รอยยิ้มอาฆาตใต้ผืนน้ำ
(ผมชื่อกาณฑ์)
นาฬิกาบนผนังห้องบอกเวลาตีสาม เข็มวินาทีขยับไปอย่างเชื่องช้า แต่เสียงของมันกลับดังเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาทที่กำลังล้าเต็มที
ผมนั่งจ้องโมเดลสถาปัตยกรรมตรงหน้า แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดลงมา ทำให้ผมเห็นรอยกาวที่เลอะออกมานอกขอบเล็กน้อย ผมพยายามข่มตาที่กำลังจะปิดลง ปลายมีดคัตเตอร์ในมือเย็นเฉียบ
ข้างๆ กัน ม่อน เพื่อนร่วมห้องของผม กำลังก้มหน้าก้มตาตัดแผ่นไม้บัลซ่าอย่างระมัดระวัง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมของมัน
“มึงไหวไหม” ผมถาม เสียงแหบพร่า
ม่อนพยักหน้าโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา “เกือบเสร็จแล้ว… เหลือแค่ส่วนหลังคา”
เราอยู่ในสภาพนี้มาสามคืนติดกันแล้ว ห้องพักนักศึกษาปีหนึ่งเล็กๆ ของเราในหอพักชาย กลายสภาพเป็นโรงงานนรกย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยเศษไม้ กระป๋องกาว และกลิ่นสีสเปรย์
นี่คือสัปดาห์สุดท้ายก่อนส่งโปรเจกต์ใหญ่ตัวแรกของคณะสถาปัตย์ฯ แต่ความเหนื่อยล้าจากการอดนอน ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวกเรา
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการรอคอย
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากทางเดินหน้าห้อง หัวใจผมกระตุกวูบ ผมเหลือบมองม่อน เห็นได้ชัดว่ามันก็เกร็งไปทั้งตัว
เสียงฝีเท้านั้น… ผมจำมันได้แม่น
ประตูห้องถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ปรากฏร่างสูงของชายคนหนึ่งยืนย้อนแสงไฟทางเดิน เขาคือ ‘พี่ท็อป’ หรือที่พวกเราปีหนึ่งเรียกเขาว่า ‘พี่ว้าก’ หัวหน้าพี่ระเบียบปีสาม
พี่ท็อปหล่อเหลา คมเข้ม ดวงตาของเขาคมกริบเหมือนเหยี่ยว เขากวาดตามองสภาพห้องที่รกเละเทะ ก่อนจะหยุดสายตาลงบนโมเดลของผมและม่อน
“พวกมึงยังไม่เสร็จอีกเหรอ” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่แฝงไปด้วยความกดดัน
“ใกล้แล้วครับพี่” ผมรีบตอบ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
พี่ท็อปเดินเข้ามาในห้องช้าๆ เขาไม่สนใจโมเดลของผม แต่เดินตรงไปหาม่อน เขาก้มลงมองผลงานที่ม่อนทำมาเกือบเจ็ดสิบสองชั่วโมง
มือนิ่งไปแล้ว มันไม่กล้าขยับคัตเตอร์ต่อ
พี่ท็อปเหยียดยิ้มที่มุมปาก “รู้ไหมว่าจุดที่ห่วยที่สุดของโมเดลตัวนี้คืออะไร”
ม่อนส่ายหน้าช้าๆ
“คือความตั้งใจของคนทำ”
สิ้นเสียงนั้น เท้าของพี่ท็อปก็ฟาดลงบนโมเดลของม่อนอย่างจัง!
เพล้ง!
เสียงไม้บัลซ่าแตกละเอียด โมเดลที่เกือบจะสมบูรณ์พังครืนลงต่อหน้าต่อตาเรา เศษซากของมันกระจัดกระจายไปทั่วพื้นห้อง
ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
ม่อนนิ่งอึ้ง ร่างกายแข็งทื่อ มีเพียงดวงตาที่มองตามซากผลงานของตัวเอง
“กูบอกกี่ครั้งแล้วว่ารอยต่อต้องเนียนกว่านี้!” พี่ท็อปตะคอก “มึงใช้อะไรคิด ทำงานสถาปัตย์ฯ หรืองานประดิษฐ์ส่งครูประถม!”
“ผม… ผมพยายามแล้วครับ” ม่อนพูดเสียงแผ่วเบา
“พยายามเหรอ?” พี่ท็อปหัวเราะในลำคอ “คนอย่างมึงน่ะ มันไม่เคยพยายามพอ มึงมันพวกขี้แพ้ ทำอะไรก็ล้มเหลว”
เขาก้มลงหยิบชิ้นส่วนหลังคาที่หักขึ้นมา บีบมันจนแหลกคามือ แล้วโยนเศษผงนั้นใส่หน้าม่อน
“ของกากๆ แบบนี้ อย่าเอาไปส่งให้เสียชื่อคณะ”
ผมกำหมัดแน่น เลือดในกายฉีดพล่าน ผมอยากจะลุกขึ้นตะโกนใส่หน้าเขา อยากจะบอกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ม่อนตั้งใจกับมันมากแค่ไหน ไม่มีใครรู้ดีเท่าผม
แต่ผมไม่กล้า…
ความกลัวมันจุกอยู่ที่คอหอย ผมเป็นแค่ปีหนึ่ง ผมกลัวพี่ท็อป ผมกลัวระบบ SOTUS ที่นี่
“เก็บกวาดให้เรียบร้อย” พี่ท็อปสั่ง “แล้วพรุ่งนี้ กูไม่อยากเห็นความผิดพลาดแบบนี้อีก จำไว้… ที่นี่ไม่ต้อนรับคนอ่อนแอ”
เขามองมาที่ผมด้วยหางตา “มึงด้วย กาณฑ์ ถ้ายังอยากเรียนจบ อย่าคบเพื่อนขี้แพ้ให้มันดึงมึงลงต่ำ”
พี่ท็อปหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและซากโมเดลที่พังยับเยิน
ผมหันไปหาม่อน มันยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม
“ม่อน… มึง…”
ม่อนค่อยๆ ก้มลงเก็บเศษไม้ทีละชิ้น มือของมันสั่นเทาอย่างรุนแรง
ผมเห็นน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากตาของมัน กระทบลงบนพื้นห้อง
“ไม่เป็นไรนะมึง” ผมพูด พยายามปลอบใจ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ “เดี๋ยว… เดี๋ยวเราช่วยกันทำใหม่ ทันส่งน่า”
ม่อนไม่ตอบ มันแค่เก็บเศษซากเหล่านั้นต่อไปเงียบๆ
คืนนั้น เราไม่ได้นอนกันเลย
…
ระบบ SOTUS (Seniority, Order, Tradition, Unity, Spirit) คือสิ่งที่คณะสถาปัตย์ฯ ที่นี่ภาคภูมิใจนักหนา พวกพี่ปีสามบอกว่ามันคือการ ‘หล่อหลอม’ ให้พวกเราปีหนึ่งแข็งแกร่งขึ้น พร้อมสำหรับโลกการทำงานที่โหดร้าย
แต่สำหรับผม มันคือการ ‘ทำลาย’
การรับน้องไม่ได้มีแค่การร้องเพลงเชียร์ หรือการเข้าฐานกิจกรรมสนุกๆ แต่มันคือการฝึกวินัยที่เข้มงวดจนแทบจะเป็นการฝึกทหาร
เราต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามาวิ่งรอบมหาวิทยาลัย ต้องจำชื่อรุ่นพี่ให้ได้ทุกคน ต้องปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
และแน่นอน ศูนย์กลางของระบบนี้คือ พี่ท็อป
พี่ท็อปคือตำนานของคณะ เขาเก่ง ดีไซน์เฉียบขาด เป็นที่รักของอาจารย์ และเป็นที่หวาดกลัวของรุ่นน้อง เขาเชื่อในระบบ SOTUS อย่างหมดหัวใจ
และไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร… เป้าหมายหลักของเขาคือม่อน
ม่อนเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย มีโลกส่วนตัวสูง มันชอบวาดรูป และฝีมือการวาดเส้นของมันเฉียบขาดจนน่าทึ่ง แต่ในสายตาของพี่ท็อป ความเงียบและความอ่อนไหวของม่อน คือ ‘ความอ่อนแอ’
“ลุกนั่งสามสิบครั้ง ปฏิบัติ!”
เสียงพี่ท็อปดังก้องลานกิจกรรมในบ่ายวันหนึ่งที่แดดร้อนเปรี้ยง
พวกเราปีหนึ่งทั้งหมดกำลังถูกทำโทษฐานที่ “เสียงดัง” ในห้องสมุด ทั้งที่เราแค่กระซิบกัน
เหงื่อไหลท่วมตัว เสื้อช็อปสีเข้มชุ่มโชก
“มึงน่ะ ไอม่อน! ทำไมทำช้า!”
ม่อนที่ร่างกายไม่ได้แข็งแรงนัก เริ่มหมดแรง ขาของมันสั่น
“ผม… ผมไม่ไหวแล้วครับ”
“กูไม่ได้ถามว่ามึงไหวไหม กูสั่งให้มึงทำ!”
ผมพยายามทำช้าลงเพื่อรอจังหวะเดียวกับม่อน แต่ก็ถูกพี่ว้ากคนอื่นตะโกนด่า
มินต์ เพื่อนผู้หญิงในกลุ่มที่กล้าพูดที่สุด ตะโกนขึ้นมา “พี่คะ มันร้อนมาก เดี๋ยวเพื่อนเป็นลมแดดนะคะ”
สายตาเย็นเยียบของพี่ท็อปตวัดไปทางมินต์ “ปากดีเหรอ ปีหนึ่ง หรืออยากโดนด้วย”
มินต์เม้มปากแน่น แต่แววตาไม่ยอมแพ้
“เพราะมีคนแบบพวกมึงไง คณะเราถึงไม่เป็นหนึ่งเดียว!” พี่ท็อปตะคอก “พวกมึงมันเห็นแก่ตัว! ไม่รู้จักคำว่าส่วนรวม!”
พี่ท็อปเดินไปหยุดตรงหน้าม่อนที่ทรุดตัวลงนั่งหอบกับพื้น
“ลุกขึ้น” เขาพูดเสียงเย็น
ม่อนพยายามยันตัวลุก แต่ก็ล้มลงไปอีก
“กูบอกให้ลุกขึ้น!”
“พี่ครับ พอเถอะครับ” ผมรวบรวมความกล้าพูดออกไป “เดี๋อม่อนมันตาย”
พี่ท็อปหันขวับมามองผม “มึงอยากโดนแทนมันเหรอ กาณฑ์”
ผมชะงัก
“จำไว้นะครับน้องๆ” พี่ท็อปพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “โลกความจริงมันโหดร้ายกว่านี้เยอะ ถ้าแค่โดนแดด โดนด่า พวกมึงยังทนไม่ได้ ก็ลาออกไปซะ ไปอยู่บ้านให้แม่มึงป้อนนม”
เขามองม่อนด้วยสายตาสมเพช “โดยเฉพาะมึง ไอม่อน ถ้ามึงยังทำตัวสำออยแบบนี้ มึงไม่มีวันเป็นสถาปนิกที่ดีได้”
เย็นวันนั้น ผมซื้อมันดูดน้ำเกลือแร่ไปให้ม่อนที่ห้อง มันนั่งซึมอยู่ที่โต๊ะเขียนแบบ
“มึงโอเคนะ”
ม่อนพยักหน้า “ขอบใจมึงมากนะกาณฑ์ ที่ช่วยพูดวันนี้”
“กูก็แค่…” ผมพูดไม่ออก “กูก็กลัวมันเหมือนกัน”
“กูเข้าใจ” ม่อนฝืนยิ้ม “กูชินแล้วล่ะมั้ง… ตั้งแต่เด็ก กูโดนแบบนี้ประจำ”
“ทำไมพี่ท็อปต้องเจาะจงมึงด้วยวะ”
ม่อนส่ายหน้า “กูไม่รู้… บางที… กูอาจจะดูอ่อนแอจริงๆ ก็ได้”
“มึงไม่อ่อนแอ มึงแค่ไม่เหมือนคนอื่น” ผมตบไหล่มันเบาๆ
คืนนั้น ผมเห็นม่อนแอบไปนั่งอยู่คนเดียวริม ‘สระต้องห้าม’
สระน้ำแห่งนี้เป็นสระเก่าแก่ที่อยู่ด้านหลังคณะ มันถูกล้อมรั้วไว้และมีป้ายเขียนว่า “ห้ามเข้า” ตัวใหญ่ๆ
ตำนานของมหาวิทยาลัยเล่าว่า หลายสิบปีก่อน มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งถูกแฟนทิ้ง เธอเสียใจมาก เลยมากระโดดน้ำตายที่นี่
นับตั้งแต่นั้นมา ก็มีคนลือกันว่าสระนี้มีอาถรรพ์ ใครที่กำลังเศร้าหรือรู้สึกโดดเดี่ยว ถ้าไปนั่งอยู่ริมสระคนเดียวตอนกลางคืน วิญญาณของนักศึกษาหญิงคนนั้น หรือที่เรียกกันว่า ‘ผีพรายน้ำ’ จะมารับรู้ถึงความเศร้านั้น
และถ้าหากคนๆ นั้น “เศร้า” มากพอ… ผีพรายน้ำจะดึงเขาลงไปอยู่เป็นเพื่อนใต้น้ำ
ผมไม่เคยเชื่อเรื่องผีพวกนี้ แต่การที่ม่อนไปนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ
ผมเห็นมันหยิบสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กๆ ออกมา มันไม่ได้วาดรูปตึกหรือแลนด์สเคปที่มันถนัด แต่มันกำลังวาดอะไรบางอย่าง… ขีดเขียนยุกยิกเหมือนคนกำลังระบายอารมณ์
“ม่อน! มาทำอะไรตรงนี้” ผมตะโกนเรียก
ม่อนสะดุ้งสุดตัว มันรีบปิดสมุดแล้วซ่อนไว้ข้างหลัง ท่าทางมีพิรุธชัดเจน
“เปล่า… แค่มารับลมน่ะ”
“ที่นี่มันยุงเยอะ กลับห้องเหอะมึง” ผมพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ “แล้วนี่มึงวาดอะไรวะ ขอดูกน่อย”
“ไม่มีอะไร” ม่อนรีบปฏิเสธ “งานสเก็ตช์ไร้สาระน่ะ”
มันลุกขึ้นปัดฝุ่นกางเกง แล้วเดินนำผมกลับหอพัก โดยไม่พูดอะไรอีก
ผมมองตามหลังมันไป รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
ไอ้สมุดเล่มนั้น… ม่อนมันซ่อนอะไรไว้กันแน่
…
ความกดดันมาถึงจุดแตกหักในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา
เป็นคืนก่อนวันส่งโปรเจกต์ที่ม่อนโดนทำลายโมเดล คืนนั้นม่อนทำงานอย่างบ้าคลั่ง มันสร้างโมเดลตัวใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ แม้จะไม่สมบูรณ์เท่าตัวเก่า แต่มันก็ทำเสร็จ
เราทุกคนคิดว่าการรับน้องที่โหดร้ายจะจบลงแล้ว เพราะใกล้จะสอบมิดเทอม
แต่เราคิดผิด
ตีหนึ่ง พี่ว้ากกลุ่มของพี่ท็อปบุกมาเคาะประตูห้องพักของปีหนึ่งทุกคน ลากพวกเราในชุดนอนออกไปรวมตัวกันที่ลานกิจกรรม
“วันนี้ พวกมึงทำให้คณะผิดหวัง” พี่ท็อปประกาศก้อง เสียงของเขาเย็นชากว่าทุกครั้ง
“มีคนร้องเรียนเรื่องพวกมึงไปทางคณะ! มีคนปากสว่าง เอาเรื่อง SOTUS ไปฟ้องอาจารย์!”
พวกเรามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใครกันที่ทำ?
“กูไม่สนว่ามันเป็นใคร” พี่ท็อปพูด “แต่เมื่อพวกมึงเลือกที่จะทำลาย ‘ประเพณี’ พวกมึงก็ต้องเจอบทลงโทษของ ‘ประเพณี’!”
“พวกกูจะให้โอกาสพวกมึงพิสูจน์ตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย”
เขาแสยะยิ้ม และสถานที่ที่เขาเลือก… คือ ‘สระต้องห้าม’
พวกเราปีหนึ่งเกือบสามสิบคน ถูกต้อนให้ไปยืนอออยู่ริมสระน้ำที่มืดมิด มีเพียงแสงจากไฟฉายของพวกพี่ว้ากที่ส่องไปมา
“ตำนานผีพรายน้ำน่ะ มันก็แค่เรื่องไร้สาระที่เอาไว้หลอกเด็ก” พี่ท็อปพูด “ที่นี่ไม่มีผี มีแต่ความกลัวในใจพวกมึงเอง”
“บททดสอบสุดท้ายของคืนนี้ คือการพิสูจน์ว่าพวกมึง ‘กล้า’”
“พวกมึงจะต้องดำลงไปใต้น้ำ แตะเสาตอม่อเก่าที่อยู่กลางสระ แล้วขึ้นมา ใครทำได้ ถือว่าผ่านการทดสอบจิตใจ”
ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ สระนี้มืดมาก และน้ำก็นิ่งสนิทจนน่าขนลุก ผมนึกถึงตำนานผีพรายน้ำขึ้นมาจับใจ
“ใครจะเริ่มก่อน” พี่ท็อปถาม ไม่มีใครตอบ
สายตาของเขากวาดมองพวกเราทีละคน… และหยุดลงที่ม่อน
แน่นอน ต้องเป็นมัน
“มึง ไอม่อน” พี่ท็อปชี้หน้า “มึงมันตัวปัญหา มึงมันอ่อนแอที่สุดในรุ่น มึงต้องพิสูจน์ให้เพื่อนมึงเห็น… ว่ามึงไม่ใช่ขยะ”
ม่อนตัวสั่น มันถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“ไม่ครับพี่ ผม… ผมว่ายน้ำไม่แข็ง”
“กูไม่ได้สั่งให้มึงไปว่ายโอลิมปิก! กูสั่งให้มึงดำลงไปแตะเสาแล้วขึ้นมา!”
“อย่าเลยครับพี่” มินต์พยายามพูด “ม่อนมันกลัวน้ำจริงๆ นะคะ”
“หุบปาก!” พี่ท็อปตะคอก “ถ้ามันไม่ทำ พวกมึงทุกคนก็ต้องโดนทำโทษหนักกว่านี้!”
ความกดดันฉายชัดบนใบหน้าของเพื่อนทุกคน ไม่มีใครอยากโดน แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดขืน
ผมกำลังจะก้าวออกไป “พี่ครับ ให้ผม…”
“กูไม่ได้พูดกับมึง กาณฑ์!”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ม่อน
วินาทีนั้นเอง สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้น
ม่อนหยุดสั่น มันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองพี่ท็อป
มันไม่ร้องไห้ ไม่ตัวสั่น ไม่หวาดกลัวอีกต่อไป
ภายใต้แสงไฟฉายที่ส่องแยงตา…
ม่อนยิ้ม
มันเป็นรอยยิ้มที่บางเบาที่สุดที่ผมเคยเห็น รอยยิ้มที่ไม่เหมือนการเยาะเย้ย ไม่เหมือนการยอมแพ้ แต่มันเหมือน… การปลดปล่อย
เหมือนคนที่กำลังจะไปสู่สถานที่ที่ดีกว่า
“ได้ครับ” ม่อนพูดเสียงเรียบ “ผมจะทำ”
มันเดินไปที่ขอบสระ ถอดแว่นตาออกยื่นให้ผม ผมรับมาด้วยมือที่สั่นเทา “ม่อน มึงแน่ใจนะ”
มันไม่ตอบ มันหันไปมองพี่ท็อปเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มนั้นยังคงอยู่ที่มุมปาก
แล้วม่อนก็สูดหายใจเข้าเต็มปอด ก้าวเท้า…
จ๋อม!
ร่างของมันหายวับไปในความมืดมิดของผืนน้ำ
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที
พวกเราทุกคนยืนจ้องมองผิวน้ำที่บัดนี้กลับมานิ่งเรียบอีกครั้ง
หนึ่งนาทีผ่านไป…
พี่ท็อปเริ่มขมวดคิ้ว “ชักช้าจริงวะ”
สามนาทีผ่านไป…
ไม่มีฟองอากาศ ไม่มีสัญญาณใดๆ
มินต์เริ่มพูดเสียงสั่น “พี่… มันนานไปแล้วนะ”
ห้านาที…
“เฮ้ย! ไอม่อน!” พี่ท็อปเริ่มตะโกน “มึงอย่ามาล้อเล่นนะเว้ย! ขึ้นมา!”
ความเงียบคือคำตอบ
เจ็ดนาที…
พี่ว้ากคนอื่นๆ เริ่มหน้าเสีย “พี่ท็อป… เอาไงดีพี่”
“มันแกล้ง!” พี่ท็อปตะโกน แต่ในเสียงนั้นมีความหวาดกลัวเจือปนอยู่ “มันต้องแกล้งแน่ๆ!”
สิบนาที…
“กรี๊ดดดดด!” มินต์กรีดร้องออกมาสุดเสียง “ม่อนจมน้ำ! ช่วยด้วย! มีคนจมน้ำ!”
ความโกลาหลบังเกิด พี่ท็อปหน้าซีดเผือด เขาวิ่งพล่านไปมาริมสระ
“ไอม่อน! มึงขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ! กูสั่งให้มึงขึ้นมา!”
แต่สระน้ำยังคงนิ่งสนิท
คืนนั้น… ม่อนไม่ได้ขึ้นมาอีกเลย
ผมไม่รู้ว่าตัวเองยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน
เสียงกรีดร้องของมินต์ยังคงเสียดแทงแก้วหู สลับกับเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งของพี่ท็อป
“ใครก็ได้! ลงไปช่วยมัน!” พี่ท็อปตะโกนใส่หน้ารุ่นพี่ว้ากคนอื่นๆ แต่ไม่มีใครกล้าขยับ
น้ำในสระมันมืดเกินไป และตำนานผีพรายน้ำที่เขาเพิ่งบอกว่าไร้สาระ ตอนนี้มันได้หยั่งรากลึกลงในใจของทุกคนแล้ว
“พวกมึงยืนบื้อทำไม! โทรศัพท์! โทรหาใครก็ได้! เรียกรถพยาบาล! เรียกกู้ภัย!”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นหลายเครื่องพร้อมกัน แสงไฟฉายส่องสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณ บางคนเริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว
ผมนั่งทรุดลงกับพื้นดินเย็นๆ มือยังกำแว่นตาของม่อนไว้แน่น ขอบพลาสติกแข็งๆ จิกเข้าฝ่ามือจนเจ็บ แต่ผมไม่รู้สึก
ในหัวผมว่างเปล่า มันเหมือนมีเสียง ‘วิ้ง’ ดังค้างอยู่ตลอดเวลา
ผมเห็นภาพม่อนยิ้ม ภาพนั้น… รอยยิ้มที่สงบนิ่งนั่น… มันติดตาผม
ไม่นานนัก เสียงไซเรนก็ดังแหวกความเงียบยามค่ำคืนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แสงไฟสีน้ำเงิน-แดงกะพริบวูบวาบสะท้อนกับใบไม้รอบสระ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยมาถึงก่อน ตามด้วยรถตำรวจและรถพยาบาล
“เกิดอะไรขึ้น!” ตำรวจนายหนึ่งตะโกนถามขณะวิ่งนำมา
“เพื่อน… เพื่อนผมจมน้ำครับ!” หนึ่งในรุ่นพี่ว้ากเป็นคนตอบ
พี่ท็อปที่เมื่อครู่ยังสติแตก ตอนนี้กลับพยายามคุมสติ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินเข้าไปหาตำรวจ
“ผมเป็นรุ่นพี่ที่ดูแลกิจกรรมครับ” เขาเริ่มพูด “พวกเรา… พวกเรามาจัดกิจกรรมกันแถวนี้ แล้ว…”
เขาเหลือบมองพวกเราปีหนึ่งทุกคนแวบหนึ่ง สายตาข่มขู่ชัดเจน
“…แล้วไอม่อน มัน… มันเครียดเรื่องโปรเจกต์ครับ มันบ่นว่าอยากพักผ่อน มันบอกอยากว่ายน้ำให้สบายใจ”
ผมเบิกตากว้าง นี่มันเรื่องโกหก!
“พวกผมพยายามห้ามมันแล้ว บอกว่าสระนี้เขาห้ามลง แต่มันไม่ฟัง มันพูดว่า ‘แป๊บเดียว’ แล้วมันก็กระโดดลงไปเลยครับ… แล้ว… แล้วมันก็ไม่ขึ้นมาอีกเลย”
ตำรวจขมวดคิ้ว “กระโดดลงไปเองเหรอ”
“ครับ! ใช่ครับ!” พี่ท็อปยืนยันเสียงแข็ง “พวกเราเห็นกันหมด ใช่ไหมพวกมึง!”
เขากวาดตามองพวกเรา
เพื่อนปีหนึ่งหลายคนพยักหน้าหงึกๆ ทั้งที่ยังร้องไห้ตัวสั่น
ตำรวจหันมาทางผม อาจเพราะเห็นผมนั่งอยู่ใกล้ที่สุด “เธอน่ะ เห็นเหตุการณ์ไหม”
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสงไฟฉายส่องเข้าตาจนพร่ามัว ผมอ้าปาก… แต่เสียงไม่ออก
‘พูดความจริงสิ กาณฑ์… บอกเขาไปว่าม่อนถูกบังคับ…’
แต่แล้วผมก็สบตากับพี่ท็อปที่ยืนอยู่ด้านหลังตำรวจ เขามองผมเขม็ง ดวงตาเหมือนจะพูดว่า ‘มึงตายแน่’
ความกลัวจุกขึ้นมาที่คอหอยอีกครั้ง
“…ครับ” ผมพยักหน้า “เขา… เขาอยากว่ายน้ำครับ”
คำโกหกหลุดออกจากปากผมไปแล้ว
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในความมืดมิดไม่ต่างจากม่อน
มินต์จ้องผมด้วยสายตาผิดหวัง เธออ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พี่ว้ากผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินมาจับแขนเธอไว้แน่น แล้วส่ายหน้า
“นักประดาน้ำกำลังมา” ตำรวจอีกคนพูดขึ้น “กันพื้นที่ไว้ อย่าให้ใครไม่เกี่ยวข้องเข้ามา”
พวกเราถูกต้อนให้ไปยืนรวมกันอยู่ห่างจากขอบสระ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนน่าสะอิดสะเอียน ทีมกู้ภัยทางน้ำมาถึง พวกเขาสวมชุดประดาน้ำสีดำทะมึน เตรียมอุปกรณ์ไฟส่องสว่างใต้น้ำ
ผมมองร่างของนักประดาน้ำสองคนที่กระโดดลงไปในน้ำ แล้วหายไป…
ผมภาวนา… ภาวนาให้มันไม่จริง ภาวนาให้ม่อนแค่แกล้งดำน้ำไปแอบอยู่ที่ไหนสักแห่ง ภาวนาให้เขาโผล่ขึ้นมาแล้วหัวเราะเยาะพวกเรา
แต่ผมก็รู้… ลึกๆ แล้วผมรู้ว่ามันจบแล้ว
มินต์ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้เงียบๆ ผมอยากเข้าไปปลอบ แต่ขาผมมันหนักอึ้งเหมือนมีหินถ่วง
พี่ท็อปเดินวนไปวนมา เอามือลูบหน้าตัวเองซ้ำๆ เขาดูเหมือนสิงโตที่กำลังติดกับ
หนึ่งชั่วโมง… สองชั่วโมง…
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากดำสนิทเป็นสีน้ำเงินเข้ม อากาศยามเช้ามืดเริ่มเย็นยะเยือก
ทันใดนั้น ผิวน้ำตรงกลางสระก็ไหววูบ นักประดาน้ำคนหนึ่งโผล่ขึ้นมา เขาถอดหน้ากากออก ตะโกนบอกทีมที่อยู่บนฝั่ง
“เจอแล้ว!”
หัวใจผมหยุดเต้น
“เขาติดอยู่ใต้น้ำ! ติดอยู่กับรากไม้ใต้นั้น!”
ทีมกู้ภัยเคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว พวกเขาโยนเชือกลงไป ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างที่ไร้วิญญาณของม่อนก็ถูกดึงขึ้นมาสู่ผิวน้ำ
พวกเขาพาร่างนั้นมาวางบนผ้าใบสีขาวที่ริมสระ
ผม… ผมเห็น
ร่างของม่อนซีดขาว ตัวแข็งทื่อ ผมของเขายุ่งเหยิง เสื้อยืดสีเทาที่เขาใส่เปียกลู่ติดลำตัว
ผมเบือนหน้าหนี ทนดูไม่ไหว น้ำตาที่กลั้นไว้ทะลักออกมา
ผมได้ยินเสียงพี่ท็อปสบถเบาๆ แล้วเขาก็เดินเลี่ยงไปอีกทาง
ทุกอย่างเหมือนภาพสโลว์โมชั่น ตำรวจเดินเข้าไปดูศพ แพทย์ฉุกเฉินเข้ามาตรวจสอบและยืนยันการเสียชีวิต
ผมได้ยินเสียงชัตเตอร์กล้องของตำรวจดังขึ้นเป็นระยะ
ผมควรจะรู้สึกเสียใจ… และผมก็เสียใจจริงๆ แต่มันมีความรู้สึกอื่นปนอยู่ด้วย… ความรู้สึกผิดที่โกหก และความรู้สึก… หวาดกลัว
“ประหลาดมาก”
ผมได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ
เป็นเสียงของนักประดาน้ำคนที่เจอม่อนเป็นคนแรก เขากำลังคุยกับตำรวจที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าทีมสอบสวน
ผมแอบขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด พยายามเงี่ยหูฟังท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้และความโกลาหล
“ประหลาดยังไงครับ” นายตำรวจถาม
นักประดาน้ำถอดหมวกคลุมหัวออก เขาดูมีอายุเล็กน้อย และสีหน้าดูไม่ดีเลย
“ร่างเขาติดอยู่กับรากต้นไม้ใต้น้ำครับ สภาพเหมือนพยายามดิ้น แต่ดิ้นไม่หลุด… น่าจะเป็นตะคริวแล้วก็สำลักน้ำ… แต่ว่า…”
เขาลังเล
“แต่อะไรครับ”
“ตาเขา… ตาเขาเบิกกว้างเลยครับ สารวัตร” นักประดาน้ำพูด เสียงสั่นเล็กน้อย “ปกติคนจมน้ำมักจะหลับตา หรือตาเหลือก… แต่รายนี้… ตาเบิกโพลง”
ผมตัวเย็นวาบ
“และ… และที่แย่ที่สุดคือ…” นักประดาน้ำกลืนน้ำลาย “เขายิ้มอยู่ครับ”
“ยิ้ม?” สารวัตรทวนคำ
“ครับ… ยิ้ม… ไม่ใช่แค่หุบปากไม่สนิทนะ แต่มันคือรอยยิ้มแบบ… เห็นฟันนิดๆ ที่มุมปาก… เหมือน… เหมือนเขากำลังพอใจอะไรสักอย่าง”
นักประดาน้ำส่ายหัว “ผมดำน้ำมาสิบกว่าปี ไม่เคยเจอศพไหนเป็นแบบนี้เลย… มัน… มันน่าขนลุกที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา”
สารวัตรนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “โอเค ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมจะบันทึกไว้ในรายงาน”
ผมยืนตัวแข็งทื่อ
รอยยิ้ม…
ภาพรอยยิ้มอันแสนสงบของม่อนก่อนที่เขาจะกระโดดลงน้ำ… ซ้อนทับกับคำพูดของนักประดาน้ำ…
‘เขายิ้มอยู่ครับ’
นี่มันหมายความว่ายังไง…
คนกำลังจะตาย… คนที่กำลังจมน้ำ… ทำไมถึงยิ้ม?
หรือว่าตำนานผีพรายน้ำนั่น…
‘ใครที่กำลังเศร้าหรือรู้สึกโดดเดี่ยว… ผีพรายน้ำจะดึงเขาลงไปอยู่เป็นเพื่อน’
ม่อน… มันไม่ได้เศร้าเหรอ? หรือว่า… มัน ‘ดีใจ’ ที่จะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนกับผีตนนั้น?
ความคิดบ้าๆ นี้ทำให้ผมขนลุกซู่
เช้าวันนั้นจบลงด้วยการที่พวกเราทุกคนถูกพาไปที่สถานีตำรวจเพื่อให้ปากคำ
แน่นอน เราทุกคนพูดเหมือนกันหมด
เราท่องจำสคริปต์ที่พี่ท็อปสร้างขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
“ม่อนเครียด… ม่อนอยากว่ายน้ำ… ม่อนกระโดดลงไปเอง… มันเป็นอุบัติเหตุ”
ข่าวแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว “นักศึกษาปีหนึ่งสถาปัตย์ฯ มช. เครียดเรื่องเรียน กระโดดสระต้องห้ามฆ่าตัวตาย”
พ่อกับแม่ของม่อนเดินทางมาจากต่างจังหวัด พวกท่านร้องไห้จนแทบขาดใจตอนมารับศพลูกชาย ผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาพวกท่าน
ผมยื่นแว่นตาของม่อนคืนให้แม่ของเขา มือของท่านสั่นเทาขณะรับมันไป
“กาณฑ์… หนูเป็นเพื่อนสนิทของน้องใช่ไหมลูก…” แม่ของม่อนถามผมเสียงเครือ “น้อง… น้องเขาบ่นอะไรให้ฟังบ้างไหมลูก… ทำไม… ทำไมเขาถึงคิดสั้นแบบนี้…”
ผมก้มหน้า น้ำตามันไหลออกมาอีกครั้ง
“เขา… เขาแค่เครียดเรื่องโปรเจกต์ครับ” ผมโกหกคำโตที่สุดในชีวิต
“โถ… ลูกเอ๊ย…”
ผมวิ่งหนีออกมาจากตรงนั้น ผมทนเห็นสายตาของท่านไม่ไหว
คืนนั้น หอพักเงียบสงัดผิดปกติ ไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องที่โรงพัก พี่ท็อปเรียกประชุมด่วนเฉพาะปีหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้น
เราเจอกันที่ลานจอดรถมืดๆ หลังคณะ
สีหน้าของพี่ท็อปซีดเผือด แต่แววตาแข็งกร้าวอย่างน่ากลัว
“ฟังนะ” เขาพูดเสียงกดต่ำ “เรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้… มันคืออุบัติเหตุ ไอม่อนมันฆ่าตัวตายเอง พวกเราพยายามห้ามแล้ว แต่มันไม่ฟัง”
เขามองพวกเราทีละคน
“นี่คือเรื่องจริงเรื่องเดียวเท่านั้นที่พวกมึงต้องจำไว้ ใครก็ตามที่พูดอะไรนอกเหนือจากนี้… ใครก็ตามที่ปากสว่าง เอาเรื่อง SOTUS หรือเรื่องที่กูสั่งให้มันลงน้ำไปพูด…”
เขาหยุดเว้นจังหวะ
“กูจะถือว่าคนนั้น… คือคนทรยศ”
“และกูสาบานเลย ว่าชีวิตมึงในมหาวิทยาลัยนี้… จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มึงจะไม่มีเพื่อน ไม่มีรุ่นพี่ ไม่มีใครคบ มึงจะถูกตราหน้าไปจนกว่ามึงจะลาออกไปเอง”
“พวกมึงเข้าใจที่กูพูดไหม!”
เสียง “ครับ/ค่ะ” ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“กูถามว่าเข้าใจไหม!” เขาตะคอก
“เข้าใจครับ/ค่ะ!” พวกเราตอบเสียงดังขึ้น
“ดี” พี่ท็อปพยักหน้า “แยกย้ายได้ แล้วจำไว้… เรื่องนี้จบแล้ว ไอม่อนมันตายแล้ว อย่าให้ความตายของมันมาทำลายอนาคตของพวกเรา”
ผมเดินกลับห้องพักอย่างเหม่อลอย
ห้องที่เคยมีคนอยู่สองคน ตอนนี้เหลือผมแค่คนเดียว เตียงของม่อนว่างเปล่า ของใช้ของมันยังวางอยู่ที่เดิม
ผมปิดไฟ ล้มตัวลงนอนทั้งชุดนักศึกษา
‘เรื่องนี้จบแล้ว’ พี่ท็อปพูดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ
ไม่… ผมรู้…
ผมหลับตาลง แต่ภาพที่เห็นคือรอยยิ้มของม่อน…
รอยยิ้มใต้น้ำที่น่าขนลุกนั่น
นี่มันไม่ใช่จุดจบ…
นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก
งานศพของม่อนถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ ที่บ้านเกิดของมันในต่างจังหวัด
ผมไม่ได้ไป
ผมโกหกพ่อกับแม่ว่าผมติดโปรเจกต์ด่วน ผมไม่กล้า… ผมไม่กล้าไปสบตากับพ่อแม่ของมันอีกแล้ว หลังจากที่ผมโกหกพวกท่านไปแบบนั้น
เพื่อนปีหนึ่งหลายคนไป แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด พวกเขากลับมาเล่าว่างานศพเงียบมาก แม่ของม่อนเอาแต่ร้องไห้
มหาวิทยาลัยส่งพวงหรีดไป และออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อ “อุบัติเหตุอันน่าสลด”
อุบัติเหตุ…
คำโกหกของเรากลายเป็นความจริงอย่างเป็นทางการไปแล้ว
มีคำสั่ง “ระงับ” กิจกรรม SOTUS ของคณะสถาปัตย์ฯ ชั่วคราว แต่ก็แค่นั้น ไม่มีการสอบสวน ไม่มีการลงโทษใดๆ กับพี่ท็อปหรือกลุ่มพี่ว้าก
ชีวิตในคณะกลับสู่ภาวะเกือบปกติ พวกเราปีหนึ่งต่างก้มหน้าก้มตาทำงานส่งที่ค้างไว้ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ความจริงคือ… ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป
ความเงียบเข้าปกคลุมพวกเรา มันไม่ใช่ความเงียบแบบสงบ แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้ง กดทับพวกเราไว้
ผมเจอพี่ท็อปที่โรงอาหาร เขามองมาที่ผม ผมรีบหลบตาทันที เขาก็ไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้าให้ผมเบาๆ มันไม่ใช่การทักทาย มันคือการ “ย้ำเตือน”
ย้ำเตือนว่าเรามีความลับร่วมกัน ย้ำเตือนถึงคำขู่ของเขา
ผมพยายามใช้ชีวิตคนเดียวในห้อง 304
เตียงของม่อนยังว่างเปล่า ของใช้ของมันถูกเก็บใส่กล่องกระดาษ รอวันให้พ่อแม่มันมารับกลับไป แต่ผมยังไม่มีแรงพอจะเก็บมัน ผมแค่ปล่อยทุกอย่างไว้เหมือนเดิม
สมุดสเก็ตช์ของมันยังวางอยู่บนโต๊ะ ดินสอที่เหลาแหลมเปี๊ยบวางเรียงกัน เสื้อช็อปสีเข้มยังพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ตัวเดิม
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขโมย… ขโมยชีวิตที่เหลืออยู่ของเพื่อน
“กาณฑ์”
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลังผมตอนที่ผมกำลังจะเดินเข้าห้องเรียน ผมสะดุ้ง หันไปเจอมินต์
เธอยืนกอดอก จ้องผมเขม็ง
“ทำไมมึงถึงโกหก” เธอถามตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม
ผมอ้ำอึ้ง “กู…”
“กูถามว่าทำไมมึงถึงโกหกตำรวจ” มินต์ถามย้ำ เสียงแข็งขึ้น
“กู… กูกลัว” ผมตอบเสียงเบา “กูไม่อยากมีปัญหา”
มินต์หัวเราะเยาะในลำคอ “กลัวเหรอ? แล้วม่อนล่ะ มันไม่กลัวเหรอ ตอนที่มันถูกบังคับให้โดดลงไปน่ะ”
“กู…”
“ความกลัวของมึง… มันฆ่าม่อนซ้ำสอง” มินต์พูดเสียงเย็นชา ดวงตาเธอแดงก่ำ “มึงปล่อยให้พวกมันลอยนวล มึงปล่อยให้ความตายของม่อนกลายเป็นแค่ ‘อุบัติเหตุ’!”
“มันไม่ใช่ความผิดของกูคนเดียว!” ผมเถียงกลับ “มึงก็อยู่ที่นั่น มึงก็ไม่ได้พูดอะไร!”
มินต์ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาเจ็บปวดวูบผ่าน “ใช่… กูไม่ได้พูด… และกูก็เกลียดตัวเองเหมือนกัน”
เธอมองผมด้วยสายตาสมเพช
“แต่กูไม่ได้โกหกแม่เขาแบบมึง”
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดเข้ามาในใจผม
“กูกับมึง เราไม่เหมือนกัน” มินต์พูดทิ้งท้าย “อย่างน้อย… กูก็ยังละอายใจ”
เธอเดินกระแทกไหล่ผมไป ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
ใช่… ตอนนี้ผมไม่เหลือใครแล้วจริงๆ
ผมกลายเป็นคนขี้ขลาดที่ถูกทุกคนทอดทิ้ง แม้กระทั่งเพื่อนคนเดียวที่อาจจะเข้าใจผม
ผมกลับมาที่ห้อง ปิดประตู ลงกลอน
ความเงียบในห้องมันหนักหนากว่าที่เคย ผมรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก
ผมต้องทำอะไรสักอย่าง… ต้องกลับไปเป็นปกติ
ผมตัดสินใจนั่งลงที่โต๊ะเขียนแบบ พยายามจะปั้นโมเดลชิ้นใหม่ขึ้นมาทดแทนงานที่ผมทิ้งไปในช่วงที่เกิดเรื่อง
ผมเปิดโคมไฟ พยายามเพ่งสมาธิไปที่แผ่นไม้บัลซ่าในมือ
ติ๋ง…
ผมชะงัก… เสียงอะไร
ผมเงี่ยหูฟัง… ความเงียบ
‘คงหูแว่วไปเอง’ ผมบอกตัวเอง แล้วก้มหน้าทำงานต่อ
ติ๋ง…
เสียงหยดน้ำ… ชัดเจนมาก
มันดังมาจากในห้องน้ำ ผมขมวดคิ้ว ลุกขึ้นเดินไปดู
ก๊อกฝักบัว… ปิดสนิท ก๊อกอ่างล้างหน้า… ก็ปิดสนิท
พื้นห้องน้ำแห้งสนิท ไม่มีร่องรอยของน้ำแม้แต่หยดเดียว
ผมส่ายหัว “กูคงเครียดเกินไป”
ผมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ พยายามบังคับมือที่เริ่มสั่นให้จับคัตเตอร์
ติ๋ง… ติ๋ง… ติ๋ง…
มันดังอีกแล้ว! คราวนี้มันดังกว่าเดิม… ถี่กว่าเดิม…
และ… มันไม่ได้ดังมาจากห้องน้ำ
ผมกลั้นหายใจ ค่อยๆ หันศีรษะไปตามเสียง
เสียงนั้น… มันดังมาจากมุมห้อง
มุมห้องที่มืดที่สุด… มุมที่โต๊ะเขียนแบบของม่อนเคยตั้งอยู่
ผมเพ่งตามอง… แต่ก็เห็นเพียงความมืด
ติ๋ง…
ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นที่หน้าผาก
มันไม่ใช่เสียงก๊อกน้ำรั่ว… มันคือเสียงน้ำที่หยดจากอะไรบางอย่างที่เปียกโชก…
ผมรีบวิ่งไปกดสวิตช์ไฟ เปิดไฟทุกดวงในห้องจนสว่างจ้า
เสียงนั้น… หยุดไปแล้ว
ผมหอบหายใจหนักๆ จ้องมองไปที่มุมห้อง… ว่างเปล่า ไม่มีอะไร
‘มึงบ้าไปแล้ว กาณฑ์ มึงแค่หลอนไปเอง’
ผมพยายามปลอบใจตัวเอง เดินไปปิดไฟดวงหลัก กลับมานั่งที่โต๊ะ เหลือเพียงแสงจากโคมไฟดวงเดียว
ทันทีที่ความมืดกลับมา…
ติ๋ง…
มันกลับมาแล้ว!
ผมตัวแข็งทื่อ นั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ ไม่กล้าขยับ
ติ๋ง…
ผมหลับตาปี๋
‘ไม่จริง… ไม่จริง…’
ติ๋ง… ติ๋ง…
มันเหมือนเสียงน้ำที่หยดจากปลายผมที่เปียกชุ่ม… หยดลงบนพื้น…
ผมรู้… โดยสัญชาตญาณ… ผมรู้ว่ามันคืออะไร
ผมลืมตาขึ้นช้าๆ มองไปที่มุมห้องอีกครั้ง
ผมมองไม่เห็นอะไร… แต่ผม ‘รู้สึก’ ได้
ผมไม่ได้อยู่ในห้องนี้คนเดียว
“ม่อน…” ผมกระซิบเรียกชื่อมันออกมา เสียงสั่นเทา “มึงเหรอ…”
ความเงียบ
“…มึงต้องการอะไรจากกู”
ติ๋ง…
เสียงหยดน้ำคือคำตอบเดียวที่ผมได้รับ
มันเหมือนนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลัง… รอคอยอะไรบางอย่าง
คืนนั้น ผมไม่ได้นอนอีกเลย ผมนั่งตัวแข็งอยู่ที่โต๊ะเขียนแบบจนถึงเช้า
ผมรู้แล้ว…
เรื่องโกหกที่ผมสร้างขึ้น… มันปิดบังความจริงจากคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่จากตัวผมเอง
และมันก็ปิดบังจากม่อนไม่ได้ด้วย
รอยยิ้มนั้น… รอยยิ้มที่นักประดาน้ำเห็น…
มันตามผมกลับมาที่ห้องนี้แล้ว
ผมไม่รู้ว่าคำว่า ‘นรก’ มีหน้าตาเป็นอย่างไร
แต่ถ้ามันมีอยู่จริง… มันคงหน้าตาไม่ต่างจากห้อง 304 ในตอนนี้
ผมกลายเป็นคนกลัวกลางคืน แต่ก็กลัวกลางวันไม่ต่างกัน
ผมกลัวความมืด เพราะในความมืด ผมจะได้ยินเสียง…
ติ๋ง…
เสียงหยดน้ำนั่น มันไม่เคยหายไป มันอยู่กับผมตลอดเวลา
ผมพยายามเปิดเพลงฟังดังๆ เสียบหูฟังจนปวดแก้วหู แต่ผมก็ยังได้ยินมัน… มันดังทะลุทุกอย่างเข้ามา
มันเหมือนเสียงที่ไม่ได้ดังมาจากข้างนอก แต่มันดังมาจาก… ข้างในหัวของผมเอง
ผมกลัวความสว่าง เพราะในความสว่าง ผมจะเห็น…
ผมจะเห็นเตียงที่ว่างเปล่าของม่อน
ผมจะเห็นร่องรอยการมีอยู่ของเขา เสื้อช็อปที่ยังแขวนอยู่ เก้าอี้ที่ว่างเปล่า สมุดสเก็ตช์ที่ปิดสนิท
ผมย้ายของม่อนไม่ได้ ผมพยายามแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมยื่นมือไปแตะต้องสมบัติของเขา ผมจะรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟเย็นๆ ช็อตที่ปลายนิ้ว… และเสียงหยดน้ำนั่น… มันจะดังขึ้น ถี่ขึ้น จนเหมือนเสียงกลองที่กำลังรัวกระหน่ำ
ผมกลายเป็นคนนอนไม่หลับ ขอบตาผมดำคล้ำเหมือนหมีแพนด้า ร่างกายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ผมเหม่อลอยในห้องเรียน ส่งงานช้า อาจารย์เริ่มเรียกไปตักเตือน
ผมกลัวที่สุด… คือห้องน้ำ
ผมไม่กล้าอาบน้ำฝักบัวคนเดียว ผมต้องรอจนเช้า ใช้ห้องน้ำรวมที่มีคนพลุกพล่าน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมปวดท้องกลางดึก ผมทนไม่ไหวจริงๆ เลยตัดสินใจเข้าห้องน้ำในห้องพัก
ผมพยายามไม่มองกระจก พยายามทำธุระให้เร็วที่สุด
ขณะที่ผมนั่งอยู่บนชักโครก ไฟในห้องน้ำก็กะพริบ… พรึ่บ… พรึ่บ… แล้วก็ดับสนิท
ความมืดเข้าปกคลุมทันที
และในความเงียบนั้น… ผมได้ยินเสียง
ซ่า…
เสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำฝักบัว!
ผมตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
“ใคร… ใครน่ะ” ผมตะโกนถาม เสียงสั่น
ไม่มีคำตอบ… แต่เสียงฝักบัวยังดังอยู่
ผมคลำหามือถือในกระเป๋ากางเกง กดเปิดไฟฉาย…
แสงสว่างวาบขึ้นมา ส่องไปที่ม่านอาบน้ำพลาสติกสีขุ่น
เสียงน้ำหยุดกะทันหัน
ผมเห็น…
ผมเห็นเงาดำตะคุ่ม… ยืนอยู่หลังม่านอาบน้ำนั่น
เป็นเงาของคน… คนที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
“ม่อน…?”
ผมค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาไปข้างหน้า…
แล้วกระชากม่านอาบน้ำเปิดออก!
…ว่างเปล่า
ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น พื้นแห้งสนิท หัวฝักบัวก็แห้ง
ผมอ้าปากค้าง หอบหายใจอย่างหนัก
‘กูหลอน… กูหลอนไปเอง’
ผมรีบวิ่งออกจากห้องน้ำ กดสวิตช์ไฟซ้ำๆ แต่ไฟก็ไม่ติด ผมวิ่งไปเปิดประตูห้อง เปิดไฟในห้องนอนจนสว่างจ้า แล้วกลับมาดูที่สวิตช์ไฟห้องน้ำอีกครั้ง…
ผมกดมัน… ไฟสว่างวาบขึ้นมาทันที
มันไม่ได้เสีย… มันแค่ ‘แกล้ง’ ผม
คืนนั้น ผมหนีออกจากห้อง ผมไปนอนขดตัวอยู่ที่สตูดิโอคณะจนเช้า
ข่าวลือเรื่อง ‘รอยยิ้ม’ ของม่อน เริ่มแพร่กระจายไปทั่วคณะ
ผมไม่รู้ว่ามันหลุดออกมาจากไหน อาจจะจากตำรวจ หรือจากทีมกู้ภัย หรือจากปากของนักประดาน้ำคนนั้น
นักศึกษาเริ่มจับกลุ่มซุบซิบกัน
“มึงได้ยินเรื่องไอม่อนปะ… ที่มันยิ้มตอนตายอ่ะ”
“ขนลุกสัด… เขาว่ากันว่า ผีพรายน้ำที่สระนั่นน่ะ… มารับมันไป”
“จริงเหรอวะ”
“เออดิ… เขาว่ากันว่าวิญญาณหญิงสาวนั่นน่ะ เหงามาก พอม่อนมันโดดลงไป… มันเศร้าเหมือนกัน… ผีเลยชอบใจ ดึงมันลงไปอยู่ด้วย… ที่มันยิ้ม… เพราะมันเจอ ‘เพื่อน’ แล้ว”
ผมนั่งฟังบทสนทนานี้ในโรงอาหาร มือที่ถือช้อนส้อมสั่นเทา
‘เพื่อน’ งั้นเหรอ…
พวกเขากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรกัน!
ม่อนไม่ได้ยิ้มเพราะเจอผี! ม่อนยิ้มให้พี่ท็อป!
ผมอยากจะตะโกนออกไปแบบนั้น แต่ผมทำได้แค่ก้มหน้ากินข้าวต่อไปเงียบๆ
เรื่องเล่าถูกปรุงแต่งจนน่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ
บางคนบอกว่า เห็นเงาคนเปียกน้ำเดินวนเวียนอยู่รอบสระต้องห้ามตอนกลางคืน
บางคนบอกว่า ได้ยินเสียงคนหัวเราะเบาๆ ดังมาจากสระนั่น
สระต้องห้าม… กลายเป็นสถานที่ต้องห้ามอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้อีกเลย
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินทุกคน…
โดยเฉพาะกลุ่มของพี่ท็อป
ผมเห็นพวกเขานั่งรวมกลุ่มกันในโรงอาหาร ไม่ร่าเริงเหมือนเก่า สีหน้าแต่ละคนดูเคร่งเครียด
พี่ท็อปดูแย่ที่สุด ขอบตาดำคล้ำ สูบบุหรี่จัดกว่าเดิม เขาดูหงุดหงิดและพร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่ทุกคนที่ขวางหน้า
วันหนึ่ง ผมเจอมินต์ที่ห้องสมุด เธอเดินตรงเข้ามาหาผม
ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าเธอจะมาต่อว่าผมอีก
แต่เปล่าเลย… สีหน้าเธอซีดเผือด
“กาณฑ์” เธอพูดเสียงเบา “มึง… มึงเจออะไรแปลกๆ บ้างไหม”
ผมชะงัก “หมายความว่าไง”
“ในห้องมึงน่ะ… ห้อง 304… มึง… ได้ยินเสียงอะไรไหม”
หัวใจผมเต้นผิดจังหวะ “ทำไม… มึงได้ยินอะไร”
มินต์กลืนน้ำลาย “กู… กูฝันร้าย… กูฝันถึงม่อนทุกคืนเลย… กูฝันว่ากูอยู่ที่ริมสระนั่นอีกครั้ง… แล้วม่อนมันก็โผล่หน้าขึ้นมาจากน้ำ… แต่มันไม่ใช่หน้าม่อน… มันเป็นหน้าที่เน่าเปื่อย… แล้วมันก็ยิ้ม… ยิ้มกว้างจนถึงหู… แล้วมันก็พูดว่า…”
เธอยังตัวสั่น
“…มันพูดว่า ‘ขอบคุณนะ ที่ไม่ช่วยกู'”
ผมขนลุกไปทั้งตัว
“มันก็แค่ฝันร้าย มินต์” ผมพยายามปลอบ ทั้งที่ตัวเองก็กลัวจนฉี่จะราด
“ไม่ใช่แค่ฝัน!” เธอกระซิบ “เมื่อคืน… กูตื่นมากลางดึก… แล้วกูได้กลิ่น… กลิ่นเหมือน… กลิ่นสาบ… กลิ่นเหมือนน้ำเน่าๆ ในสระนั่น… มันเหม็นคลุ้งไปทั้งห้องกูเลย!”
เราสองคนยืนจ้องตากัน ความกลัวฉายชัดอยู่ในแววตาของเราทั้งคู่
เราไม่ได้หลอนไปเอง…
“มันมาเอาคืน…” มินต์พูดเสียงสั่นเครือ “มันมาเอาคืนพวกเรา… ที่โกหก”
ก่อนที่ผมจะได้ตอบอะไร เสียงกรีดร้องก็ดังลั่นมาจากทางเดินหน้าห้องสมุด
ไม่ใช่เสียงกรีดร้องธรรมดา แต่เป็นเสียงร้องโหยหวนของผู้ชาย
ผมกับมินต์รีบวิ่งออกไปดู
นักศึกษากำลังมุงดูกันอยู่ที่หน้าห้องน้ำชายรวมของชั้นล่าง
ผมแหวกฝูงชนเข้าไป…
สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมแทบอาเจียน
พี่อาร์ต… หนึ่งในกลุ่มพี่ว้ากที่สนิทกับพี่ท็อปที่สุด… คนที่ยืนหัวเราะเยาะม่อนในคืนนั้น…
เขานอนแผ่หลาอยู่บนพื้นห้องน้ำที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ
แขนทั้งสองข้างของเขาบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง!
“โอ๊ยยย! ช่วยด้วย! แขนกู! แขนกูหัก!” เขาร้องลั่น น้ำตา น้ำมูกไหลปนเปกัน
“เกิดอะไรขึ้น!” ยามที่วิ่งตามมาตะโกนถาม
“ไม่รู้! ผม… ผมแค่จะมาล้างหน้า…” พี่อาร์ตพูดติดๆ ขัดๆ ตัวสั่นเทา “…แล้วพื้น… พื้นมันก็ลื่น… มันลื่นแบบ… เหมือนมีคนเอารังแกมาเทไว้… มัน… มันไม่ใช่ลื่นธรรมดา!”
เขาเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว
“แล้ว… แล้วตอนที่ผมล้ม…” เขากระซิบเสียงแหบพร่า “…มีคนจับข้อเท้าผม! มันเย็นมาก! มือมันเย็นเหมือนน้ำแข็ง! มันจับข้อเท้าผมแล้วกระชากผมอย่างแรง!”
ผมมองไปที่ข้อเท้าของเขา… ไม่มีรอยอะไร
แต่ผมเห็น…
บนพื้นกระเบื้องสีขาวที่เปียกชุ่ม… มันไม่ได้มีแค่รอยน้ำ
มันมีรอยเท้า…
รอยเท้าเปล่าๆ ของใครบางคนที่เปียกโชก…
รอยเท้านั้น… มันเล็กกว่าเท้าของผู้ชายทั่วไป…
มันเดินออกมาจากห้องน้ำ… และกำลังมุ่งหน้า…
ผมกลืนน้ำลาย…
รอยเท้านั้นกำลังมุ่งหน้าไปทางบันได… ที่จะขึ้นไปชั้นบน…
ชั้นที่มีสตูดิโอของคณะสถาปัตย์ฯ
และชั้นที่มีหอพักชาย…
ชั้นที่มีห้อง 304 ของผม
ผมถอยหลังกรูด รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นจับขั้วหัวใจ
มันไม่ได้อยู่ที่สระน้ำอีกต่อไปแล้ว…
มันกำลังมาหาเรา
ผมวิ่ง
ผมวิ่งสุดชีวิตเท่าที่เคยวิ่งมา วิ่งหนีจากรอยเท้าเปียกแฉะนั่น วิ่งหนีจากเสียงกรีดร้องของพี่อาร์ต วิ่งหนีจากสายตาที่ตื่นตระหนกของมินต์
ผมไม่สนใจว่าใครจะมองว่าผมบ้า ผมพุ่งขึ้นบันไดทีละสองสามขั้น ตรงไปยังหอพักชาย
ห้อง 304
ผมไขกุญแจด้วยมือที่สั่นเทา ผลักประตูเข้าไป แล้วรีบปิดมัน ล็อกกลอนทุกตัวที่มี
ผมยืนพิงประตู หอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
‘ปลอดภัยแล้ว… กูอยู่ในห้องแล้ว’
ผมพยายามบอกตัวเอง แต่เสียงในหัวกลับกรีดร้องว่า ‘ไม่มีที่ไหนปลอดภัย’
ผมมองไปรอบห้อง… ห้องของผม… ห้องของม่อน
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เตียงของมันยังว่างเปล่า
ติ๋ง…
เสียงนั่น!
มันกลับมาแล้ว… แต่คราวนี้มันไม่ได้ดังมาจากมุมห้อง
มันดังมาจาก… ทุกทิศทาง
ติ๋ง… ติ๋ง…
เหมือนมีคนนับร้อยกำลังดีดนิ้วที่เปียกน้ำอยู่รอบตัวผม
ติ๋ง… ติ๋ง… ติ๋ง…
มันดังขึ้น… ดังขึ้น… จนเหมือนเสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาในห้อง ทั้งที่ข้างนอกหน้าต่าง แดดจ้า
“อ๊ากกกกก! หยุด!”
ผมตะโกน เอามืออุดหู แต่เสียงมันไม่หายไป มันดังอยู่ในกะโหลกของผม
“มึงต้องการอะไร! บอกกูมาสิ! อย่าทำแบบนี้!”
ผมทรุดตัวลงกับพื้น ขดตัวเหมือนเด็กทารก
“กูขอโทษ… กูขอโทษนะม่อน… กูมันขี้ขลาด… กูขอโทษ…”
ผมไม่รู้ว่าผมพูดคำว่าขอโทษไปกี่พันครั้ง แต่เสียงหยดน้ำนั่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะเบาลง
…
ข่าวเรื่องพี่อาร์ตแขนหักเพราะ “ผีผลัก” แพร่สะพัดไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง
คณะสถาปัตย์ฯ กลายเป็นคณะที่น่าขนลุกที่สุดในมหาวิทยาลัย ไม่มีนักศึกษาคณะอื่นกล้าเดินผ่านตึกเราในตอนกลางคืน
กลุ่มพี่ว้ากกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกจับตามองมากที่สุด พวกเขาดูเหมือนหนูติดจั่น
พี่ท็อปดูย่ำแย่ที่สุด จากสิงโตผู้คุมกฎ บัดนี้เขากลายเป็นคนขี้ระแวงและอารมณ์ฉุนเฉียว
ผมเห็นเขาในสตูดิโอตอนดึกๆ เขานั่งอยู่คนเดียวหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่กลับตะโกนด่าทอเหมือนกำลังคุยกับใคร
“มึงจะเอาอะไร! กูบอกแล้วไงว่ามันเป็นอุบัติเหตุ!”
“มึงออกไป! กูไม่กลัวมึง! มึงมันก็แค่ไอขี้แพ้!”
เขาปาขวดเหล้าเปล่าอัดกำแพงจนแตกกระจาย แล้วก็นั่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ร้องไห้เหมือนคนเสียสติ
พี่ท็อป… สิงโตผู้แข็งแกร่ง… กำลังถูกทำลายจากข้างใน
เขาไม่ได้กลัว ‘ผี’ เขาเริ่มกลัว ‘ความจริง’ ที่เขาสร้างขึ้นมา
และดูเหมือนว่า ‘ม่อน’ จะยังไม่หนำใจ
เหยื่อรายต่อไปคือ พี่บีม
พี่บีมเป็นเหมือนมือขวาของพี่ท็อป เขาเป็นคนเงียบๆ แต่สายตาคอยจับผิดพวกเราปีหนึ่งตลอดเวลา และที่สำคัญ… เขาคือคนที่ชอบถือโทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปตอนพวกเราถูก ‘รับน้อง’ เสมอ เขาบอกว่ามันคือ “การเก็บประเพณีที่น่าภาคภูมิใจ”
เย็นวันหนึ่ง พี่บีมไปนั่งทำงานในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย
ห้องสมุดตอนเย็นคนเริ่มน้อย เขาเลือกนั่งที่โต๊ะมุมในสุด
มีคนมาพบเขาในสภาพที่น่าสยดสยอง
ยามมาเจอเขาตอนเที่ยงคืน เขานอนฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ ตัวเกร็งกระตุก ดวงตาเหลือกถลน
เขากำลังขาดอากาศหายใจ!
“ช่วยด้วย! เขาช็อก!”
ยามรีบเข้าไปพยุงตัวเขาขึ้น สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ…
บนโต๊ะที่เขานอนฟุบอยู่… มีแอ่งน้ำเล็กๆ เจิ่งนองอยู่
น้ำนั่น… มันมาจากไหน?
มันคือน้ำที่หกจากขวดน้ำของเขาเองที่ล้มอยู่ข้างๆ
แต่ที่น่ากลัวคือ… มันเป็นแค่น้ำก้นขวด ปริมาณไม่น่าจะทำให้คนจมน้ำได้
“ผม… ผม…” พี่บีมไอโขลกๆ ใบหน้าซีดเผือด “ผมเผลอหลับไป…”
เขาพูดเสียงแหบ “…แล้วผมก็ฝัน… ฝันว่าผมอยู่ในสระนั่น… ผมจมน้ำ… น้ำมันท่วมปาก ท่วมจมูกผม… ผมหายใจไม่ออก…”
เขาเกาะแขนยามไว้แน่น ตัวสั่นอย่างรุนแรง
“แต่มันไม่ใช่ฝัน!” เขากรีดร้อง “ผมลืมตาขึ้นมาแล้ว! ผมรู้ตัว! แต่ผมขยับไม่ได้! หน้าผมจมอยู่ในน้ำ… แค่น้ำตื้นๆ บนโต๊ะ… แต่ผมเงยหน้าไม่ขึ้น!”
“มัน… มันมีมือ… มือเย็นๆ เปียกๆ… มันกดหัวผมไว้!”
“มันกดหัวผมให้จมน้ำตายในแอ่งน้ำเล็กๆ นั่น! มันเหมือน… มันเหมือนมีน้ำหนักของทะเลสาบทั้งใบกดทับผมอยู่!”
พี่บีมรอดมาได้หวุดหวิด แต่เขาก็เสียสติไปเลย เขาเอาแต่พูดพร่ำเพ้อถึง “มือเย็นๆ” และ “ทะเลสาบ” จนทางบ้านต้องมารับตัวกลับไปรักษา
สองคนแล้ว…
พี่อาร์ต… แขนหัก
พี่บีม… เกือบจมน้ำตายบนบก
มันชัดเจนเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
‘ม่อน’ กำลังไล่เก็บทีละคน
ความกลัวทำให้ผมกับมินต์ต้องหันหน้าเข้าหากันอีกครั้ง เรานัดเจอกันที่ร้านกาแฟนอกมหาวิทยาลัย ที่ที่เราคิดว่า ‘ปลอดภัย’ จากอาถรรพ์ของคณะ
“มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะ กาณฑ์” มินต์เปิดประเด็น เธอไม่ได้นอนมาหลายคืนเหมือนกัน
“กูไม่รู้… กู… กูคิดว่ามันคือม่อน” ผมตอบตามตรง
“ผีม่อนน่ะเหรอ”
“มึงไม่เจอกับตัวมึงไม่รู้หรอก” ผมเล่าเรื่องเสียงหยดน้ำ เรื่องเงาในห้องน้ำให้เธอฟัง “มันตามกู… มันอยู่ในห้องกู”
มินต์หน้าซีด “แล้ว… แล้วทำไมมันต้องทำร้ายพี่อาร์ตกับพี่บีม”
“ก็พวกนั้น… อยู่ในคืนนั้นด้วยไง” ผมพูด “พวกนั้นหัวเราะเยาะม่อน… โดยเฉพาะพี่บีม มันถ่ายคลิปทุกอย่างไว้”
“เดี๋ยวนะ…” มินต์ขมวดคิ้ว “มันดู… ‘เจาะจง’ เกินไปไหม สำหรับผี”
ผมไม่เข้าใจ “หมายความว่าไง”
“ก็… พี่อาร์ตลื่นในห้องน้ำ… พี่บีมจมน้ำในห้องสมุด… มันเหมือน… มันเหมือนมีคนวางแผนมาอย่างดี”
“มึงกำลังจะบอกว่าไม่ใช่ผีเหรอ”
“กูไม่รู้!” มินต์ส่ายหัว “กูกลัว… แต่กูก็สงสัย… ผีที่ไหนมันจะฉลาดเป็นกรดขนาดนี้วะ”
คำพูดของมินต์ทำให้ผมฉุกคิด
มันแปลกจริงๆ…
“กู… กูต้องย้ายออก” ผมตัดสินใจ “กูทนอยู่ในห้องนั้นต่อไปไม่ไหวแล้ว”
“แล้วของ… ของม่อนล่ะ”
“กูต้องเก็บมัน” ผมพูด “กูต้องเอามันออกจากห้องนั้น… บางที… ถ้ากูเก็บของมัน… มันอาจจะไปก็ได้”
เย็นวันนั้น ผมกลับไปที่ห้อง 304 เป็นครั้งสุดท้าย
ผมซื้อกล่องกระดาษใบใหญ่มาด้วย ผมสวดมนต์ทุกบทที่นึกออก ห้อยพระที่แม่เคยให้ไว้
ติ๋ง…
เสียงหยดน้ำยังคงดังต้อนรับผมทันทีที่เปิดประตูเข้าไป
“กูมาดีนะม่อน” ผมพูดกับอากาศธาตุ “กู… กูกำลังจะเก็บของมึง… ส่งคืนให้พ่อแม่มึงนะ… มึง… มึงอโหสิกรรมให้กูเถอะ”
ผมเริ่มจากเสื้อผ้าในตู้ ผมยัดมันลงกล่องอย่างรวดเร็ว พยายามไม่มอง พยายามไม่สูดกลิ่น
ต่อมาคือของบนโต๊ะเขียนแบบ… อุปกรณ์สถาปัตย์ฯ ดินสอ ยางลบ…
ผมพยายามทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด
จนมาถึงเตียงของมัน…
ผมดึงผ้าปูที่นอนออก พับผ้าห่ม…
แล้วผมก็สังเกตเห็น…
ใต้ฟูกที่นอน… มีอะไรบางอย่างนูนขึ้นมาเล็กน้อย
ปกติผมไม่เคยสนใจเตียงของมัน แต่วันนี้… เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้ผมก้มลงมอง
ผมค่อยๆ ยื่นมือไปที่ใต้ฟูก…
นิ้วของผมสัมผัสกับปกแข็งๆ ของสมุดเล่มหนึ่ง
ผมดึงมันออกมา
มันคือสมุดสเก็ตช์เล่มเดียวกับที่ผมเห็นม่อนถือไปที่สระต้องห้ามในคืนนั้น!
เล่มที่มันรีบซ่อนผม!
หัวใจผมเต้นระรัว ผมไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในนั้น แต่สัญชาตญาณบอกผมว่า… นี่คือคำตอบ
คำตอบของทุกอย่าง
ผมกลืนน้ำลาย เปิดหน้าแรกของสมุด
มันไม่ใช่สมุดสเก็ตช์…
มันคือ…
ไดอารี่
และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าแรก… มันไม่ใช่แบบร่างอาคาร
มันคือรูปวาดที่วาดด้วยเส้นดินสอที่กดจนหนัก…
รูปใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธของ… พี่ท็อป
มือผมสั่น…
สมุดเล่มนั้น… ไดอารี่ของม่อน… มันให้ความรู้สึกเหมือนผมกำลังถือก้อนน้ำแข็งแห้งที่กัดผิวหนัง
ผมกลืนน้ำลาย นั่งลงบนเตียงของตัวเอง หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก
ติ๋ง…
เสียงหยดน้ำยังคงดังอยู่ แต่ตอนนี้สมาธิทั้งหมดของผมจดจ่ออยู่ที่วัตถุในมือ
ผมเปิดหน้าต่อไป…
มันไม่ใช่แค่รูปวาดหน้าพี่ท็อป…
มันคือสมุดบันทึกความเกลียดชัง
ทุกหน้า… เต็มไปด้วยลายมือยุกยิกของม่อน บันทึกทุกการกระทำ ทุกคำพูดที่พี่ท็อปทำกับมัน
“8 กันยา: พี่ท็อปเตะโมเดลผมพัง เขาบอกว่าผมมันพวกขี้แพ้”
“12 กันยา: พี่ท็อปสั่งให้ผมวิ่งรอบสนามกลางแดด จนผมเกือบเป็นลม เขาหัวเราะ บอกว่าผมสำออย”
“19 กันยา: เขาเรียกผมว่า ‘ขยะของคณะ’ ต่อหน้าเพื่อนทุกคน ผมอยากจะเถียง… แต่ผมพูดไม่ออก”
ผมพลิกไปทีละหน้า… ทีละหน้า…
มันเหมือนกับการอ่านบันทึกการทรมาน มันละเอียดลออ… วันที่ เวลา สถานที่ คำพูด… ม่อนจดจำมันได้ทั้งหมด
ความอัปยศอดสูถูกสลักลงไปในหน้ากระดาษ
ลายมือของมันในหน้าแรกๆ ยังดูเป็นระเบียบ แต่ยิ่งพลิกไปหน้าหลังๆ เส้นดินสอก็ยิ่งหนักขึ้น กดลึกลงไปในเนื้อกระดาษ บางตัวอักษรขาดทะลุ
มันไม่ใช่แค่การบันทึก… มันคือการกรีดร้อง
ผมพลิกไปเจอหน้าที่ม่อนเริ่มเขียนถึงความรู้สึกของตัวเอง
“ทำไม… ทำไมต้องเป็นผม”
“ผมทำอะไรผิด… ผมก็แค่… เป็นตัวของผมเอง”
“บางทีพี่ท็อปอาจจะพูดถูก… ผมมันอ่อนแอจริงๆ ผมมันไม่เหมาะกับที่นี่ ผมมันเป็นความผิดหวังของพ่อแม่”
“ผมเกลียดเขา… ผมเกลียดที่เขาทำให้ผมเกลียดตัวเอง”
น้ำตาผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ผมรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกตัวอักษร
นี่คือเพื่อนร่วมห้องของผม… คนที่ยิ้มให้ผมทุกเช้า… แต่ข้างใน… ข้างในมันแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
ผมเช็ดน้ำตา รีบพลิกหน้าต่อไป
ผมต้องรู้… ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น
แล้วผมก็เจอ…
หน้ากระดาษที่เปลี่ยนหัวข้อไปโดยสิ้นเชิง
ม่อนหยุดเขียนเกี่ยวกับพี่ท็อป… และเริ่มเขียนเกี่ยวกับ ‘สระต้องห้าม’
ผมใจเต้นแรง คาดหวังว่าจะได้อ่านเรื่องผีพรายน้ำ เรื่องตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา
แต่สิ่งที่ผมเห็น… มันไม่ใช่เรื่องผี
มันคือการ ‘วิจัย’
ม่อนวาดแผนที่คร่าวๆ ของสระน้ำ… มีการวงกลมตรงจุดที่เป็นตอม่อกลางสระ
มันเขียนบันทึกด้วยลายมือที่นิ่งและเป็นวิชาการอย่างน่าประหลาด
“ค้นเจอในหอสมุดเก่า… แผนผังการก่อสร้างตึกคณะเมื่อ 40 ปีก่อน”
“สระน้ำนี้… เดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของระบบชลประทานเก่า ตอม่อกลางสระไม่ใช่แค่เสา… มันคือส่วนหนึ่งของโครงสร้างประตูน้ำเก่าที่ถูกรื้อถอนไม่หมด”
“จุดที่น่าสนใจ: บริเวณตอม่อ… มีการบันทึกไว้ว่า ‘รากต้นไทรใหญ่’ ที่อยู่ริมสระ ชอนไชลงไปใต้น้ำ พันอยู่รอบฐานตอม่ออย่างหนาแน่น”
ผมขนลุก…
นักประดาน้ำบอกว่า… ม่อนติดอยู่กับรากไม้
ม่อนมันรู้…
มันรู้มาตลอด!
ผมพลิกหน้าต่อไปอย่างบ้าคลั่ง
“ข่าวเก่าจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ปี 2538: ‘นักศึกษาพลัดตกสระ ว่ายน้ำไม่แข็ง ติดรากไม้ใต้น้ำ เสียชีวิต’”
“บทสัมภาษณ์ทีมกู้ภัยในยุคนั้น: ‘น้ำขุ่นมาก ทัศนวิสัยเป็นศูนย์ กระแสน้ำใต้น้ำวนแปลกๆ ใกล้ตอม่อ ใครติดเข้าไป ออกมายาก’”
ม่อนมันไม่ได้ไปนั่งที่นั่นเพื่อรอเจอผี…
มันไปที่นั่นเพื่อ ‘ศึกษา’ จุดตายของตัวเอง!
ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลังของผม
นี่มันไม่ใช่การฆ่าตัวตายของคนสิ้นหวัง…
นี่มันคือ… การวางแผน
ผมพลิกไปยังหน้าสุดท้าย… หน้าที่ถูกเขียนขึ้นในคืนก่อนเกิดเหตุ… คืนที่โมเดลของมันถูกทำลาย
ลายมือกลับมาสั่นเทาอีกครั้ง… แต่ไม่ใช่ด้วยความกลัว
มันคือความเด็ดเดี่ยว
“เขาทำลายมันอีกแล้ว… เขาจะไม่มีวันหยุด”
“เขาอยากทำลายผม… เขาอยากเห็นผมพังทลาย”
“เขาเชื่อในระบบ SOTUS ของเขา เชื่อใน ‘ความแข็งแกร่ง’”
“เขาบอกว่าตำนานผีพรายน้ำมันไร้สาระ เขาบอกว่าที่นั่นมีแต่ความกลัวในใจ”
“เขาคิดว่าเขารู้จักความกลัว… เขาไม่รู้อะไรเลย”
“พรุ่งนี้… ผมจะสอนให้เขารู้จักความกลัวที่แท้จริง”
บรรทัดต่อมา… ม่อนเขียนด้วยตัวบรรจงตัวใหญ่ๆ
“ผมว่ายน้ำไม่แข็ง… ผมรู้”
“ผมเป็นตะคริวง่าย… ผมรู้”
“ผมรู้เรื่องรากไม้… และผมรู้ว่าถ้าผมดำลงไปตรงนั้น… ผมจะไม่มีวันได้กลับขึ้นมาอีก”
“นี่คือเกมเดียวที่ผมจะชนะเขาได้”
“เขาทำลายชีวิตผมในมหาวิทยาลัย… แต่ผม… จะทำลายชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของเขา”
“เขาอยากให้ผมแข็งแกร่งเหรอ… ได้”
“เขาจะได้เห็น… ความแข็งแกร่งในการ ‘เลือก’ ของผม”
บรรทัดสุดท้าย… ถูกขีดเส้นใต้ไว้สามครั้ง
“รอยยิ้มของผม… คือสิ่งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็น และมันจะเป็นสิ่งที่หลอกหลอนเขาไปจนวันตาย”
เคร้ง!
ผมปล่อยสมุดหลุดมือ มันร่วงลงกระแทกพื้นเสียงดัง
ผมถอยหลังไปจนชิดผนังห้อง หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ
นี่มัน… นี่มัน…
ม่อน… เพื่อนผม…
มันไม่ได้ถูกผีพรายน้ำดึงลงไป
มันไม่ได้ถูกพี่ท็อปฆ่า…
มัน ‘ฆ่าตัวตาย’ เพื่อ ‘ฆ่า’ พี่ท็อปทั้งเป็น!
มันวางแผนทุกอย่าง! มันรู้ว่าพี่ท็อปจะบีบคั้นมันจนถึงที่สุด มันรู้ว่าสระนั่นคือจุดจบ และมันจงใจเลือกจุดจบนั้น!
รอยยิ้ม… รอยยิ้มที่นักประดาน้ำเห็น…
มันคือรอยยิ้มของ ‘ผู้ชนะ’!
รอยยิ้มของคนที่เพิ่งจุดชนวนระเบิดเวลาที่ผูกติดไว้กับศัตรูของตัวเองได้สำเร็จ!
ผมทรุดตัวลงกับพื้น รู้สึกคลื่นไส้
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น… พี่อาร์ตแขนหัก พี่บีมเกือบจมน้ำ…
มันไม่ใช่ฝีมือ ‘ผี’ ม่อน…
หรือ… หรือว่าใช่?
ผมสับสนไปหมด…
ถ้าม่อนวางแผนฆ่าตัวตาย… แล้วไอ้เรื่องเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นมันคืออะไร?
พี่อาร์ต… พี่บีม… พวกเขาไม่ได้หลอนไปเองแน่ๆ
หรือว่า… ความแค้นของม่อนมันแรงกล้าขนาดนั้น… แรงจนกระทั่งหลังความตาย… มันก็ยังไม่ยอมจบ
มันยังคง ‘ล่า’ ตามแผนของมันอยู่
ติ๋ง…
เสียงหยดน้ำดังขึ้นอีกครั้ง…
แต่ตอนนี้… ผมไม่ได้ยินมันเป็นเสียงแห่งความเศร้า
ผมได้ยินมันเป็นเสียง… แห่งชัยชนะที่น่าขนลุก
เสียงของม่อน… ที่กำลังกระซิบจากใต้น้ำ…
‘เกม… เพิ่งเริ่ม’
ผมมองไปที่ไดอารี่ที่ตกอยู่ที่พื้น
ตอนนี้ผมไม่ใช่แค่พยานในเหตุการณ์…
ผมคือคนเดียวที่กุม ‘ความจริง’ ที่น่าสยดสยองที่สุดนี้ไว้
ความจริงที่ว่า… เหยื่อที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องนี้…
คือสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวที่สุด
ผมตัวสั่นเทา… ผมไม่ได้กลัวผีอีกต่อไปแล้ว
ผมกำลังกลัว… ความคิดของมนุษย์
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของคืนนั้นไปกับการจ้องมองสมุดไดอารี่ของม่อน แสงไฟในห้องสว่างจ้า แต่ความมืดมิดในใจผมกลับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
คำว่า “รอยยิ้มของผม… คือสิ่งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็น และมันจะเป็นสิ่งที่หลอกหลอนเขาไปจนวันตาย” สลักลึกอยู่ในความทรงจำ
ผมกุมความลับอันหนักอึ้งนี้ไว้คนเดียว—ความลับที่ว่าการตายของม่อนไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือการฆ่าตัวตายธรรมดา แต่เป็นการ “เลือก” ที่ตั้งใจเพื่อทำลายชีวิตของพี่ท็อป
ถ้าความจริงเป็นแบบนี้… แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่อาร์ตและพี่บีมล่ะ?
ถ้าม่อนมันฉลาดถึงขนาดวางแผนการตายของตัวเอง… มันก็อาจจะฉลาดพอที่จะสร้างแผนการแก้แค้นหลังจากนั้น
แต่จะด้วยวิธีไหน? ผี? หรือเป็นแค่ผลลัพธ์จากความหวาดระแวงและความรู้สึกผิดของพวกนั้นเอง?
“กาณฑ์…”
เสียงเรียกนั้นไม่ได้มาจากในห้อง เสียงมันเบามาก… ดังมาจากทางเดินหน้าห้องพัก
ผมชะงัก ลุกขึ้นยืนช้าๆ
“กาณฑ์… มึงอยู่ในนั้นไหม”
เสียงนั้นคือเสียงของพี่ท็อป
ผมมองไปที่ประตูที่ถูกล็อกไว้แน่น หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ นี่มันตีสามแล้ว เขามาทำอะไรที่นี่?
ผมเงียบ ไม่ตอบ แต่เสียงของพี่ท็อปก็ดังขึ้นอีกครั้ง… คราวนี้… มันฟังดูสิ้นหวัง
“กูรู้ว่ามึงอยู่ข้างใน มึงเปิดประตูให้กูหน่อยได้ไหม… กูไม่ไหวแล้วว่ะ”
น้ำเสียงของเขาไม่ใช่เสียงของ ‘พี่ว้าก’ ที่ผมเคยรู้จัก แต่เป็นเสียงของคนที่กำลังจะพังทลาย
ผมค่อยๆ เดินไปที่ประตู มองผ่านตาแมวออกไป
พี่ท็อปยืนอยู่คนเดียว เสื้อผ้าของเขายับยู่ยี่ ใบหน้าซูบผอมและซีดเซียว เขามีรอยบาดแผลเล็กๆ ที่แก้มข้างหนึ่ง เหมือนโดนกระจกบาด หรืออาจจะโดนเล็บตัวเอง
เขาไม่ได้มองมาที่ประตู แต่เขามองไปที่พื้น… มองไปที่เท้าของตัวเอง… เหมือนเขากลัวที่จะก้าวเดิน
“กูขอโทษ… กูขอโทษนะ” เขาพึมพำกับตัวเอง “กูไม่น่าทำแบบนั้นเลย… มึง… มึงออกมาคุยกับกูหน่อยไม่ได้เหรอ”
ผมตัดสินใจ… ผมต้องเผชิญหน้ากับเขา
ผมปลดกลอนประตูออก แล้วเปิดมันออกเพียงเล็กน้อย
“พี่ท็อป…”
เขาเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและน้ำตา
“กาณฑ์… ในที่สุด…”
เขาพุ่งเข้ามาทันที ไม่ใช่การทำร้าย แต่เป็นการจับแขนผมไว้แน่นอย่างขอความช่วยเหลือ
“มึง… มึงช่วยกูหน่อยสิ… มึงเห็นมันใช่ไหม… มึงเห็นมันในห้องมึงใช่ไหม”
“พี่หมายถึงอะไร” ผมพยายามทำใจดีสู้เสือ
“ก็ไอ… ก็ไอผีนั่นไง! ม่อน! มันตามกู!” เขาพูดเสียงดังขึ้นมาทันที “มันอยู่ในห้องกู! มันอยู่ในทุกที่ที่กูไป!”
ผมเหลือบมองไปที่มุมทางเดินที่มืดมิด
“มัน… มันทำร้ายกู” พี่ท็อปกระซิบ เสียงสั่น “เมื่อวานกูฝัน… ฝันว่ามันอยู่ในห้องน้ำกู… มันเอามือเย็นๆ… มาบีบคอ… บีบคอกูจากข้างหลัง!”
เขาถลกแขนเสื้อขึ้นมา ผมเห็นรอยฟกช้ำสีเขียวช้ำที่ข้อแขนของเขา
“ตอนกูตื่น… ในห้องน้ำมีแต่น้ำ! พื้นเจิ่งนองไปหมด! กลิ่นเหม็นสาบน้ำเน่า… กลิ่นเดียวกับในสระนั่นเลย!”
“มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกผิดนะกาณฑ์! มันมาจริง! มันมาเอาชีวิตกู!”
เขาเงยหน้าขึ้นมองผมอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
“มึง… มึงเป็นเพื่อนกับมัน… มึงบอกกูหน่อยได้ไหม… มึงบอกกูหน่อยว่ามันต้องการอะไร! มันจะปล่อยกูไปได้ยังไง!”
ผมรู้สึกเย็นชาขึ้นมาอย่างประหลาด ผมมองใบหน้าที่เคยหยิ่งผยอง ตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดผวา
“พี่… พี่รู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นคืนนั้น” ผมถามเสียงต่ำ
พี่ท็อปชะงัก “กู… กูก็บอกตำรวจไปแล้วไงว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”
“ไม่… ไม่ใช่แบบนั้น” ผมส่ายหัวช้าๆ “พี่รู้ว่าพี่สั่งให้มันลงน้ำ”
“ก็… ก็แค่สั่งให้มันพิสูจน์ตัวเอง! ใครจะไปรู้ว่ามันจะอ่อนแอขนาดนั้น!” เขาพยายามแก้ตัว
“อ่อนแอ?” ผมถามกลับ “พี่เคยคิดไหมว่าทำไม… ทำไมมันถึงยิ้ม”
คำว่า ‘ยิ้ม’ ทำให้พี่ท็อปตัวแข็งทื่อ เขาปล่อยแขนผมออก ดวงตาเบิกกว้าง
“มึง… มึงรู้ได้ไง”
“นักประดาน้ำเขาพูดกัน” ผมจ้องตาเขาอย่างไม่ลดละ “พี่คิดว่า… รอยยิ้มนั้น… มันยิ้มให้ใคร”
พี่ท็อปถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาเริ่มหายใจถี่ขึ้น
“ไม่… มันยิ้มให้ผีพรายน้ำ… มันมีความสุขที่ได้ไปเป็นเพื่อนกับผี… มันเป็นพวกอ่อนแอ… เป็นพวกชอบความเศร้า…”
“ไม่จริง” ผมขัดขึ้นทันที “รอยยิ้มนั้น… มันยิ้มให้พี่”
“มันเป็นการ ‘เลือก’ ของม่อน! มันเลือกที่จะตาย… เพื่อทำลายพี่! เพื่อให้พี่ต้องอยู่กับความจริงที่ว่า… พี่คือฆาตกร… ที่ฆ่าเพื่อนตัวเองด้วยคำพูด!”
ผมไม่รู้ว่าความกล้าหาญนี้มาจากไหน แต่ผมพูดทุกอย่างที่อัดอั้นออกมา
พี่ท็อปยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆๆ! โกหก! มึงโกหก! มึงมันก็แค่ขี้แพ้! มึงต้องการอะไร! มึงต้องการให้กูเข้าคุกเหรอ! มึงต้องการแก้แค้นให้มันเหรอ!”
“ผมไม่ต้องการแก้แค้นแทนใคร” ผมตอบ “ม่อนมันแก้แค้นตัวเองไปแล้ว… นี่คือผลลัพธ์ของแผนการที่มันวางไว้ให้พี่”
“ไม่จริง! มึงเอาอะไรมาพูด!”
“ไดอารี่” ผมตอบสั้นๆ “ผมเจอไดอารี่ของมัน… มันเขียนทุกอย่างไว้แล้ว… แผนการของมัน… เรื่องรากไม้… เรื่องการตัดสินใจเลือกตาย… เลือกตายเพื่อให้พี่โดนหลอกหลอนไปจนตาย!”
ใบหน้าของพี่ท็อปเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เขาเหมือนจะล้มลงไปตรงนั้น
“ไม่… ไม่จริง… ไดอารี่… ไม่มี…”
เขาเริ่มพูดพึมพำกับตัวเอง มือของเขายกขึ้นมาปิดใบหน้า
“มันต้องทำลาย! กูสั่งให้ทำลายทุกอย่าง! ไม่มี… ไม่มีไดอารี่!”
ทันใดนั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง
“มึง! มึงคือคนที่มันส่งมา! มึงร่วมมือกับมัน!” พี่ท็อปตะโกนใส่ผมอย่างเสียสติ
“มึง… มึงทำร้ายพี่อาร์ตกับพี่บีมใช่ไหม! มึงเป็นคนทำ! ไม่ใช่ผี!”
เขาจ้องมองผมด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง
“มึงกับไอม่อน! พวกขี้แพ้! พวกมึงวางแผนทั้งหมดนี่! มึงกำลังทำให้กูเป็นบ้า!”
พี่ท็อปผลักผมอย่างแรงจนผมเซถลาเข้าไปในห้อง
“ไหนไดอารี่! เอามาให้กู! กูจะเผามัน! กูจะทำลายมัน!”
เขากำลังจะบุกเข้ามาในห้อง
แต่จังหวะนั้นเอง… เสียงที่น่ากลัวที่สุดก็ดังขึ้น
ติ๋ง… ติ๋ง… ติ๋ง…
เสียงหยดน้ำ… คราวนี้มันดังอยู่ตรงหน้าประตู… ระหว่างผมกับพี่ท็อป
ทั้งผมและเขานิ่งไป…
เสียงนั้นมันดัง… ชัดเจน… และเยือกเย็น
ผมมองไปที่พื้นทางเดิน…
ไม่มีน้ำ… ไม่มีอะไร… แต่เสียงนั้นก็ยังดังอยู่ตรงนั้น
ใบหน้าของพี่ท็อปที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวขั้นสุดขีด
เขาล้มลงไปนั่งกับพื้นทันที
“ไม่… ไม่นะม่อน… กูขอโทษ… กูไม่รู้… มึง… มึงปล่อยกูไปเถอะ…”
พี่ท็อปทรุดตัวลงกับพื้น ก้มหน้าลงร้องไห้เหมือนเด็ก
ผมค่อยๆ ยื่นเท้าไปเตะสมุดไดอารี่ของม่อนที่ตกอยู่บนพื้นห้อง… ให้มันไถลออกไปพ้นสายตาของพี่ท็อป
ผมมองดูร่างที่สั่นเทาของพี่ท็อป ผมรู้แล้วว่าเกมนี้จบลงอย่างไร
ชัยชนะของม่อน… คือการเปลี่ยนสิงโตให้เป็นซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
และผม… คือผู้สังเกตการณ์ที่น่าสมเพช… คนที่กลัวที่จะพูดความจริงตั้งแต่วันแรก… และตอนนี้… ความจริงกำลังกลืนกินทุกคน
ผมปิดประตูห้องอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้พี่ท็อปนั่งร้องไห้กอดเข่าอยู่ตรงพื้นทางเดินหน้าห้องในความมืดมิด
ผมไม่กล้าแม้แต่จะมองผ่านตาแมวออกไปดูว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง
เสียงสะอื้นของเขาค่อยๆ แผ่วลง… และในที่สุด ก็เงียบไป
ผมยืนพิงประตู รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่กัดกินกระดูก ผมเปิดไฟ นั่งลงบนเตียง ถือสมุดไดอารี่ของม่อนไว้ในมือ
เกมนี้จบแล้ว… ในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด
ม่อนไม่ได้ต้องการให้พี่ท็อปเข้าคุก เขาไม่ได้ต้องการความยุติธรรมตามกฎหมาย
ม่อนต้องการ ‘ความหวาดกลัว’
และความหวาดกลัวนั้น… ได้ทำลายพี่ท็อปได้สำเร็จยิ่งกว่าคำพิพากษาใดๆ ในโลก
ผมยอมรับ… ผมไม่รู้ว่าไอ้เสียงหยดน้ำนั่นคืออะไร
มันเป็นเสียงที่ผมได้ยินคนเดียว หรือพี่ท็อปก็ได้ยินมันด้วย?
ผมมองไปที่พื้น… ไม่มีรอยน้ำ
แต่ภาพของพี่ท็อปที่ตัวสั่นเทาจนแทบขาดใจ… มันชัดเจนพอที่จะบอกว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต
บางที… ม่อนอาจจะไม่ได้ต้องการ ‘ผี’
ม่อนอาจจะแค่ต้องการ ‘สัญลักษณ์’
สัญลักษณ์ของสิ่งที่พี่ท็อปไม่อาจปฏิเสธได้…
รอยยิ้มที่นักประดาน้ำเห็น…
และเสียงหยดน้ำที่เกิดจากความรู้สึกผิด…
ผีที่ร้ายกาจที่สุด… คือผีที่อยู่ในใจเราเอง
ผมใช้เวลาส่วนที่เหลือของคืนนั้นไปกับการอ่านไดอารี่ของม่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมต้องทำความเข้าใจแผนการอันเยือกเย็นนี้ให้ถ่องแท้
มันทำให้ผมเข้าใจม่อนมากขึ้น… เข้าใจความเจ็บปวดที่มันแบกไว้… และเข้าใจการตัดสินใจที่รุนแรงนี้
และมันก็ทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้นเป็นทวีคูณ…
ผมนี่แหละที่เป็น ‘กาณฑ์ผู้ขี้ขลาด’ ผมอยู่ใกล้ชิดกับม่อนที่สุด แต่ผมก็เลือกที่จะ ‘หุบปาก’ และ ‘โกหก’ เพื่อเอาตัวรอด
พี่ท็อปเป็นฆาตกรที่ฆ่าม่อนด้วยคำพูด…
แต่ผม… ผมคือคนที่ยอมให้มันเกิดขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น… ผมไปที่ห้องของพี่ท็อป
ประตูห้องถูกเปิดทิ้งไว้เล็กน้อย ผมเดินเข้าไป…
ห้องของเขาว่างเปล่า มีเพียงความเงียบและกลิ่นบุหรี่จางๆ
กระเป๋าเสื้อผ้าของเขาไม่อยู่แล้ว… ของใช้ส่วนตัวของเขาก็หายไป
ผมเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา
มันถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ…
“ผมทนไม่ไหวแล้ว”
“ผมลาออก”
แค่นั้น
ไม่มีการขอโทษ ไม่มีคำอำลา ไม่มีคำอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
พี่ท็อปหายตัวไปแล้ว… หายไปจากมหาวิทยาลัย… หายไปจากชีวิตพวกเรา
เหมือนเขาถูก ‘ลบ’ ออกไปจากระบบ
ผมถอนหายใจยาวๆ …
นี่คือชัยชนะของม่อนจริงๆ
พี่ท็อปไม่มีทางหนีพ้นจากความจริงที่ว่า เขาคือคนที่บีบให้ม่อนต้องทำแบบนั้น
และนี่คือจุดจบของระบบ SOTUS ที่เหี้ยมโหดของคณะสถาปัตย์ฯ
เมื่อ ‘สิงโต’ ผู้คุมกฎหายไป… ระบบก็ล่มสลาย
…
หลายสัปดาห์ต่อมา มหาวิทยาลัยวุ่นวายกับการจัดระเบียบใหม่ กิจกรรม SOTUS ถูกยกเลิกอย่างถาวร มีการสอบสวนเล็กๆ น้อยๆ ถึงการทำหน้าที่ของกลุ่มพี่ว้าก แต่ก็จบลงที่การสรุปว่า ‘หลักฐานไม่พอ’
พวกพี่ว้ากที่เหลือ… ทุกคนอยู่ในสภาพหวาดผวา พวกเขาแยกย้ายกันไปเงียบๆ ไม่มีใครกล้าสบตากันอีก
พี่อาร์ตที่แขนหักก็ลาพักการเรียนไปแล้ว พี่บีมก็ยังรักษาตัวอยู่ที่บ้าน
มินต์… เธอกลายเป็นคนเดียวที่ผมสามารถคุยด้วยได้อย่างเปิดอก
เรานัดเจอกันที่ร้านกาแฟ
ผมยื่นสมุดไดอารี่ของม่อนให้เธอ
“กูว่ามึงควรอ่าน”
เธอรับมาอย่างลังเล พลิกดูหน้าแรก แล้วเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ผมปล่อยให้เธออ่านมันเงียบๆ… นานมาก…
น้ำตาของเธอเริ่มไหลอาบแก้ม เมื่อเธออ่านถึงหน้าสุดท้าย
“โอ้… พระเจ้า” เธอพึมพำ “ม่อน… มัน… มันคิดแบบนี้ได้ยังไง”
“นี่แหละคือความจริงทั้งหมด” ผมพูดเสียงแหบพร่า
“แล้ว… แล้วไอ้เรื่องที่พี่ท็อป… ที่พี่อาร์ต… เรื่องผี… เรื่องน้ำนั่น…”
“กูไม่รู้” ผมตอบ “แต่มันไม่สำคัญแล้ว”
“ทำไม”
“เพราะม่อนมันฉลาดพอที่จะรู้ว่า… แค่ความรู้สึกผิด ก็สามารถสร้างภาพหลอนที่น่ากลัวกว่าผีจริงได้เป็นล้านเท่า”
ผมมองไปนอกหน้าต่าง “พี่ท็อป… เขาไม่ได้ลาออกเพราะกลัวผีพรายน้ำหรอกมินต์… เขาลาออกเพราะเขาทน ‘ความจริง’ ที่ม่อนทิ้งไว้ให้ไม่ได้”
“แต่เรื่องพี่อาร์ตกับพี่บีมล่ะ”
“พี่อาร์ตลื่นเพราะรีบ… เพราะความกลัว… เขาคิดไปเองว่ามีใครจับข้อเท้าเขา” ผมวิเคราะห์ “พี่บีม… เขาอาจจะเผลอหลับไปจนหน้าจมน้ำแค่เล็กน้อย… แต่ความรู้สึกผิดที่เขามีต่อม่อน… มันทำให้เขาเชื่อว่ามีมือมา ‘กดหัว’ เขาให้จมน้ำตาย”
“นี่คือแผนสำรองของม่อน” ผมพูดต่อ “ถ้าการตายของมันยังไม่พอ… ความรู้สึกผิดของพวกนั้นจะสานต่อภารกิจของมันเอง”
มินต์ปิดสมุดไดอารี่ลง เธอเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป… ไม่ใช่สายตาของความสมเพชอีกแล้ว แต่เป็นความเข้าใจ
“แล้วมึงล่ะ กาณฑ์” เธอถาม “มึง… ไม่ได้ยินเสียงหยดน้ำอีกแล้วเหรอ”
ผมยิ้มอย่างอ่อนแรง… เป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะร้องไห้
“กูได้ยิน” ผมยอมรับ “กูได้ยินมันทุกคืน… แต่ตอนนี้… มันไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวอีกต่อไป”
“แล้วมันคือเสียงอะไร”
“มันคือเสียง… ของการย้ำเตือน” ผมพูด “มันย้ำเตือนกูว่า… กูเคยเป็นคนขี้ขลาด… และกูจะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว”
“มันเป็นเสียงของม่อน… ที่กำลังเตือนให้กู… ‘อยู่รอด’ และ ‘พูดความจริง’ แทนมัน”
ผมกับมินต์ตัดสินใจร่วมกัน
“เราจะทำยังไงกับสมุดเล่มนี้” มินต์ถามพลางชูไดอารี่ของม่อนขึ้นมา
“เราจะคืนมันให้แม่ของม่อน” ผมตอบ “แต่มันจะต้องอยู่ในกล่องเดียวกับของใช้ส่วนตัวอื่นๆ ของมัน… อย่างเงียบๆ”
มินต์ส่ายหน้า “แต่ถ้าแม่เขาอ่านเจอเรื่องแผนการนี่ล่ะ”
“แม่ของม่อน… ท่านไม่ควรรับรู้เรื่องนี้” ผมบอก “ท่านควรจะจดจำลูกชายของท่านในฐานะเหยื่อผู้บริสุทธิ์… ไม่ใช่ในฐานะนักวางแผนที่แค้นเคือง”
“แล้วความยุติธรรมล่ะ” มินต์ถาม “พี่ท็อป… เขาต้องชดใช้ในทางใดทางหนึ่ง”
ผมยิ้มอย่างขมขื่น “เขาชดใช้ไปแล้วมินต์… การหายตัวไปของเขา… การต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความหวาดกลัว… มันคือโทษทัณฑ์ที่เลวร้ายที่สุด”
“แต่เราเองก็ต้องชดใช้ด้วยไม่ใช่เหรอ กาณฑ์” มินต์มองผมด้วยสายตาที่เจ็บปวด “ที่เราโกหกตำรวจ… ที่เราทรยศม่อน”
คำพูดของมินต์แทงใจผม ผมรู้ดีว่าเราไม่อาจหนีความผิดนี้ไปได้
“เราต้องชดใช้” ผมยืนยัน “แต่ไม่ใช่ด้วยการบอกความจริงที่บ้าคลั่งนี้ออกไปให้โลกรับรู้… การชดใช้ของเราคือการ ‘เปลี่ยนแปลง’ สิ่งที่เราเป็น”
“และอะไรคือการเปลี่ยนแปลงนั้น”
“การทำลาย SOTUS” ผมตอบเสียงหนักแน่น “การใช้ชีวิตที่เหลือของเราที่นี่… เพื่อยืนหยัดต่อความอยุติธรรม… เพื่อปกป้องรุ่นน้องคนอื่นๆ ไม่ให้ต้องเจอกับสิ่งที่ม่อนเจอ”
ผมยื่นมือออกไป “มินต์… เราจะร่วมมือกันไหม… เพื่อเปลี่ยนคณะสถาปัตย์ฯ นี้… ให้เป็นสถานที่ที่ม่อน… อยากจะอยู่”
มินต์จ้องมือผมอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วเธอก็จับมือผมไว้แน่น
“เราจะทำมัน” เธอพูด “เพื่อม่อน”
…
ผมกลับไปที่ห้อง 304 เพื่อเก็บของของม่อนให้เสร็จ ผมเปิดกล่องกระดาษที่วางทิ้งไว้ หยิบเสื้อช็อปของมัน… แล้วก็หยุดชะงัก
กลิ่น…
กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่ผมเคยฉีดกลบกลิ่นสาบน้ำนั้นหายไปแล้ว…
แทนที่ด้วยกลิ่นดินสอ กลิ่นกระดาษ กลิ่นกาแฟ และกลิ่นของไม้บัลซ่า… กลิ่นประจำตัวของ ‘สถาปนิก’
ผมค่อยๆ เก็บของใช้ทั้งหมดของม่อนลงกล่อง โต๊ะของเขาถูกทำความสะอาดจนหมดจด
ผมไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไปแล้ว…
ผมยังได้ยินเสียงหยดน้ำ… ติ๋ง… ติ๋ง…
แต่ตอนนี้… มันเหมือนเสียงที่ไม่ได้ตำหนิ… แต่มันกำลัง ‘นับจังหวะ’ ให้ผมเดินหน้าต่อ
มันคือเสียงแห่งความทรงจำ… เสียงที่ย้ำเตือนไม่ให้ผมลืม ‘รอยยิ้ม’ นั้น
วันต่อมา ผมและมินต์เดินเข้าไปหาอาจารย์ภาควิชา อาจารย์ที่รักและชื่นชมพี่ท็อปมากที่สุด
เราไม่ได้พูดเรื่องผี เราไม่ได้พูดเรื่องการบังคับ
เราพูดถึง ‘ความกดดัน’ ‘ความรุนแรงทางวาจา’ และ ‘บรรยากาศที่เป็นพิษ’ ที่ระบบ SOTUS ได้สร้างขึ้น
เรายื่น ‘หลักฐาน’ ที่เรามี: รูปถ่ายบาดแผลของพี่อาร์ต… บทสนทนาของพี่บีมที่ถูกบันทึกไว้… และที่สำคัญที่สุด… ‘คำให้การ’ ของนักศึกษาปีหนึ่งคนอื่นๆ ที่เราโน้มน้าวให้กล้าลุกขึ้นมาพูดความจริง
ไม่มีใครกล้าพูดความจริงเรื่องการบังคับให้ลงน้ำ แต่พวกเขากล้าพูดความจริงเรื่อง ‘การถูกทำให้อับอาย’ และ ‘การถูกข่มเหง’
การหายตัวไปของพี่ท็อป… และอาการป่วยของพี่อาร์ตกับพี่บีม… เป็นน้ำหนักที่มากพอที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่
มหาวิทยาลัยไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้อีกต่อไป
ในที่สุด… SOTUS ก็ถูก ‘ถอดราก’ ออกจากคณะสถาปัตย์ฯ อย่างเป็นทางการ
มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อปรับปรุงสภาพจิตใจของนักศึกษา มีการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับนักศึกษาที่ถูกคุกคาม
การชดใช้ของเรา… เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เราทั้งคู่ทำงานอย่างหนัก เราเข้าประชุมทุกครั้งที่ได้รับเชิญ เราพูดอย่างเปิดอก… เราไม่ได้พูดเพื่อตัวเอง… แต่เราพูดในฐานะ ‘พยาน’ ของม่อน
ผมยังคงได้ยินเสียงหยดน้ำ… และผมรู้ว่าตราบใดที่ผมยังพูด… ตราบใดที่ผมยังยืนหยัด… เสียงนั้นก็จะยังอยู่
ผมไปที่สระต้องห้ามอีกครั้ง
แดดอ่อนๆ ยามบ่ายส่องกระทบผิวน้ำที่นิ่งสนิท
ผมไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป
ผมหยิบ ‘โมเดล’ ที่ม่อนทำไว้… ชิ้นที่เกือบจะสมบูรณ์… ชิ้นที่พี่ท็อปเกือบจะทำลาย
ผมไม่ได้ตั้งใจจะโยนมันทิ้ง…
ผมแค่ยื่นมันออกไปเหนือผิวน้ำ… เหมือนกำลังแสดงให้ม่อนเห็น
“มึงไม่ได้เป็นขี้แพ้ ม่อน” ผมกระซิบ “มึงเป็นสถาปนิกที่ดี”
โมเดลนั้นลอยอยู่บนผิวน้ำครู่หนึ่ง… ก่อนที่ผมจะดึงมันกลับมา
ผมเก็บมันไว้… ในที่ที่ทุกคนสามารถเห็นได้… ในสตูดิโอของคณะ… เป็นสัญลักษณ์เตือนใจของรุ่นน้องทุกคน
ผมรู้ว่าการชดใช้ยังไม่จบ… แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
และผม… กาณฑ์ ผู้ขี้ขลาด… ก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว
หลายปีผ่านไป…
ผมกับมินต์เรียนจบ พวกเราไม่ได้เป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่หวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว พวกเรากลายเป็นรุ่นพี่ที่คอยดูแลและให้คำปรึกษาแก่รุ่นน้อง
ผมยังคงอยู่ในห้อง 304 จนเรียนจบ เตียงของม่อนถูกเก็บออกไปแล้ว แต่พื้นที่ตรงนั้นยังคงเงียบสงบ
ผมไม่ได้ยินเสียงหยดน้ำอีกเลย… ตั้งแต่คืนที่ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาพูดความจริงและเผชิญหน้ากับความผิดของตัวเอง
เสียงนั้น… มันหยุดลงแล้ว
มันไม่ใช่เสียงของผี แต่เป็นเสียงของ ‘ความเงียบ’ ที่ผมเคยเลือก
และเมื่อผมเลือกที่จะพูด… เสียงนั้นก็หายไป
วันรับปริญญา… พ่อกับแม่ของผมเดินทางมาร่วมงาน พ่อแม่ของมินต์ก็มา
และที่น่าแปลกใจ… แม่ของม่อนก็มาด้วย
ท่านไม่ได้มาเพื่อร่วมงาน แต่ท่านมาเพื่อพบผม
ผมเห็นท่านยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้คณะ ท่านดูแก่ลงมาก แต่ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ผมเดินเข้าไปหาท่าน ก้มลงกราบเท้าของท่านอย่างสำนึกผิด
“กาณฑ์… ขอบใจมากนะลูก” ท่านพูดเสียงสั่น
“ผม… ผมขอโทษครับแม่” ผมพูด “ผม… ผมไม่สามารถปกป้องม่อนได้”
แม่ของม่อนจับมือผมไว้แน่น “ไม่หรอกลูก… หนูทำดีที่สุดแล้ว”
ท่านหยิบกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ ออกมา กล่องที่ผมเคยเก็บของของม่อนใส่ไว้
“แม่รู้ว่าหนูเอาอะไรมาให้แม่บ้าง” ท่านพูด “แม่เห็นสมุดสเก็ตช์… แม่เห็นของใช้ทุกอย่าง”
ท่านยื่นสมุดเล่มหนึ่งให้ผม… ไม่ใช่ไดอารี่ แต่เป็นสมุดสเก็ตช์เก่าๆ ของม่อน ที่ผมไม่ได้ใส่ไว้ในกล่อง
ผมเปิดออกดู… มันคือภาพวาดของผม… ม่อนวาดภาพที่ผมกำลังยิ้ม… กำลังหัวเราะ… อยู่ในอิริยาบถที่สบายๆ
“ม่อน… มันรักหนูมากนะลูก” แม่ของม่อนพูด “มันบอกแม่เสมอว่าหนูเป็นเพื่อนคนเดียวที่มันไว้ใจ… คนเดียวที่ทำให้มันหัวเราะได้”
ผมน้ำตาไหล…
“และแม่… แม่เห็นรอยยิ้มนั่นด้วย” ท่านกระซิบเบาๆ “รอยยิ้มสุดท้ายของม่อน… แม่รู้ว่าหนูโกหกตำรวจ… แม่รู้ว่าหนูไม่กล้าพูดความจริง”
ผมทรุดตัวลงคุกเข่า “ผมขอโทษครับแม่!”
ท่านยกมือขึ้นแตะศีรษะผมเบาๆ
“แม่ให้อภัยหนูแล้วลูก” ท่านพูดอย่างอ่อนโยน “แม่รู้ว่าหนูถูกความกลัวครอบงำ… แต่ม่อน… มันก็คงให้อภัยหนูแล้วเหมือนกัน”
“รอยยิ้มของม่อน… ไม่ได้ยิ้มให้ใครที่กำลังจะดึงมันลงน้ำ” แม่ของม่อนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “รอยยิ้มนั้น… มันยิ้มให้ ‘อิสรภาพ’ ของตัวมันเอง… อิสรภาพที่มันเลือก”
ท่านกอดผมไว้แน่น… และผมก็ร้องไห้ออกมาอย่างหมดจด… น้ำตาที่เก็บไว้นานหลายปี…
…
เย็นวันนั้น… ผมเดินไปที่สระต้องห้ามเป็นครั้งสุดท้าย
สระน้ำยังคงสงบนิ่ง ต้นไม้ยังคงปกคลุมไปด้วยรากไม้หนาแน่น… แต่ไม่มีความรู้สึกน่ากลัวอีกแล้ว
ผมโยนดอกกุหลาบสีขาวลงไปในน้ำ…
“มึงชนะแล้ว ม่อน” ผมกระซิบ
ผมเงยหน้าขึ้น… มองไปที่ท้องฟ้าสีคราม
ผมยังคงระลึกถึงเรื่องราวทั้งหมด… เรื่องของพี่ท็อป… เรื่องของการทรยศ… เรื่องของการแก้แค้นอันน่าสะพรึงกลัว
แต่มันไม่ได้ทำให้ผมกลัวอีกต่อไป
ผมได้เรียนรู้แล้วว่า…
ในชีวิตนี้… ไม่มีใครที่เป็น ‘ผี’ ที่น่ากลัวไปกว่า ‘มนุษย์’ ที่เต็มไปด้วยความแค้นและความอิจฉา
และรอยยิ้มที่แท้จริง…
คือรอยยิ้มที่เกิดจากการที่เรากล้าเผชิญหน้ากับความจริง…
ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม