณไปอยู่ที่ไหน? ตอนที่ตะวันถามถึงพ่อแล้วฉันต้องบอกเขาว่าพ่อเขาตายไปแล้ว คุณไปทำอะไรอยู่?

คุณไม่ได้อยากทำหน้าที่พ่อหรอกค่ะคุณธนิต คุณแค่รู้สึกผิด และคุณอยากจะทำเพื่อ ลด ความรู้สึกผิดในใจตัวเองเท่านั้น ตะวันไม่ใช่เครื่องมือที่จะมาช่วยทำความสะอาดมโนธรรมที่สกปรกของคุณ ถ้าคุณอยากจะช่วยเขาจริงๆ สิ่งเดียวที่คุณควรทำคืออยู่ให้ห่างจากเขา อย่าเอาความอ่อนแอและคำโกหกของคุณไปแปดเปื้อนชีวิตที่ขาวสะอาดของลูกชายฉัน ธนิตก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้นพรม พี่เสียใจนลิน พี่เสียใจจริงๆ พี่จะหย่ากับรัญญาแน่นอน พี่จะจัดการเรื่องเอกสารให้เร็วที่สุด ขอแค่ให้พี่ได้ใกล้ชิดตะวันบ้าง

ฉันหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา การหย่ากับรัญญามันเป็นเรื่องที่คุณควรทำมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาทำเอาตอนนี้เพื่อแลกกับลูก และจำไว้นะคะ… แม้คุณจะหย่ากับเธอแล้ว มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะกลับไปเป็นคนเดิม นลินคนที่ยอมให้คุณทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าตายไปแล้วจริงๆ และคนที่เป็นพ่อของตะวัน ก็คือคนที่ดูแลเขามาตลอดสิบปี… ซึ่งคนคนนั้นไม่ใช่คุณ ฉันพูดจบก็กดปุ่มเรียกเลขานุการให้เข้ามาเชิญเขาออกไป ธนิตเดินคอตกออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของความโศกเศร้าที่ฉันไม่คิดจะแยแส

ในช่วงเย็นของวันนั้น ฉันได้รับรายงานลับจากทีมสืบสวนที่ฉันจ้างให้ติดตามพฤติกรรมของรัญญา ปรากฏว่าเธอไม่ได้อยู่นิ่งๆ อย่างที่ฉันคิด รัญญาแอบไปพบกับ นายชูชัย อดีตพนักงานขับรถของตระกูลจิรวงศ์ที่ถูกไล่ออกไปเมื่อหลายปีก่อน นายชูชัยคนนี้คือคนที่รัญญาเคยจ้างให้มาจัดฉากว่านอนกับฉันในคืนนั้น รัญญากำลังเตรียมการอะไรบางอย่างที่อันตรายกว่าเดิม เธอคงคิดจะกำจัดฉันทิ้งเพื่อปิดปากเรื่องทั้งหมด หรือไม่ก็กำลังพยายามจะทำลายหลักฐานที่ฉันมี ความแค้นของรัญญามันรุนแรงพอๆ กับความโลภ และนั่นคือสิ่งที่ฉันต้องระวังให้มากที่สุด

ฉันรีบโทรศัพท์หาตะวันที่ตอนนี้กำลังเรียนพิเศษอยู่กับครูส่วนตัวที่โรงแรม ตะวันลูก… วันนี้แม่จะให้คนรถไปรับกลับเร็วกว่าปกตินะครับ แล้วลูกห้ามออกไปไหนเด็ดขาดจนกว่าแม่จะไปถึง เข้าใจไหมจ้ะ? ตะวันตอบรับด้วยน้ำเสียงสงบตามปกติ แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความกังวลในเสียงของเขา แม่ครับ… แม่ต้องระวังตัวนะครับ ผมเห็นมีคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ แถวหน้าห้องเราเมื่อตอนบ่าย คำพูดของลูกชายทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ไม่ใช่กลัวตายเพื่อตัวเอง แต่กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายเพราะความแค้นของฉัน

ฉันรีบเก็บของแล้ววิ่งออกจากออฟฟิศทันที ใจของฉันเต้นรัวเหมือนกลองรบ ในหัวมีแต่ภาพของตะวันและความโหดร้ายที่รัญญาเคยทำกับฉัน ถ้าเธอแตะต้องลูกชายของฉันแม้แต่ปลายก้อย ฉันสาบานว่าจะทำให้เธอทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น ฉันขับรถออกไปด้วยความเร็วสูง ฝ่าสายฝนที่เริ่มตกลงมาอีกครั้งเหมือนจะเตือนสติว่า อดีตกำลังจะย้อนกลับมาฉายซ้ำในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิม

เมื่อไปถึงโรงแรม ฉันรีบตรงไปยังห้องพักทันที เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของฉันยืนเฝ้าอยู่อย่างหนาตา ทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมาบ้าง เมื่อเปิดประตูเข้าไปเห็นตะวันนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างปลอดภัย ฉันโผเข้ากอดลูกชายไว้แน่นจนเขาสะดุ้ง แม่ครับ ผมไม่เป็นไรครับ ตะวันลูบหลังฉันเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติ รัญญาคงไม่หยุดง่ายๆ และครั้งนี้เธอคงจะไม่เล่นตามกติกาอีกต่อไป สงครามประสาทที่ฉันวางแผนไว้อาจจะกลายเป็นสงครามที่ต้องแลกด้วยเลือดจริงๆ เสียแล้ว

คืนนั้น ฉันนั่งมองดูตะวันที่หลับไปแล้ว แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงสะท้อนใบหน้าอันสงบเงียบของเขา ฉันหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ฉันเขียนไว้ตลอดสิบปีที่ต่างประเทศออกมาเปิดดู หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและคำสาปแช่งในวันวาน บัดนี้มันถูกเติมเต็มด้วยความจริงที่แสนโหดร้าย ความแค้นมันเหมือนไฟที่ให้ความอบอุ่นในยามหนาว แต่มันก็พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่างหากเราคุมมันไม่อยู่ แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะเดินหน้าต่อไปในเส้นทางสายนี้ เส้นทางที่อาบไปด้วยน้ำตาและหนี้เลือดที่ต้องชำระ

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันกลับไปที่บริษัทด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ฉันสั่งให้ทีมกฎหมายเตรียมฟ้องร้องรัญญาในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งส่งหลักฐานเรื่องการจัดฉากเมื่อสิบปีก่อนให้ทนายความเตรียมรื้อคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการหมิ่นประมาทและทำลายชื่อเสียง ฉันต้องการบีบให้รัญญาจนมุมจนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะยอมแพ้หรือเปิดเผยธาตุแท้ออกมา และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาด รัญญาพยายามเข้าพบคุณหญิงดารณีเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่นางกลับปฏิเสธและสั่งห้ามไม่ให้รัญญาเข้ามาในบ้านอีก จนกว่าเรื่องคดีความจะสิ้นสุด

ตระกูลจิรวงศ์ที่เคยเป็นหนึ่งเดียวกัน บัดนี้แตกแยกกระจายไปคนละทิศละทาง คุณหญิงดารณีพยายามจะรักษาชื่อเสียงด้วยการตัดหางปล่อยวัดรัญญา ธนิตพยายามจะแก้ไขอดีตด้วยการขอโทษที่เปล่าประโยชน์ และรัญญาที่กำลังดิ้นรนเหมือนหนูที่ติดจั่น ฉันเฝ้ามองดูความล่มสลายนี้ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก มันมีความสะใจอยู่ลึกๆ แต่ก็มีความเศร้าสลดใจที่เห็นความละโมบทำลายครอบครัวหนึ่งได้ถึงขนาดนี้

ในขณะที่ฉันกำลังนั่งตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม เลขานุการก็เดินเข้ามาบอกว่ามีพัสดุส่งมาถึงฉัน เมื่อฉันเปิดกล่องออกดู หัวใจของฉันก็แทบหยุดเต้น ภายในกล่องมีตุ๊กตาหมีตัวเก่าของตะวันที่มีรอยคราบโคลนเปื้อนอยู่ และจดหมายสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือที่ขยุกขยิกว่า “นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น ของขวัญจริงๆ กำลังจะตามมา” ฉันมือสั่นจนพัสดุร่วงลงพื้น ตุ๊กตาตัวนี้คือสิ่งที่ตะวันลืมไว้ที่คฤหาสน์จิรวงศ์ในวันที่เขาเข้าไปเดินเล่น รัญญาใช้มันเป็นสื่อกลางในการข่มขวัญฉัน

ฉันรีบเช็กกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ที่ห้องพักของตะวันอีกครั้ง แต่คราวนี้ภาพในจอมีเพียงความว่างเปล่า สัญญาณถูกตัดขาด! ฉันตะโกนเรียกทีมรักษาความปลอดภัยด้วยเสียงที่แทบจะขาดใจ ตะวัน! ลูกแม่! ฉันวิ่งออกจากห้องทำงานโดยไม่สนสายตาใครทั้งสิ้น ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตกำลังกลายเป็นความจริง รัญญากำลังจะพรากสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉันไปอีกครั้ง และครั้งนี้เธออาจจะไม่ปล่อยให้เขามาทวงหนี้แค้นได้เหมือนฉัน

ความแค้นที่เคยหอมหวานบัดนี้กลับกลายเป็นยาพิษที่แผดเผาใจ ฉันขับรถมุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์จิรวงศ์อย่างบ้าคลั่ง ในใจภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย ฉันจะยอมแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง หรือแม้แต่ความแค้นที่สั่งสมมานาน เพื่อให้ได้ลูกกลับคืนมา สงครามที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว และมันคือสงครามที่มีเดิมพันเป็นชีวิตของเด็กชายผู้บริสุทธิ์ คนที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวกับความผิดบาปที่ผู้ใหญ่ก่อไว้แม้แต่นิดเดียว

[Word Count: 3,120]

ฉันเหยียบคันเร่งจนมิด เข็มไมล์กวาดไปจนเกือบสุดทัศนียภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนไปด้วยสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวใจของฉันเต้นรัวแรงยิ่งกว่าเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังทำงานอย่างหนัก ในหัวมีแต่ภาพของตะวัน ภาพลูกน้อยที่กำลังหวาดกลัว ภาพลูกที่อาจจะกำลังร้องเรียกหาแม่ ความเจ็บปวดจากการถูกพรากทุกอย่างไปเมื่อสิบปีก่อนมันยังไม่เท่ากับความกลัวที่กำลังกัดกินใจฉันในตอนนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับตะวัน ฉันจะไม่เพียงแค่ทำลายตระกูลจิรวงศ์ แต่ฉันจะเผาทุกอย่างให้วอดวายไปพร้อมกับลมหายใจของฉันเอง

เมื่อรถพุ่งเข้าสู่เขตคฤหาสน์จิรวงศ์ ฉันเบรกจนล้อลากเสียงดังสนั่น ฉันกระโจนลงจากรถโดยไม่สนว่าน้ำฝนจะทำให้ชุดราคาแพงเปียกปอนเพียงใด ฉันถีบประตูบ้านบานยักษ์เข้าไปอย่างแรงจนเกิดเสียงดังปัง! ทุกคนในบ้านสะดุ้งสุดตัว คุณหญิงดารณีกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ในห้องโถง นางมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่สนมารยาทหรือการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น

รัญญาเอาลูกฉันไปไว้ที่ไหน! ฉันแผดเสียงตะโกนจนสุดเสียง มือของฉันสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นที่ควบคุมไม่ได้ คุณหญิงดารณีวางถ้วยน้ำชาลงอย่างช้าๆ พลางเชิดหน้าขึ้น แกเป็นบ้าอะไรนลิน! มาอาละวาดในบ้านคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง รัญญาเขาจะไปรู้เรื่องลูกแกได้ยังไง ในเมื่อเขาเพิ่งออกไปทำธุระข้างนอกเมื่อกี้นี้เอง

อย่ามาโกหก! ฉันเดินเข้าไปกระชากไหล่หญิงชราจนนางหน้าเสีย รัญญาเอาตุ๊กตาของตะวันมาข่มขู่ฉัน และตอนนี้ลูกชายฉันหายไปจากโรงแรม ถ้าพวกคุณไม่บอกว่ารัญญาอยู่ที่ไหน ฉันจะแจ้งตำรวจให้มาล้อมบ้านหลังนี้ และฉันจะแฉทุกความลับที่พวกคุณซ่อนไว้ให้หมดสิ้น!

ในขณะนั้นเอง ธนิตที่เพิ่งวิ่งลงมาจากชั้นบนก็มีสีหน้าที่ตกใจไม่แพ้กัน นลิน… เกิดอะไรขึ้น ตะวันหายไปงั้นเหรอ? เขาเดินเข้ามาหาฉัน ท่าทางของเขาดูวิตกจนเห็นได้ชัด ฉันหันไปจ้องหน้าเขาด้วยความเกียดชัง ใช่! เมียคนดีของคุณลักพาตัวลูกฉันไป ถ้าตะวันเป็นอะไรไป ฉันจะฆ่าพวกคุณทุกคนด้วยมือของฉันเอง!

ธนิตนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหารรัญญา แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงสัญญาณฝากข้อความที่ดังซ้ำๆ เขาเริ่มลนลานพลางหันไปมองหน้าแม่ของเขา แม่… รัญญาบอกแม่ไหมว่าเขาจะไปที่ไหน คุณหญิงดารณีเริ่มมีสีหน้ากังวล นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตะกุกตะกัก เขา… เขาบอกว่าจะไปจัดการ เรื่องค้างคา ที่บริษัทเก่าแถวชานเมือง ที่ที่แกเคยทำงานนั่นแหละ

บริษัทเก่าแถวชานเมือง… คำพูดนั้นทำให้ฉันชาวาไปทั้งตัว ที่นั่นคือที่ดินร้างที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจจิรวงศ์ และมันยังเป็นที่ที่ใกล้กับสลัมที่ฉันเคยหนีไปซุกหัวนอนในคืนที่ถูกขับไล่ รัญญาตั้งใจจะทำลายตะวันในที่ที่เป็นจุดต่ำสุดของชีวิตฉัน เธอต้องการย้ำเตือนความเจ็บปวดนั้นให้ฉันเห็นกับตา

ฉันไม่รอช้า รีบวิ่งกลับไปที่รถทันที ธนิตวิ่งตามมา พี่จะไปด้วย! พี่รู้จักทางลัดไปที่นั่นดีที่สุด ฉันอยากจะปฏิเสธ แต่เวลาเพียงนาทีเดียวก็มีค่าสำหรับชีวิตลูก ฉันยอมให้เขาขึ้นรถมาด้วย เราพุ่งรถออกไปท่ามกลางพายุที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถนนหนทางมืดมิดและลื่นปรัด แต่ความเร็วของรถไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

ในรถมีความเงียบที่น่าอึดอัด ธนิตเหลือบมองฉันเป็นระยะ นลิน… พี่ขอโทษ พี่ไม่คิดว่ารัญญาจะบ้าคลั่งถึงขนาดนี้ ฉันไม่ตอบอะไร สายตายังคงจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้า ความโกรธของฉันมันพุ่งเกินกว่าจะรับฟังคำแก้ตัวใดๆ ถ้าคุณอยากจะขอโทษจริงๆ ก็ขอภาวนาให้ตะวันปลอดภัยเถอะค่ะ เพราะถ้าเขาเป็นอะไรไป แม้แต่พระเจ้าก็ช่วยคุณไม่ได้

เมื่อเราไปถึงอาคารร้างชานเมือง แสงไฟสลัวๆ จากกองไฟข้างในอาคารทำให้เห็นเงาร่างคนวูบวาบ ฉันกระโดดลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปข้างในทันที ทิ้งให้ธนิตวิ่งตามมาห่างๆ ภายในอาคารเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ ฉันเห็นรัญญายืนอยู่กลางโถงกว้าง ในมือของเธอมีไฟแช็กที่กำลังจุดไฟเผากระดาษบางอย่าง และข้างๆ เธอคือตะวันที่ถูกมัดมือมัดเท้าและปิดปากไว้อยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ

ตะวัน! ฉันตะโกนสุดเสียง ลูกชายของฉันพยายามดิ้นรนเมื่อเห็นแม่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวน้ำตาไหลอาบแก้ม รัญญาหันมามองฉันด้วยรอยยิ้มที่วิปริต มาเร็วกว่าที่คิดนะนลิน ดูสิ… ลูกชายสุดที่รักของแกกำลังจะกลายเป็นขี้เถ้าเหมือนกับอนาคตของแกเมื่อสิบปีก่อนเลย

หยุดนะรัญญา! ธนิตตะโกนพลางหันไปมองเมียปัจจุบันด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา เธอทำแบบนี้ได้ยังไง! ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้! รัญญาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะธนิต! ในเมื่อมันคือหลักฐานที่มีชีวิตว่าแกเคยรักนังนี่! ถ้าไม่มีมัน แกก็จะเป็นของฉันคนเดียว และสมบัติทุกอย่างก็จะตกเป็นของเรา!

รัญญา… คุณมันบ้าไปแล้ว ฉันพูดเสียงสั่น พยายามเดินเข้าไปหาลูกช้าๆ ปล่อยตะวันไปเถอะ คุณอยากได้อะไรฉันจะให้หมดเลย ทั้งเงิน ทั้งตำแหน่ง ทั้งหลักฐานที่ฉันมี ฉันจะทำลายมันทิ้งให้หมด ขอแค่คืนลูกให้ฉัน รัญญาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเบ้ปากอย่างเหยียดหยาม แลกเหรอ? มันสายไปแล้วนลิน ความแค้นของฉันมันมากกว่าเงินที่แกมีเสียอีก ฉันอยากเห็นแกเจ็บปวดเหมือนที่ฉันต้องเจ็บตอนที่เห็นธนิตมองเด็กคนนี้ด้วยสายตาโหยหา!

ทันใดนั้น รัญญาก็โยนไฟแช็กที่ติดไฟอยู่ลงบนกองเศษไม้และน้ำมันที่ราดไว้รอบๆ เก้าอี้ของตะวัน! เปลวไฟพุ่งโชนขึ้นทันทีในพริบตา ตะวันร้องอื้ออึงในลำคอด้วยความตื่นตระหนก ฉันกรีดร้องสุดเสียงแล้วพุ่งเข้าใส่กองไฟโดยไม่คิดชีวิต แต่ธนิตไวกว่า เขากระโจนผ่านเปลวไฟเข้าไปคว้าตัวตะวันเอาไว้ ร่างกายของเขาถูกไฟลามเลียที่แขนและเสื้อผ้า แต่เขาไม่สนใจ เขาใช้กำลังทั้งหมดพยายามแก้มัดให้ลูก

รัญญาเห็นท่าไม่ดี เธอคว้าท่อนไม้ใกล้ๆ พุ่งเข้าหาฉัน เรากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนพื้นฝุ่น ความโกรธแค้นทำให้ฉันมีพละกำลังมหาศาล ฉันกดร่างของรัญญาลงกับพื้นแล้วตบหน้าเธอซ้ำๆ นี่สำหรับการที่แกทำลายชีวิตฉัน! นี่สำหรับการที่แกแตะต้องลูกชายฉัน! รัญญาพยายามจิกหัวและข่วนหน้าฉัน แต่ฉันไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไปแล้ว ในหัวของฉันมีเพียงการปกป้องลูกเท่านั้น

ในจังหวะที่ไฟกำลังลามเลียไปทั่วอาคาร ธนิตอุ้มตะวันออกมาพ้นกองเพลิงได้สำเร็จ เขาพาตะวันไปวางไว้ในที่ปลอดภัยก่อนจะหันมามองฉันที่กำลังตะลุมบอนกับรัญญา ธนิตวิ่งเข้ามาดึงรัญญาออกไป รัญญาหยุดเดี๋ยวนี้! ตำรวจกำลังมาแล้ว! คำว่าตำรวจทำให้รัญญาชะงัก เธอเริ่มส่ายหัวอย่างเสียสติ ไม่… ฉันไม่เข้าคุก ฉันไม่แพ้!

รัญญาสะบัดตัวหลุดจากธนิตแล้ววิ่งเข้าไปในกองไฟที่กำลังโหมกระหน่ำเพื่อหวังจะหาทางออกอีกฝั่ง แต่เพดานไม้เก่าๆ กลับถล่มลงมาปิดทางไว้ เสียงหวีดร้องของเธอดังก้องไปทั่วอาคารก่อนจะหายลับไปในกองเพลิง ฉันทรุดลงกับพื้น มองดูเปลวไฟที่กำลังกลืนกินผู้หญิงที่ทำร้ายฉันมาตลอดชีวิต ความรู้สึกในใจมันไม่ใช่ความสะใจ แต่มันคือความเวทนาที่เหลือล้น ความโลภและความริษยาได้เผาไหม้เธอจนไม่เหลือซาก

ธนิตรีบพาฉันและตะวันออกไปข้างนอกอาคารที่ตอนนี้กำลังถูกไฟท่วมท้น ตะวันโผเข้ากอดฉันร้องไห้จ้า ฉันกอดลูกไว้แน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่เป็นไรแล้วลูก… แม่คนนี้จะไม่มีวันทิ้งลูกไปไหนอีกแล้ว ฉันลูบหัวลูกชายด้วยมือที่สั่นเทา มองดูธนิตที่นั่งหมดแรงอยู่ข้างๆ เสื้อผ้าของเขาไหม้เกรียมและมีรอยแผลพุพองทั่วแขน

ขอบคุณ… ฉันกระซิบเสียงเบา ธนิตเงยหน้ามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา พี่ไม่ได้ทำเพื่อหวังให้เธอยกโทษนลิน พี่ทำเพราะมันคือสิ่งที่พี่ควรทำตั้งแต่สิบปีก่อน พี่เสียใจที่ปล่อยให้เธอต้องเผชิญเรื่องร้ายๆ คนเดียวมาตลอด… จากนี้ไป พี่จะไม่มาวุ่นวายกับชีวิตพวกเธออีก พี่จะไปมอบตัวและรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบริษัทเอง

แสงไฟจากรถตำรวจและรถดับเพลิงเริ่มสว่างวาบมาแต่ไกล ฉันมองดูธนิตที่เดินเข้าไปหาตำรวจอย่างสงบ ทิ้งให้ฉันและตะวันยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาลง ความแค้นที่เคยแผดเผาใจฉันมาสิบปี บัดนี้มันดับมอดลงไปพร้อมกับกองเพลิงเบื้องหน้า การทวงหนี้ของฉันจบลงแล้ว แต่มันจบลงด้วยความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ตะวันเงยหน้ามองฉันพลางปาดน้ำตา แม่ครับ… คุณลุงคนนั้นเขาเป็นคนช่วยผมไว้ใช่ไหมครับ? ฉันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ใช่จ้ะลูก… เขาช่วยลูกไว้ ตะวันมองไปที่แผ่นหลังของธนิตที่กำลังถูกควบคุมตัวไป แววตาของเด็กน้อยมีความซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย บางทีการเรียนรู้ที่จะให้อภัย อาจจะเป็นบทเรียนสุดท้ายที่ฉันต้องสอนลูก และเป็นบทเรียนที่ฉันต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเขาด้วย

[Word Count: 3,250]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube