Kuman Thong Tầng 13: Bí Mật Hợp Đồng Máu Tại Tháp Sathorn

กุมารทองชั้น 13: สัญญาลับเลือดในตึกสาธร

ผมชื่อต้น งานของผมคือการฟัง ผมฟังเสียงลมหายใจของนักแสดง ฟังเสียงผ้าเสียดสีกัน ฟังเสียงที่คนปกติไม่ได้ยิน หรือเลือกที่จะไม่สนใจ ผมได้ยินเสียงท่อประปาเก่า ๆ กำลังจะแตก ผมได้ยินเสียงหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ที่กำลังจะขาด โลกทั้งใบสำหรับผม มันคือซิมโฟนีของเสียงที่ดังไม่หยุด

แต่เสียงที่ผมเกลียดที่สุด คือเสียงในห้องเช่าสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แห่งนี้ เสียงพัดลมเพดาน… มันหมุนเอื่อย ๆ… ช้า ๆ… อี๊ด… อ๊าด… มันไม่ได้หมุนเพื่อไล่ความร้อน มันหมุนเหมือนคนใกล้ตายที่พยายามสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย อากาศในห้องมันหนัก อบอ้าว… เหงื่อผมไหลซึมแผ่นหลัง ไหลลงมาถึงขอบกางเกง ผมได้ยินเสียงเหงื่อของตัวเองหยดลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ… แปะ…

และเสียงที่น่ารังเกียจที่สุด… เสียงโทรศัพท์ มันสั่นครืดคราดอยู่บนโต๊ะ จนฝุ่นที่เกาะอยู่รอบ ๆ เต้นระริก หน้าจอสว่างวาบ… “เจ้าหนี้”

ผมจ้องมัน… หัวใจเต้นแรง… ตึก… ตึก… ตึก… ผมได้ยินเสียงเลือดสูบฉีดในหูของตัวเอง ผมปล่อยให้มันดังจนตัดไปเอง เงียบ… แล้วมันก็ดังอีก ผมกดตัดสายทิ้ง นี่เป็นสายที่สิบของวันนี้… หรือสิบเอ็ด… ผมเลิกนับไปแล้ว

ผมเป็นหนี้… หนี้ท่วมหัว… มันไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่มันคือความจริง หนี้จากการพยายามทำสตูดิโอเล็ก ๆ ของตัวเอง ความฝันโง่ ๆ ที่จะทำงานเสียงให้กับหนังอินดี้ หนี้จากการไว้ใจคนผิด… หุ้นส่วนที่หอบเงินก้อนสุดท้ายหนีไป หนี้ที่ตอนนี้มันกลายเป็นนายชีวิตผม

ผมมองกองอุปกรณ์อัดเสียงที่มุมห้อง ไมโครโฟนบูมตัวเก่งที่ตอนนี้สายขาดใน… มิกเซอร์ตัวเล็กที่ปุ่มเริ่มรวน… หูฟังมอนิเตอร์ที่ฟองน้ำเปื่อยยุ่ย… ทั้งหมดคือซากปรักหักพังของความฝัน

เสียงข้อความเด้งขึ้นมา… “กูให้เวลามึงถึงพรุ่งนี้เที่ยง… ถ้าไม่ได้เงิน… มึงเจอกูแน่” “กูจะไปยึดของในห้องมึง… ทั้งหมด” “แล้วถ้ามันยังไม่พอ… มึงรู้ใช่ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

ผมรู้… ผมหลับตา… เห็นภาพไอ้พวกนั้นบุกเข้ามาในห้อง ผมกำหมัดแน่น… ผมทุบโต๊ะ! “โธ่เว้ย!” เสียงของตก… ผมสบถ… แต่ผมไม่กลัวพวกมัน… ผมกลัวความอับอาย ผมกลัวการที่ต้องสูญเสียทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตา

แล้วโทรศัพท์ก็ดังอีก… ผมสะดุ้งสุดตัว… เกือบจะขว้างมันทิ้ง แต่ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ… ไม่ใช่เจ้าหนี้ “พี่เมฆ”

ผมสูดหายใจลึก… เมฆ… พี่เมฆเป็นผู้กำกับที่ผมเคยทำงานด้วยสมัยยังรุ่ง ๆ เขาเป็นคนเก่ง… เก่งมาก… แต่ก็บ้าบิ่น… บ้าจนหลายคนไม่อยากยุ่งด้วย เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการ เขาเคยสั่งให้ผมลุยน้ำเน่าในคลองเพื่ออัดเสียง “จริง” เขาเคยให้ผมปีนขึ้นไปบนนั่งร้านก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ เพื่อเก็บเสียงลม “สด” เราไม่ได้คุยกันเกือบปี… ตั้งแต่สตูดิโอผมเจ๊ง

ผมกดรับ… “ครับพี่เมฆ” “ไอ้ต้น! เสียงมึงเหมือนคนอมทุกข์! เป็นเหี้ยอะไร!” เสียงเขาดังลั่นเหมือนเดิม… เต็มไปด้วยพลังงานที่น่ารำคาญ “ก็… เรื่อย ๆ พี่… มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” “กูมีงาน… งานใหญ่! ใหญ่สัส ๆ! มึงต้องมาทำให้กู” คำว่า “งาน” ทำให้หัวใจผมเต้นอีกครั้ง “งานอะไรพี่… ช่วงนี้ผมไม่ค่อย…”

“ไม่ต้องพูดมาก!” เขาตัดบท “มึงรู้จักตึกสาทร ยูนีค ไหม?” คำถามนั้นเหมือนน้ำแข็งราดลงบนหลังผม “ตึกร้างนั่นน่ะเหรอพี่… ที่เขาว่าผีดุ ๆ… ที่มีคนไปโดดตึก…” “ผีเหรอ? ฮ่า ๆ!” พี่เมฆหัวเราะก๊าก “กูไม่สนผี! นี่มันสารคดีประวัติศาสตร์เว้ย!” ผมขมวดคิ้ว… “สารคดี… ที่นั่นเนี่ยนะ?”

“เออ! มึงคิดดูดิ… อนุสาวรีย์แห่งวิกฤตต้มยำกุ้ง! สัญลักษณ์ของความล่มสลายที่แท้จริง! ไม่ใช่แค่ตึกเก่า ๆ แต่มันคือสุสานของความฝัน! คนไทยแม่งลืมง่าย… กูจะไปย้ำเตือนความทรงจำพวกมัน!” น้ำเสียงเขาฟังดูน่าเชื่อถือ… แต่มันมีอะไรบางอย่าง… แววตาของนักล่าที่ผมจำได้… แม้จะผ่านทางโทรศัพท์ “แล้ว… มันต้องใช้ซาวด์เอนจิเนียร์เก่งขนาดนั้นเลยเหรอพี่” ผมถามอย่างสงสัย “ไปถ่ายตึกเก่า ๆ… เสียงมันก็มีแต่ลมไม่ใช่เหรอ”

พี่เมฆเงียบไป… แล้วเขาก็กระซิบ… เสียงที่กระซิบของเขามันดังกว่าเสียงตะโกนเสียอีก “ต้น… นี่กูบอกมึงคนเดียวนะ… เรื่องนี้มันมีมากกว่าแค่ประวัติศาสตร์” “…” “กูได้ข้อมูลมาจากวงใน… ลึกมาก… ลึกแบบที่มึงคาดไม่ถึง” “หมายความว่าไงพี่”

“ก่อนที่เจ้าของตึกคนนั้น… มหาเศรษฐีที่ล้มละลาย… เขาจะเป่าหัวตัวเองตาย… เขาไม่ได้หมดตัว” “เขาซ่อน ‘ของนำโชค’ ของเขาไว้” ใจผมกระตุก… “ของนำโชค?” “ใช่! บางคนว่าเป็นทองคำแท่ง… บางคนว่าเป็นเพชรพลอย… บางคนว่าเป็นของขลังโบราณที่ทำให้เขารวย… แต่ที่แน่ ๆ… มันถูกทิ้งไว้ในนั้น… รอคนไปเจอ” “พี่… นี่มันเหมือนหนัง… พี่ไปเอาเรื่องนี้มาจากไหน” “กูสืบมาเป็นปี! กูมีแผนที่! กูมีข้อมูล! กูแค่ต้องการทีมที่ไว้ใจได้!” “ถ้าเราหาเจอนะต้น… สารคดีนี้แม่งไม่ใช่แค่สารคดี… มันคือการ ‘ค้นพบครั้งประวัติศาสตร์’! เรารวยกันฉิบหายแน่!”

ผมเงียบ… คำว่า “รวย” มันเสียดแทงใจผม แต่ผมก็รู้… “พี่… มันเสี่ยงนะ… ตึกมันเก่ามาก… แล้วก็… เรื่องที่เขาเล่ากัน… มันก็ไม่ใช่แค่ข่าวลือนะพี่” “เรื่องผีสางเหรอ? ไร้สาระ! กูไม่เชื่อ! กูเชื่อในสิ่งที่จับต้องได้!” เขาหยุด… แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “กูต้องการมึง… เพราะมึงหูดีที่สุด” “ถ้ามีอะไรซ่อนอยู่หลังกำแพง… ถ้ามีเสียงกลไก… หรือถ้ามีเสียงลมที่มันฟังดูแปลก ๆ… มึงต้องได้ยิน… กูต้องการหูทิพย์ของมึง ไม่ใช่หูธรรมดา ๆ” เขาชมผม… เหยื่อล่ออีกชิ้น ผมรู้ว่าเขากำลังหลอกใช้ผม… แต่ผมก็อยากให้มันเป็นเรื่องจริง

“ผมขอคิดดูก่อน…” “สามวัน… ห้าหมื่นบาท… จ่ายสด”

คำพูดนั้น… “ห้าหมื่นบาท”… มันเหมือนระเบิดที่ทำลายกำแพงความกลัวทั้งหมดของผม ห้าหมื่น… ผมเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์… ข้อความขู่จากเจ้าหนี้ ห้าหมื่น… มันพอให้ผมต่อลมหายใจได้อีกเดือน… มันพอให้ผมย้ายหนีไปตั้งหลัก… มันคือทุกอย่างในตอนนี้…

ผมหลับตาลง… เสียงพัดลม… อี๊ด… อ๊าด… เสียงขู่ของเจ้าหนี้… “มึงเจอกูแน่…” เสียงของพี่เมฆ… “เรารวยกันฉิบหายแน่…” เสียงความโลภในใจผม… มันดังกว่าเสียงอื่นใด

“ตกลงครับพี่… ผมไป” ผมได้ยินเสียงพี่เมฆยิ้มผ่านโทรศัพท์ “ดีมาก! กูรู้ว่ามึงไม่โง่! เจอกันพรุ่งนี้เช้า… หน้าตึก… หกโมงตรง… ห้ามสาย!” “ครับ” “เตรียมอุปกรณ์ของมึงให้พร้อม… อ้อ… เอาไฟฉายแรง ๆ มาด้วยล่ะ” “ในนั้น… ไม่มีไฟเหรอพี่” พี่เมฆหัวเราะเบา ๆ “ไม่มีห่าอะไรเลยไอ้ต้น… มีแต่ความมืด… กับความจริงที่รอเราอยู่” เขาวางสายไป

ผมยืนนิ่ง ๆ ในห้องมืด ๆ… ความเงียบเข้ามาแทนที่… แต่เป็นความเงียบที่ดังอื้ออึง ความกลัวเรื่องตึกร้างมันมีอยู่จริง… แต่ความกลัวเจ้าหนี้… มันจริงกว่า ผมลุกขึ้น… เริ่มเช็ดอุปกรณ์อัดเสียงที่เต็มไปด้วยฝุ่น ผมต้องทำให้มันใช้งานได้… อย่างน้อยก็อีกสามวัน ผมเช็กแบตเตอรี่สำรอง… เช็กสายเคเบิล… ผมพยายามคิดว่าผมจะอัดเสียงอะไรในตึกร้าง… เสียงลม… เสียงนกพิราบ… เสียงปูนกะเทาะ… “สมบัติงั้นเหรอ…” ผมพึมพำกับตัวเอง… “ขอแค่ให้มันเป็นเงินก็พอ…”

ผมไม่รู้เลย… ว่าสิ่งที่ผมกำลังจะไปเจอ… มันไม่ใช่แค่สมบัติ… และ “ของนำโชค” ที่พี่เมฆพูดถึง… มันกำลังรอ “เพื่อนเล่น” อยู่


ผมไปถึงหน้าตึกตอนหกโมงเช้า… เกือบจะตรงเวลา แสงอาทิตย์ยามเช้ายังไม่แรงพอที่จะไล่เงามืดที่เกาะกุมตึกระฟ้าที่ยังสร้างไม่เสร็จแห่งนี้ สาทร ยูนีค… มันยืนทะมึนอยู่ตรงนั้น… เหมือนโครงกระดูกของยักษ์ที่ตายในท่ายืน กระจกที่แตก… เหล็กเส้นที่โผล่ออกมาเหมือนซี่โครง… รอยกราฟฟิตีสีฉูดฉาดบนกำแพงปูนเปลือย… มันคืออนุสาวรีย์ของความล่มสลายที่พี่เมฆว่าไว้จริง ๆ

ผมเห็นพี่เมฆยืนพิงรถตู้เก่า ๆ ของเขาอยู่แล้ว เขากำลังคุยอย่างออกรสกับคนสองคน คนแรกคือ พลอย… พลอย (พลอย) เป็นพิธีกรสาวดาวรุ่ง… หรืออย่างน้อยเธอก็พยายามจะเป็น ผมเคยเจอเธอผ่าน ๆ ตามงานอีเวนต์ เธอสวย… สวยมาก… รอยยิ้มของเธอเหมือนถูกฝึกมาอย่างดี… สดใสแม้ในยามเช้าตรู่ เธอแต่งตัวเหมือนมาเดินแฟชั่นวีคมากกว่ามาบุกตึกร้าง… รองเท้าบูทส้นสูง… เสื้อครอป… เธอดูตื่นเต้น… แต่เป็นความตื่นเต้นแบบเด็กสาวที่กำลังจะได้เล่นอะไรสนุก ๆ “พี่ต้น! สวัสดีค่ะ! ตื่นเต้นจังเลย! พลอยไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เข้ามาในนี้! นี่มันสุดยอดคอนเทนต์เลยนะคะ!” เธอยกมือถือขึ้นมาถ่ายสตอรี่… “สวัสดีค่ะทุกคน! ตอนนี้พลอยอยู่ที่… สาทร ยูนีค! กำลังจะเข้าไปล่าสมบัติกับทีมงานมือโปร! ตื่นเต้นมาก!” “สมบัติ…” ผมพึมพำ… พี่เมฆคงขายฝันเรื่องนี้ให้เธอเหมือนกัน

อีกคนคือ วิน… วิน (วิน) เป็นตากล้อง เขาเป็นขั้วตรงข้ามกับพลอยโดยสิ้นเชิง เขายืนเงียบ ๆ… สูง… ผอมเกร็ง… สายตาคมกริบ เขากำลังเช็กกล้องซีเนม่าตัวใหญ่ที่วางอยู่บนไหล่… ตรวจสอบเลนส์… แบตเตอรี่… เขาพยักหน้าให้ผมทีหนึ่ง… เป็นการทักทาย พี่เมฆตบไหล่ผม “ครบทีม! ไอ้ต้น… นี่พลอย… พิธีกรสุดจี๊ดของเรา… และนี่ไอ้วิน… ตากล้องผีมือเทวดา… แม่งถ่ายได้กระทั่งวิญญาณ” วินปรายตามองพี่เมฆแวบหนึ่ง… “ตราบใดที่พี่จ่ายเงิน… จะให้ถ่ายอะไรผมก็ถ่าย”

“ดี! กูชอบคนแบบนี้!” พี่เมฆหัวเราะ “กูจ้างวินเพราะแม่งไม่เคยถามเหี้ยอะไรเลย… แค่ทำงานของมัน… ส่วนมึง… หู… ส่วนพลอย… หน้ากล้อง… เพอร์เฟกต์ทีม!” เขากำลังบอกเราว่า… อย่าถามมาก ผมสะพายกระเป๋าอุปกรณ์… มันหนักอึ้ง “แล้วเราจะเข้าไปยังไงพี่… เขาว่ามี รปภ. เฝ้า… โหดด้วย” ผมถาม พี่เมฆยิ้มมุมปาก… “บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้หรอกไอ้ต้น” เขาเดินนำเราไปที่ป้อมยามเล็ก ๆ หน้าตึก รปภ. แก่ ๆ คนหนึ่งนั่งสัปหงกอยู่ พี่เมฆเคาะกระจก… ยื่นแบงก์พันสีเทาฟ่อนหนึ่งให้ รปภ. ลืมตาโพลง… มองแบงก์… มองหน้าพี่เมฆ… แล้วก็มองพวกเรากับกองอุปกรณ์ เขาพยักหน้าช้า ๆ… ลุกขึ้น… ไขกุญแจประตูเหล็กที่ล่ามโซ่ไว้ “ให้ไว… แค่สามชั่วโมงนะ” รปภ. พูดเสียงแหบ “รู้แล้วน่า” พี่เมฆตอบ “ถ้าเราอยู่นานกว่านั้น… เดี๋ยวกูให้เพิ่ม… ไปเถอะ… ไปนอนต่อเถอะลุง” รปภ. รับเงิน… แล้วกลับไปนั่งที่เดิม… ทำเหมือนไม่เห็นอะไร

ประตูเหล็กเปิดออก… แกร๊ง… เสียงโซ่เสียดสีกันมันบาดหู ความมืดด้านในอ้าปากต้อนรับเรา กลิ่น… สิ่งแรกที่ปะทะจมูกผมคือกลิ่น… มันไม่ใช่แค่กลิ่นอับชื้นของปูนเก่า ๆ… มันคือกลิ่นฉี่… กลิ่นขยะเน่า… กลิ่นค้างคาว… และกลิ่นอะไรบางอย่าง… หวานเอียน ๆ… เหมือนของเซ่นไหว้ที่ถูกทิ้งไว้จนบูด พลอยยกมือขึ้นปิดจมูก “อื้อหือ… กลิ่นสุดยอด…” “ชินซะเถอะน้อง…” พี่เมฆพูด “นี่แหละของจริง! วิน! เปิดไฟกล้อง! เริ่มถ่ายได้เลย!”

แสงจากกล้องของวินสาดสว่าง… เผยให้เห็นล็อบบี้ที่ควรจะหรูหรา… แต่ตอนนี้มันคือซาก เศษปูนกองอยู่ทุกที่… สายไฟห้อยระโยงระยางเหมือนเถาวัลย์… ผมเปิดเครื่องบันทึกเสียง… สวมหูฟัง… เสียงแรกที่ผมได้ยินคือเสียงฝีเท้าของเราเอง… มันก้อง… ก้องจนน่าขนลุก… เหมือนตึกนี้มันขยายทุกเสียงให้ดังขึ้น… มันกำลัง “ฟัง” เราอยู่ “พี่เมฆ… เราจะขึ้นไปชั้นบนสุดเลยเหรอ” พลอยถาม “มีลิฟต์ไหมคะ” พี่เมฆหัวเราะ “ลิฟต์? มีสิ… แต่ต้องใช้พลังจิตเอา” เขาชี้ไปที่ปล่องลิฟต์ที่มืดดำ… “เราเดิน… น้องสาว… และเราจะไม่ใช้บันไดหลักด้วย”

นี่มันแปลก… “ทำไมล่ะพี่” ผมถาม “บันไดหลักน่าจะปลอดภัยกว่านะ” พี่เมฆหันมายิ้ม… แววตาเขาเป็นประกาย “คนอื่นเขาก็ใช้บันไดหลักกันหมด… พวกมาลองของ… พวกฝรั่งแบ็กแพ็กเกอร์… พวกนั้นไม่เจอห่าอะไรหรอก” “แต่กู…” เขาตบอกตัวเอง “กูมีแผนที่… กูรู้ทางลัด… ทางที่คนสร้างเขาใช้กัน… ตามกูมา” เขาพาเราเลี้ยวเข้ามุมมืด… ไปยังประตูเหล็กที่เขียนว่า “บันไดหนีไฟ – เฉพาะเจ้าหน้าที่” มันไม่ได้ล็อก… พี่เมฆผลักมันเปิดออก… ข้างในคือบันไดคอนกรีตแคบ ๆ… ชัน… และมืดสนิท อากาศในนี้เย็นกว่าข้างนอก… เย็นจนผมขนลุก

เราเริ่มเดิน… เสียงฝีเท้าของเราสี่คนดังสะท้อน… กึก… กึก… กึก… ผมพยายามอัดเสียง… แต่สิ่งที่ได้ยินมีแค่เสียงหอบหายใจของเรา… กับเสียงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบ ๆ วี้ด… เหมือนเสียงคนกระซิบ… เราเดินผ่านชั้นแล้วชั้นเล่า… ชั้น 5… ชั้น 8… ชั้น 10… พลอยเริ่มหอบ… รองเท้าบูทของเธอคงไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้ “พี่เมฆ… พักก่อนได้ไหม… พลอยไม่ไหวแล้ว…” “ไม่ได้!” พี่เมฆตวาด “เราต้องไปให้ถึงก่อนที่แสงจะเปลี่ยน! วิน! ถ่ายหน้าพลอยไว้! เอาแบบเรียล ๆ! นี่แหละความลำบาก! คนดูชอบ!” วินหันกล้องไปหาพลอยทันที… แสงไฟสาดเข้าหน้าเธอ พลอยกัดฟัน… ปรับสีหน้าให้ดู “สู้ตาย” ที่สุด… แต่ผมเห็นความเหนื่อยและความหงุดหงิดในแววตาเธอ

เรามาถึงชั้น 12… พี่เมฆหยุด… “ใกล้ถึงแล้ว…” เขาพึมพำ… “ถึงอะไรพี่… ชั้นบนสุดยังอีกไกล” ผมแย้ง “จุดหมายของเรา… ไม่ได้อยู่บนสุด” พี่เมฆพูด… เขามองขึ้นไปที่บันไดขั้นต่อไป… ที่นั่นมีป้ายเล็ก ๆ เขียนว่า “12A” “ชั้น 12A…” วินพูดเรียบ ๆ “ตึกนี้ไม่มีชั้น 13 เหรอวะ” “คนเอเชียถือ… เขาก็เลยข้ามไป” พี่เมฆตอบ… แต่เสียงเขาฟังดูจงใจ… “แต่ทางที่เราจะไป… มันอยู่หลังชั้นนี้”

ทันทีที่พี่เมฆพูดจบ… พลอยก็ตัวสั่น… เธอทรุดลงนั่งกับขั้นบันได… หน้าซีดเผือด “พลอย! เป็นอะไร! อย่าสำออย!” พี่เมฆเริ่มหงุดหงิด “เปล่าค่ะ… แต่… มัน… มันหนาว…” อากาศในช่องบันไดมันเย็นก็จริง… แต่มันไม่ควรจะหนาวขนาดนั้น พลอยกุมสร้อยคอที่เธอสวมอยู่… ผมเพิ่งสังเกตเห็น… มันเป็นสร้อยที่มีจี้เล็ก ๆ ห้อยอยู่… เป็นรูปปั้นเด็ก… กุมารทอง… ไม่ใช่แบบที่น่ากลัว… แต่เป็นแบบที่ปลุกเสกมาเพื่อ “เสริมดวง” “พลอย…” ผมเรียกเธอ เธอเงยหน้ามองผม… ในตามีน้ำตาคลอ “พี่ต้น… ‘น้อง’…” เธอหมายถึงกุมารทองของเธอ “น้อง… น้องกำลังสั่น… น้องกลัว…” เธอยื่นจี้มาให้ผมดู… มันสั่นเบา ๆ จริง ๆ… เหมือนมีมอเตอร์เล็ก ๆ ข้างใน “ไร้สาระ!” พี่เมฆตะคอก “มันคงเป็นเพราะมึงเหนื่อยจนตัวสั่น… ไอ้จี้นั่นมันก็เลยสั่นตาม! ลุกขึ้น! เราไม่มีเวลา!”

“ไม่ค่ะพี่เมฆ!” พลอยเถียง… นี่เป็นครั้งแรกที่เธอขึ้นเสียง “มันไม่เคยเป็นแบบนี้… มันร้อน… มันร้อนมาก… เหมือนมันพยายามเตือนพลอย!” เธอชักมือกลับ… “โอ๊ย!” จี้กุมารทองนั่น… มันร้อนจนเกิดรอยแดงเล็ก ๆ บนฝ่ามือเธอ ผมอ้าปากค้าง… วินซูมกล้องไปที่มือของพลอย… พี่เมฆจ้องเขม็ง… ผมคิดว่าเขาจะกลัว… หรืออย่างน้อยก็ลังเล… แต่เปล่าเลย… แววตาของเขา… มันคือความตื่นเต้น… ความตื่นเต้นที่น่าขยะแขยง… เขายิ้ม… “มันตื่นเต้นต่างหากล่ะพลอย… ไม่ได้กลัว” “มันรู้… ว่าเรากำลังจะเจอ ‘ของจริง'” “ลุกขึ้น! สมบัติรอเราอยู่… แค่เอื้อมมือเท่านั้น!”

พี่เมฆไม่รอ… เขาเดินนำขึ้นบันไดไปยังชั้น 12A… มุ่งหน้าสู่สิ่งที่ควรจะเป็น “ชั้น 13” พลอยมองตามเขา… มองจี้ในมือ… แล้วก็มองหน้าผม แววตาของเธอบอกว่า “หนูไม่อยากไปต่อ” แต่ผม… ผมนึกถึงหนี้ห้าหมื่นบาท ผมพยักหน้าให้เธอ… “ไปเถอะ… ไม่มีอะไรหรอก… ก็แค่ตึกเก่า ๆ” ผมโกหก… ผมโกหกเธอ… และโกหกตัวเอง เราลุกขึ้น… และเดินตามความโลภของพี่เมฆ… ขึ้นไปสู่ความมืดที่รออยู่ชั้นบน


ทางเดินชั้น 12A มันแตกต่าง… มันไม่ใช่ปูนเปลือยเหมือนชั้นอื่น ๆ… พื้นทางเดินหลัก… ถูก “ก่ออิฐ” ปิดตาย มันเป็นกำแพงอิฐบล็อกสีเทา… ถูกสร้างขึ้นมาอย่างลวก ๆ… ปูนที่ฉาบไว้ยังดูค่อนข้างใหม่… เหมือนเพิ่งมีคนมาก่อปิดไว้ไม่กี่ปี “อะไรวะเนี่ย…” วินพูดเรียบ ๆ เป็นคนแรก “ทางตันนี่หว่า… พี่เมฆ… แผนที่มึงมั่วรึเปล่า” พี่เมฆเดินเข้าไปหากำแพง… ใช้ไฟฉายส่องสำรวจ… เขายิ้ม… “มั่วที่ไหน… นี่แหละ… ทางเข้า” “ทางเข้า?” พลอยทวนคำ “พี่จะบ้าเหรอ… นี่มันกำแพงชัด ๆ”

พี่เมฆวางกระเป๋าเป้ใบใหญ่ของเขาลง… เสียงซิปดัง… แกร่ก… เขาลากของหนัก ๆ ออกมา… ค้อนปอนด์… และ ชะแลงเหล็กอันยาว วินหรี่ตา “พี่… นี่มันเกินไปแล้ว… นี่มันบุกรุก ทำลายทรัพย์สิน” “ทรัพย์สิน?” พี่เมฆหัวเราะ “ทรัพย์สินเหี้ยอะไร! ตึกนี้มันตายไปยี่สิบปีแล้ว! ไม่มีเจ้าของโว้ย!” “แล้วพี่จะทุบกำแพงเนี่ยนะ… เพื่อ?” ผมถาม… รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรง “เพื่อสารคดีของเราไง!” พี่เมฆประกาศ “มึงคิดดูดิ! ‘ทีมงานค้นพบห้องลับที่ถูกปิดตายในตึกสาทร ยูนีค!’… แม่งโคตรดราม่า! คนดูต้องคลั่งแน่!” เขาหันไปหาวิน “วิน! ตั้งกล้อง! ถ่ายตอนกูทุบ! เอาซาวด์สด ๆ เลยนะต้น!”

ผมสวมหูฟัง… จ่อไมโครโฟนบูมไปที่กำแพง… ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น… ตึก… ตึก… “พี่แน่ใจนะ…” พลอยถามเสียงสั่น “ข้างในมันอาจจะ… ไม่มีอะไรเลยก็ได้” “มีสิ!” พี่เมฆตะคอก “สัญชาตญาณกูบอก! สมบัติมันอยู่หลังกำแพงนี่!” เขาเงื้อค้อน… “วิน! พร้อมนะ! 3… 2…” ตูม! เสียงค้อนทุบกำแพงดังสนั่น… สะเก็ดปูนแตกกระจาย… ผมได้ยินเสียงสะท้อนของแรงกระแทก… ก้อง… วังเวง… ตูม! ครั้งที่สอง… ตูม! ครั้งที่สาม… อิฐบล็อกก้อนหนึ่งเริ่มร้าว…

แล้วผมก็ได้ยิน… มันเป็นเสียงที่แผ่วเบา… เบาจนผมคิดว่าผมหูฝาด… ผมเร่งเสียงในหูฟัง… …ครืด… …ครืด… มันเหมือนเสียง… เล็บ… เล็บของเด็ก… กำลังขูดอยู่บนพื้นปูน… จาก “อีกด้านหนึ่ง” ของกำแพง ขนทั้งตัวผมลุกชัน… “พี่เมฆ! หยุดก่อน!” ผมตะโกน พี่เมฆชะงัก… หันมามองผมอย่างหงุดหงิด “อะไรของมึง! กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม!” “ผม… ผมได้ยินเสียง…” “เสียงอะไร! เสียงปูนแตกน่ะสิ!” “ไม่ใช่ครับ… มันเหมือน… เหมือนมีอะไรขยับอยู่ข้างใน…”

พี่เมฆจ้องหน้าผม… แล้วเขาก็ยิ้มกว้าง… “สุดยอด! ผีเหรอ! ยิ่งดี! ถ่ายไว้เลยวิน! อัดไว้เลยต้น! นี่แหละคอนเทนต์!” เขาไม่สนใจผม… เขาหันกลับไป… คราวนี้เขาใช้ชะแลง… แคร่ก! เขางัดก้อนอิฐที่ร้าวอยู่ออกมา… ก้อนอิฐร่วงลงพื้น… โครม! ช่องโหว่สีดำปรากฏขึ้น… และพร้อมกันนั้น… ฟู่! กระแสลมเย็นเฉียบ… พุ่งออกมาจากช่องโหว่… มันปะทะหน้าเรา… และมันหอบเอา “กลิ่น” ออกมาด้วย… มันไม่ใช่กลิ่นอับ… มันเป็นกลิ่นหอม… หอมจนเอียน… เหมือนกลิ่นดอกมะลิแห้ง ๆ… ที่ถูกเก็บไว้ในที่อับชื้นมานาน… ผสมกับกลิ่นฝุ่นหนาเตอะ…

พลอยไอค่อกแค่ก… “กลิ่นอะไรอ่ะ… เหม็นแปลก ๆ” พี่เมฆไม่ตอบ… ดวงตาเขาเบิกกว้าง… เขาใช้ไฟฉายส่องลอดช่องโหว่เข้าไป… “โอ้โห… พระเจ้า…” เขาพึมพำ… “มันอยู่จริง ๆ…” เขาไม่รอช้า… เขาใช้ค้อนทุบกำแพงต่ออย่างบ้าคลั่ง… ตูม! ตูม! แคร่ก! กำแพงที่สร้างลวก ๆ พังทลายลงมาอย่างง่ายดาย… เผยให้เห็นทางเข้าที่มืดมิด… สู่ห้องเพนท์เฮาส์ขนาดใหญ่ที่ถูก “ซีล” เอาไว้

“ตามมา!” พี่เมฆก้าวข้ามเศษอิฐเข้าไปเป็นคนแรก… วินตามไปติด ๆ… กล้องยังคงทำงาน… พลอยลังเล… เธอมองหน้าผม… “พี่ต้น… หนู… หนูไม่อยากเข้า…” จี้กุมารทองในมือเธอยังร้อนจัด “มาถึงขนาดนี้แล้วพลอย… ไม่มีอะไรหรอก… พี่เมฆก็อยู่” ผมปลอบ… แต่เสียงผมสั่น ผมเดินนำเธอเข้าไป… ผมต้องเอาเงินห้าหมื่น…

ข้างใน… มันคือโลกที่ถูกหยุดเวลาไว้ เฟอร์นิเจอร์หรูหราถูกคลุมด้วยผ้าใบสีขาว… ฝุ่นหนาเป็นนิ้ว… อากาศนิ่ง… และเย็น… แต่ที่น่าประหลาดคือ… มัน “สะอาด” มันไม่มีขยะ… ไม่มีรอยกราฟฟิตี… ไม่มีร่องรอยของคนจรจัด… เหมือนไม่มีใครเคยเหยียบเข้ามาในนี้… นับตั้งแต่วันที่มันถูกปิดตาย “มันอยู่ไหน…” พี่เมฆพึมพำ… เขาเดินสำรวจไปรอบ ๆ เหมือนคนละเมอ เขาไม่ได้สนเฟอร์นิเจอร์… เขาเดินตรงไปยังใจกลางห้องโถง…

ณ ตรงนั้น… บนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ… มีบางอย่างตั้งอยู่… มันไม่ใช่โต๊ะ… ไม่ใช่ตู้… มันเหมือน “ศาล” เล็ก ๆ… ไม่สิ… มันเหมือน “บ้านตุ๊กตา” โบราณ… ที่ทำจากไม้สัก… แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง… มันเหมือน ” linh sàng “… (ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร… มันคือเรือนไทยจำลองขนาดเล็ก) มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว… ท่ามกลางความเวิ้งว้างของเพนท์เฮาส์

“นั่นไง…” พี่เมฆกระซิบ… เสียงเขาสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น เขาสาดไฟฉายแรงสูงเข้าไปที่ “เรือน” นั้น แสงไฟทะลุผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ที่แกะสลักไว้… ผมเห็น… ข้างในเรือน… มีหีบ… หีบสีทองขนาดเล็ก… วางอยู่บนแท่นบูชา… “สมบัติ…” พลอยพึมพำ…

พี่เมฆกำลังจะก้าวเข้าไป… แต่วินดึงแขนเขาไว้… “เดี๋ยว… พี่… ดูนั่น…” วินชี้กล้องไปที่เรือน… ซูมเข้าไป… พี่เมฆส่องไฟตาม… บน… “ฝาหีบ” สีทองนั้น… มีบางอย่าง “นั่ง” ทับอยู่…

มันคือตุ๊กตา… ตุ๊กตากุมารทอง… แต่ไม่เหมือนที่พลอยห้อยคอ… ตัวนี้… ทำจากไม้สีดำมะเมื่อม… เกศาถูกโกนเป็นจุก… สวมโจงกระเบนสีแดงเก่า ๆ… มันนั่งนิ่ง… ก้มหน้า… เหมือนตุ๊กตาธรรมดา ๆ…

“กุมารทอง…” ผมพึมพำ… “เขา… เขาเลี้ยงไว้เฝ้าสมบัติเหรอ” พลอยพูดเสียงสั่น

พี่เมฆจ้องมัน… แล้วเขาก็หัวเราะเบา ๆ “ของเล่น… ใครจะสน” เขาปล่อยมือจากวิน… กำลังจะเดินเข้าไป…

…และในจังหวะนั้นเอง… กึก…

ตุ๊กตาไม้สีดำตัวนั้น… มัน… …ขยับ…

มันไม่ได้ขยับแบบสะดุ้ง… มันค่อย ๆ… …เงยหน้าขึ้น… ช้า ๆ… ราวกับข้อต่อไม้ที่ฝืดเคือง… แสงไฟฉายจับจ้องไปที่ใบหน้าของมัน… มันไม่มีลูกตา… เบ้าตาของมัน… คือหินสีขุ่นสองก้อน… และหินนั้น… มันเริ่มเปล่งแสงสีแดงเรื่อ ๆ… เหมือนถ่านไฟที่คุอยู่ข้างใน…

มัน “มอง” เรา… ไม่สิ… มันไม่ได้มองพี่เมฆที่อยู่ใกล้ที่สุด… มันไม่ได้มองวินที่ถือกล้อง… มันไม่ได้มองผม…

ดวงตาสีแดงขุ่นคู่นั้น… มันมองข้ามไหล่พวกเราทุกคน… และจับจ้อง… นิ่ง… ไปที่ “พลอย”

และในหูฟังของผม… ท่ามกลางเสียงลมหายใจที่ตื่นตระหนกของเราสี่คน… ผมได้ยินเสียงใหม่… มันไม่ใช่เสียงขูด… มันคือเสียงพูด… เสียงเด็ก… แต่แหบโหย… และแก่ชรา… มันดังชัด… เหมือนมีคนมากระซิบที่ข้างหูผม…

“แขกมา… …แต่มี ‘ขโมย’ ปนมาด้วย”


“ขโมยเหรอ… หมายความว่าไง…” พลอยถอยหลังกรูด… หน้าซีด… “พี่เมฆ! อย่าเข้าไป!” ผมตะโกน… “มัน… มันพูด!” “พูดเหรอ! ดีสิ! อัดไว้เลยต้น!”

พี่เมฆ… ดวงตาของเขา… มันไม่ได้มองตุ๊กตาไม้ตัวนั้น… มันจ้องเขม็งไปที่ “หีบทองคำ” ความโลภ… มันได้กลืนกินสติของเขาไปหมดแล้ว เขาไม่สนใจคำเตือนของผม… ไม่สนใจดวงตาสีแดงของกุมาร… “ของกู…” เขาพึมพำ เขากระโจนเข้าไปที่เรือนไม้สัก…

“อย่านะพี่!!!” พลอยกรีดร้อง… จี้กุมารทองที่คอของเธอ… มันไม่ได้แค่ร้อน… มัน “ลุกไหม้” ควันสีเทาพวยพุ่งออกมาจากจี้นั่น… เธอกระชากมัน… แต่สายสร้อยไม่ขาด… “โอ๊ย! ร้อน! ช่วยด้วย!”

พี่เมฆไม่สนใจ… เขาผลักพลอยที่ขวางทางจนเธอล้มกระแทกพื้น “เกะกะว่ะ!” เขาเอื้อมมือ… ผ่านหน้าตุ๊กตาไม้สีดำ… และ “คว้า” หีบทองคำใบเล็กนั้น…

…ฉับ…

ทุกอย่างดับ…

มันไม่ใช่แค่ไฟฉายของพี่เมฆ… ไม่ใช่แค่ไฟฉายของผม… แต่มันรวมถึง “ไฟกล้อง” ของวิน… ทุกแหล่งกำเนิดแสง… ดับลงพร้อมกัน เหมือนมีคนมาสับสวิตช์หลักของโลก… เหลือเพียง… ความมืด… ความมืดสนิท… มืดจนผมมองไม่เห็นมือตัวเองที่อยู่ห่างแค่คืบ…

ผมได้ยินเสียง… เสียงแรกคือเสียงพลอยกรีดร้อง… “กรี๊ดดด! ไฟ! เปิดไฟ!” เสียงที่สองคือเสียงวินสบถ… “เหี้ยเอ๊ย! แบตเต็ม! ทำไมดับวะ!” เสียงที่สามคือเสียงพี่เมฆ… “ได้แล้ว! กูได้มันมาแล้ว! ฮ่า ๆ ๆ!” และเสียงที่สี่… …คิก… …คิก… คิก…

เสียงหัวเราะ… เสียงหัวเราะของเด็ก… มันไม่ได้มาจากเรือนไม้สัก… มันอยู่ “รอบตัว” เรา มันดังมาจากมุมซ้าย… แล้วก็ย้ายไปมุมขวา… มันดังมาจากเพดาน… แล้วก็ดังอยู่ข้าง ๆ หูผม… …คิก…

“ใคร! ใครหัวเราะ!” พี่เมฆตะโกน… แต่เสียงเขาเริ่มสั่น ผมสวมหูฟัง… ไม่มีอะไร… ความเงียบ… เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง… ตึก… ตึก… ตึก… “ต้น! มึงได้ยินอะไรไหม!” พี่เมฆถาม “ไม่ได้ยิน… ไม่มีอะไรเลยพี่…”

…คิก… คิก… คราวนี้… มันดังมาจาก “ข้างใน” หูฟังของผม… เหมือนมีเด็ก… กำลังหัวเราะใส่ไมโครโฟนของผมโดยตรง…

ผมกระชากหูฟังออก… “พี่เมฆ! เราต้องออกไป! เดี๋ยวนี้!” “กูจะออกไปได้ไงเล่า! ทางมันอยู่ไหนวะ!” พี่เมฆตะโกนกลับ พวกเราสี่คน… ตาบอดสนิท… ได้แต่ยืนตัวแข็ง… ฟังเสียงหัวเราะที่วิ่งเล่นอยู่รอบตัว…

แล้วเสียงนั้นก็หยุด… กึก… เงียบ… เงียบจนน่าขนลุก…

และในความเงียบนั้น… มีเสียงใหม่ดังขึ้น… มันไม่ใช่เสียงในหูฟัง… มันดังอยู่ในอากาศ… มันดังอยู่ในหัวของเราทุกคน… เสียงแหบโหย… แก่ชรา… เสียงเดียวกับที่ผมได้ยินในหูฟัง… มันพูดว่า…

“แตะ… ต้อง… ของ… ของ… กู…”

…พรึ่บ!

ไฟฉายในมือพี่เมฆ… ไฟฉายของผม… และไฟกล้องของวิน… สว่างวาบขึ้นมา… พร้อมกัน…

แสงสว่างกลับมา… เราหอบหายใจ… พลอยนั่งตัวสั่นอยู่กับพื้น… วินหันกล้องไปมา… พี่เมฆ… เขายืนอยู่… ในมือของเขา… กอดหีบทองคำไว้แนบอก… เขายังปลอดภัย…

“ฮ่า ๆ! แค่ไฟดับเหรอวะ! ตกใจหมด!” พี่เมฆหัวเราะ… “มันขู่เรา… มันแค่ขู่เรา!” “ไป! ได้ของแล้ว! กลับ!” เขาพูดพลางเดินกลับไปทางเดิม… ทางที่เราพังกำแพงเข้ามา…

แต่… พี่เมฆหยุดชะงัก… “อะไรวะ…”

ผมมองตามเขา… หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม…

กำแพง… กำแพงอิฐบล็อกสีเทา… ที่เราเพิ่งใช้ค้อนทุบ… ใช้ชะแลงงัด… จนพังทลายเป็นเศษปูน… …มันกลับมา…

มันตั้งตระหง่าน… อิฐทุกก้อนเรียงตัวสวยงาม… ปูนที่ฉาบไว้… เรียบสนิท… ราวกับ… มันไม่เคยถูกทำลาย…

“เป็นไปได้ยังไง…” วินพึมพำ… เขาเอากล้องลงจากบ่า… “กู… กูเพิ่งถ่ายตอนพี่ทุบมัน…” พี่เมฆเดินเข้าไป… เขาเคาะกำแพง… …ก๊อก… ก๊อก… เสียงทึบ… แข็ง… เขาชกมัน! “เปิด! เปิดเดี๋ยวนี้นะโว้ย!” กำแพงไม่สะทกสะท้าน…

พลอยเริ่มร้องไห้… “เราออกไปไม่ได้… เราออกไปไม่ได้แล้ว…” “หุบปาก!” พี่เมฆหันมาตวาด “มันต้องมีทางอื่น!” เขาเริ่มวิ่ง… ส่องไฟฉายไปทั่วเพนท์เฮาส์… “หน้าต่าง! ต้องมีหน้าต่าง!” เขาวิ่งไปที่ผนังด้านหนึ่ง… กระชากผ้าใบที่คลุมเฟอร์นิเจอร์ออก… มีหน้าต่าง… แต่… สิ่งที่อยู่หลังกระจก… ไม่ใช่วิวกรุงเทพ… มันคือ “กำแพงอิฐ” หน้าต่างทุกบาน… ถูกก่ออิฐปิดตายจากด้านนอก…

เราถูกขัง… เราถูกขังไว้ในนี้… ในชั้น 13…

…คิก… คิก… คิก… เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง… คราวนี้มันดังมาจาก “เรือนไม้สัก” หลังนั้น… ตุ๊กตาไม้สีดำ… ยังคงนั่งนิ่ง… แต่ดวงตาสีแดงของมัน… มันสว่างวาบ… เหมือนมันกำลัง “ยิ้ม”


“พี่เมฆ! นั่น!” ผมชี้ไปที่กำแพง… มือสั่นจนไมโครโฟนเกือบหลุดมือ พี่เมฆ, ที่ยังกอดหีบทองคำไว้แนบอก, หันไปมอง… รอยยิ้มแห่งชัยชนะของเขา… แข็งค้าง… แล้วค่อย ๆ… เปลี่ยนเป็นความสับสน… “อะไรวะ…”

กำแพงอิฐบล็อก… มันตั้งตระหง่าน… เรียบสนิท… เหมือนมันอยู่ที่นั่นมาตลอด… “เป็นไปไม่ได้…” พี่เมฆพึมพำ เขาวิ่งเข้าไป… ใช้มือทุบกำแพง… ปึก… ปึก… “มัน… มันจริง…” เขาหันขวับ… ดวงตาเริ่มส่อแววตื่นตระหนก “หน้าต่าง! เราต้องออกทางหน้าต่าง!”

เขาวิ่งไปที่ผนังด้านที่ควรจะเป็นหน้าต่าง… กระชากผ้าใบที่คลุมโซฟาออก… “นี่ไง!” มีหน้าต่างบานใหญ่อยู่จริง ๆ… แต่สิ่งที่อยู่หลังแผ่นกระจก… ไม่ใช่วิวเมือง… มันคือ “กำแพงอิฐ” ที่ถูกก่อปิดตายจากด้านนอก… แสงสว่างเดียวที่ส่องเข้ามา… คือแสงจากไฟฉายของเราเท่านั้น

“ไม่…” พลอยทรุดตัวลงกับพื้น… “ไม่… ไม่… เราโดนขัง… เราโดนฝังทั้งเป็น…” เธอกรีดร้อง… เสียงแหลมเสียดแก้วหู… “หุบปาก!!!” พี่เมฆตะคอก “กูหาทางออกเอง!” เขาวิ่งพล่านไปทั่วห้อง… ทุบกำแพง… ถีบประตูห้องนอนทุกบาน… “มันต้องมีทางออก! มันต้องมี!”

วิน… ตากล้องที่เงียบขรึมมาตลอด… ยกกล้องขึ้น… ส่องไปที่พี่เมฆ… “พี่…” เสียงของวินเย็นเฉียบ… “พี่รู้อยู่แล้วใช่ไหม” พี่เมฆชะงัก… หันมา “มึงหมายความว่าไง!” “พี่รู้… ว่าเราจะโดนขัง… พี่รู้ว่าที่นี่มีอะไร… ไอ้แผนที่บ้าบอของพี่… มันบอกเรื่องนี้ด้วยรึเปล่า!” “มึงบ้าเหรอ! กูก็เพิ่งรู้เหมือนมึงนี่แหละ!” “งั้นไอ้หีบนั่นคืออะไร!” วินชี้กล้องไปที่หีบทองในมือพี่เมฆ “นั่นคือ ‘สมบัติ’ ที่พี่พูดถึงเหรอ! คุ้มไหมล่ะ! กับการที่พวกเราทุกคนต้องมาตายอยู่ที่นี่!”

การเผชิญหน้าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องไห้ของพลอย… แต่คราวนี้… มันไม่ใช่เสียงร้องไห้ธรรมดา… เธอกำลังก้มมองที่คอของตัวเอง… “หายไป…” “อะไรหาย” ผมถาม… “สร้อย… สร้อยกุมารของพลอย… ‘น้อง’…” เธอกำสายสร้อยที่ขาดห้อยรุ่งริ่งขึ้นมา… แต่มันมีแค่สายสร้อยเปล่า ๆ… จี้กุมารทอง… ที่เคยร้อนจนลวกมือเธอ… มัน… “สลาย” มันกลายเป็นผงเถ้าสีดำ… เกาะติดอยู่ที่ปลายสายสร้อย… “เขา… เขาทิ้งพลอยไปแล้ว…” เธอกระซิบ… “เขาหนีไปแล้ว… เขาช่วยเราไม่ได้…”

วินาทีที่พลอยพูดจบ… เสียงหัวเราะ “คิก… คิก…” ก็ดังขึ้นอีก… ดังมาจาก “เรือนไม้สัก” กลางห้อง… ตุ๊กตาไม้สีดำตัวนั้น… มันยังนั่งนิ่ง… แต่เสียงแหบโหย… แก่ชรา… ดังขึ้นในหัวของเราทุกคน… ชัดเจน… และเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด…

“ไอ้… ขโมย… มันหนีไปแล้ว…” “เหลือแต่… ‘แขก’…” “กับ… ‘ขโมย’ อีกตัว…”

พี่เมฆหน้าซีด “มึง… มึงหมายถึงอะไร… ขโมยอะไร! กูก็แค่…” “แตะ… ต้อง… ของ… ของ… กู!” เสียงนั้นตวาดลั่น… แรงอัดอากาศที่มองไม่เห็น… ระเบิดออกมาจากเรือนไม้สัก… ตูม! พวกเราสี่คนกระเด็นไปคนละทิศละทาง… ผมกระแทกเข้ากับกำแพง… หูอื้ออึง… เครื่องบันทึกเสียงหลุดมือ… พลอยร้องกรี๊ด… พี่เมฆล้มกลิ้ง… แต่เขายัง “กอด” หีบทองคำไว้แน่น…

“ไอ้เมฆ!” วินตะโกน… เขาลุกขึ้นได้เป็นคนแรก… “ทิ้งไอ้หีบนั่นไป! คืนมันไป!” “ไม่!” พี่เมฆตะโกนกลับ “มันเป็นของกู! กูหาเจอ!” “พี่บ้าไปแล้ว!” วินเดินเข้าไปจะแย่งหีบ…

แต่ผม… ผมเห็นมันก่อน… ผมสวมหูฟังที่ตกอยู่ข้าง ๆ… เสียงในหูฟัง… มันไม่ใช่เสียงตวาดของพี่เมฆ… มันเป็นเสียงใหม่… …พรืด… พรืด… เหมือนเสียง… “หายใจ” เสียงหายใจที่หนักหน่วง… มันไม่ได้มาจากเรือนไม้สัก… มันดังมาจาก “โถงทางเดิน” ที่มืดมิด… ซึ่งเชื่อมไปยังส่วนห้องนอนของเพนท์เฮาส์

“เงียบ!” ผมตะโกนสุดเสียง… ทุกคนชะงัก… แม้แต่พี่เมฆ… “อะไรอีก!” “ชู่ว์…” ผมยกนิ้วขึ้นแตะปาก “ผมได้ยิน… ผมได้ยินเสียง…” ผมค่อย ๆ หยิบไมโครโฟนบูม… ชี้มันเข้าไปในความมืดของโถงทางเดิน… …พรืด… พรืด… มันดังขึ้น… ชัดขึ้น… “มีคน… ไม่สิ… ‘บางอย่าง’… อยู่ในนั้น” ผมกระซิบ

วิน… ด้วยสัญชาตญาณของตากล้อง… เขายกกล้องขึ้นประทับบ่าทันที… ไฟกล้องที่ทรงพลัง… สาดเป็นลำ… ตัดผ่านความมืด… “กูจะไปดูเอง” วินพูด “อย่าไป!” พลอยร้องห้าม “มันมืดนะ!” “นั่นแหละงานกู” วินตอบ “พวกมึงอยู่ตรงนี้… ถ้ามีอะไร… ตะโกนเรียก” “ดี!” พี่เมฆพูด “ไปดูเลยวิน! ไปดูว่ามันมีทางออกอื่นไหม! เผื่อมันมีบันไดหนีไฟอีกด้าน!” พี่เมฆ… เขากำลังใช้ วิน… เป็น “เหยื่อล่อ”

วินก้าวเข้าไปในโถงทางเดิน… พวกเราสามคน… ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ที่ห้องโถง… มองแผ่นหลังของวิน… และแสงไฟจากกล้องของเขา… ที่ค่อย ๆ ลับหายไปในความมืด… เราเห็นแสงไฟของเขาสาดไปมา… ซ้าย… ขวา… “มีอะไรไหมวิน!” พี่เมฆตะโกนถาม เงียบ… มีเพียงเสียงสะท้อนของพี่เมฆ… “วิน! ตอบกู!”

แล้วเราก็ได้ยินเสียงของวิน… เสียงที่ลอดออกมาจากความมืด… “พี่… พวกมึง…” เสียงเขาสั่น… แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว… มันคือความ “ตื่นเต้น” “มี… มีอะไรบางอย่างอยู่นี่…”

“อะไรวะ!” พี่เมฆถาม “มัน… มันคือ… เด็ก…” “เด็กเหรอ!” “ใช่… แม่ง… ยืนนิ่ง ๆ… อยู่สุดทางเดินเลย…” พลอยยกมือขึ้นปิดปาก “มันมาแล้ว… มันมาเอาเราแล้ว…” “ไม่ใช่…” เสียงวินดังออกมา “มันไม่ได้ทำอะไรเลย… มันแค่ยืน… ยืนมอง… …โอ้โห… สัส… ผิว… ผิวมันเหมือนไม้… ไม้ขัดเงาเลย…”

ผมจ้องเขม็งเข้าไปในความมืด… ผมไม่เห็นอะไรเลย… “วิน! กลับมา! ออกมาเดี๋ยวนี้!” ผมตะโกน “แป๊บน่าต้น!” เสียงวินหงุดหงิด “กูกำลังได้ช็อตเด็ด… ช็อตที่สมบูรณ์แบบที่สุด… แม่ง… อย่างกับงานศิลปะ…” “มัน… มันสวยว่ะ…” “มันมองกู… มันมองเข้ามาในเลนส์เลย…” “พี่เมฆ! มันคือสมบัติรึเปล่า!” พลอยถามอย่างมีความหวังโง่ ๆ “ไม่…” เสียงวินตอบ “มัน… …มันกำลัง… …โบกมือให้กู…”

วินาทีนั้น… ผมได้ยินเสียงในหูฟัง… เสียงที่ไม่ได้มาจากวิน… เสียงแหบโหยของกุมาร… ดังขึ้นในหูฟังผม… “เล่น… ด้วย… กัน…”

วูม! ไม่ใช่เสียง… แต่มันคือแรงดูด… เหมือนเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ถูกเปิดขึ้นสุดทางเดิน… “ไม่! อ๊ากกกกกก!”

เสียงวินกรีดร้อง… มันไม่ใช่เสียงคนถอยหลัง… มันคือเสียงคนที่ถูก “ดึง” เข้าไป… แสงไฟจากกล้องของเขาสั่นกระตุกอย่างรุนแรง… แล้ว… มันก็ดับวูบ…

ทุกอย่างเงียบ… ความมืด… ความมืดที่ปลายโถงทางเดิน… มันดูดกลืนวินเข้าไปแล้ว…

“วิน…?” พลอยเรียก… เสียงเหมือนแมวร้อง… “ไอ้วิน! มึงเล่นเหี้ยอะไร!” พี่เมฆตะโกน… แต่ขาของเขาสั่น…

โครม! กล้องซีเนม่าตัวใหญ่… ถูก “โยน” ออกมาจากความมืด… มันไถลมากับพื้น… และหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเราสามคน… เลนส์แตก… แต่… ไฟสีแดงเล็ก ๆ… ตรงปุ่ม “REC”… มันยังคง… กะพริบ… …กะพริบ…

กล้อง… มันยังอัดอยู่…

ผม… ด้วยสัญชาตญาณบ้า ๆ… ค่อย ๆ คลานเข้าไป… หยิบหูฟังของตัวเอง… ชี้ไมโครโฟนบูม… ไปยังปลายโถงทางเดินที่มืดมิด… ที่ที่วินเพิ่งหายตัวไป…

ผมกลั้นหายใจ… แล้วผมก็ได้ยิน… …กร๊อบ… …แกร๊บ… …จ๊วบ…

เสียงเหมือน… คนกำลัง… “กิน” เสียงเคี้ยว… เสียงหักกระดูก… เสียงดูดของเหลว…

ผมกระชากหูฟังออก… โก่งคออ้วก… อ้วกเอาทุกอย่างที่กินมาเมื่อเช้า… ออกมาจนหมดท้อง… เหลือเพียงน้ำดีสีเหลืองขม ๆ…

พี่เมฆกับพลอย… ยืนตัวแข็งทื่อ… มองผม… แล้วมองไปที่โถงทางเดิน… พวกเขาไม่ได้ยิน… แต่พวกเขา “รู้”

“วิน… เขา…” พลอยเริ่มสะอื้น ไม่มีใครตอบ…

และแล้ว… เสียงหัวเราะ “คิก… คิก…” ก็ดังขึ้นอีก… คราวนี้มันดังมาจากปลายโถงทางเดิน… เสียงที่อิ่มเอม… สดใส… ตามด้วยเสียงพูด… ที่เหมือนจะสบายใจ…

“หนึ่ง… …คน…”


เสียงแหบแห้งแบบเด็กๆ ดังขึ้น เสียงนั้นช่างน่าพึงพอใจยิ่งนัก

ความเงียบปกคลุมไปทั่ว ไม่ใช่ความเงียบของตึกร้างอีกต่อไป แต่เป็นความเงียบหลังจากเกิดเหตุฆาตกรรม กลิ่นเลือดและโลหะสดๆ (น่าจะมาจากวิน หรือจากฝีมือของเขา) เริ่มฟุ้งกระจายออกมาจากโถงทางเดินมืดๆ

พลอยกับฉันตัวสั่น น้ำตาของพลอยไหลรินลงมา เมฆยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับอนุสาวรีย์แห่งความโลภ กอดหีบทองคำไว้แนบอก

“วินสารเลว!” เมฆคำราม เสียงของเขาบิดเบี้ยวด้วยความกลัว แต่ยังคงเจือไปด้วยความโกรธ “เขาก่อเรื่องเอง! ทำไมเขาถ่ายคลิปนั่น! ทำไมเขาไม่หาทางออก!” “เมฆ!” พลอยร้อง “หุบปาก! เขาตายแล้ว! พวกเราตายกันหมดแล้ว!” “ไม่!” เมฆตะโกน “ไม่มีใครตายได้! ฉันเจอมันแล้ว! เราต้องหาทางออกจากที่นี่!”

เขาหันมาหาฉัน ดวงตาของเขาพร่ามัว “ตัน! แกนี่เชี่ยวชาญเรื่องเสียงจริงๆ! แกได้ยินทุกอย่างเลย! ฟังสิ ฟังเสียง ‘กลไก’ อะไรนั่นสิ! เสียงประตูเปิด หรืออะไรประมาณนั้น!” ฉันส่ายหัว ลำคอแทบหายใจไม่ออก “ไม่… ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย… ได้ยินแค่… เสียงหัวเราะของมัน…”

กุ๊กกู… กุ๊กกู…

เสียงนั้นไม่ได้ดังไกลออกไปอีกแล้ว มันดังก้องมาจาก ‘เตียงวิญญาณ’ (บ้านไม้) กลางห้อง เด็กชายผิวสีคนนั้น… เขาไม่ขยับเขยื้อน แต่ก้อนหินสีแดงในเบ้าตากลับสว่างขึ้น

“แขกมาถึงแล้ว…” เสียงเด็กๆ ดังขึ้น “เราต้องเล่น…”

พลอยทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอทรุดลงนั่งคุกเข่า เอามือกุมศีรษะ แล้วเริ่มกรีดร้อง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! แม่! ได้โปรด!”

เสียงกรีดร้องของพลอย… เสียงกรีดร้องของพลอยในหูฟังของฉันเป็นมากกว่าเสียงตื่นตระหนก มันคือคลื่นพลังงาน มันร้องเรียกหาอะไรบางอย่าง

และมันก็ตอบกลับมา

จากโถงทางเดินมืดๆ ที่วินเพิ่งถูกกลืนลงไป… วูบ… ลมหนาวพัดพากลิ่นหอมฉุนของดอกมะลิและเลือดสดๆ กลับมายังห้องนั่งเล่นอีกครั้ง

เมฆหันกลับมา เขาลืมพลอยไปสนิท เขาคิดแต่จะหนี เขาเห็นพลอยกรีดร้อง และเขาก็ตัดสินใจอย่างโหดร้ายที่สุด “อีตัว! แกส่งเสียงดัง!” เมฆกรีดร้อง

เขาไม่ได้วิ่งไปหาพลอย เขาผลักเธอออกไป เมฆเตะหลังพลอย ทำให้เธอเซไปกลางห้อง “ไป! ไปเป็นเหยื่อของมัน! ให้เวลาฉันหน่อย!”

พลอยล้มลงตรงหน้าแท่นบูชาไม้ เธอเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเปียกโชกไปด้วยน้ำตา และมองเห็นรูปปั้นไม้สีดำ “ไม่…”

และจากรูปปั้นนั่น… รวมถึงจากโถงทางเดินมืดๆ… และจากมุมกำแพง…

ฉันรู้สึกเหมือนมีดวงตาที่มองไม่เห็นนับสิบคู่จ้องมองเธอ กุ๊กกู… กุ๊กกู… กุ๊กกู… เสียงนั้นกลายเป็นเสียงหัวเราะคิกคัก

พลอยพยายามยืนขึ้น แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ เนื้อตัวเริ่มหดเล็กลง ผมของเธอเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีขาวเงินแห้งผากราวกับฟาง เธอยกมือขึ้นปิดปาก พยายามกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้าย แต่มีเพียงเสียงหายใจแห้งๆ ออกมา เธอไม่ได้ถูกลากตัวไป เธอกำลังถูก “ดูด” ให้แห้งอยู่ตรงนั้น

ฉันเห็นสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุด ดวงตาของพลอยที่เคยเต็มไปด้วยน้ำตาและความกลัว ตอนนี้กลับแห้งผากและขาวซีด ผิวของเธอแนบชิดกับกระดูก ราวกับว่า 20 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วภายใน 5 วินาที

ตบ

ร่างเหี่ยวเฉาของพลอยทรุดลงบนพื้นหินอ่อน มันไม่ใช่ร่างมนุษย์อีกต่อไป เป็นเพียงเสื้อเปล่าๆ ชั้นผิวหนังที่แห้งกรัง และจากศพที่แห้งผากนั้น ควันดำบางๆ พากลิ่นหอมหวานของดอกมะลิ ลอยฟุ้งและละลายหายไปในอากาศรอบโลงศพ

ความเงียบงันหวนคืน คราวนี้เมฆก็ตัวสั่นเช่นกัน เขาไม่หัวเราะอีกต่อไป เขามองดูศพแห้งๆ ของพลอย “สาม… สอง…” ฉันพึมพำ

ฉันกับเมฆ เหลือแค่สองคน

ฉันคลานอย่างรวดเร็ว หยิบเครื่องบันทึกเสียงที่ทำตกขึ้นมา โดยสัญชาตญาณ ฉันกดปุ่มบันทึก ฉันไม่รู้ว่ากำลังบันทึกอะไรอยู่ อาจจะเป็นวินาทีแห่งความตายของฉันเองก็ได้

“เห็นไหมเมฆ!” ฉันตะโกน “แกฆ่าหล่อน! แกใช้หล่อนเป็นเหยื่อล่อ! แกคิดว่าจะหนีรอดได้!” เมฆไม่ได้ยินฉัน เขาตกตะลึง เขาหันกลับไปมองโลงศพ…

และบนแท่นบูชา ข้างกุมารทองสีดำ มีรูปปั้นองค์ใหม่ปรากฏขึ้น มีขนาดเล็กกว่า ทำจากวัสดุสีดำ แห้ง และเปราะบาง เป็นรูปปั้นจำลองของพลอย เธอคุกเข่า เงยหน้าขึ้น ใบหน้าแสดงความหวาดกลัวอย่างที่สุด เธอกลายเป็น “สมบัติ” ชิ้นที่สอง

เมฆคราง เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ชนกำแพง เขาถูกต้อนจนมุม “ไม่… ไม่… ฉันไม่อยากเล่น! ฉันแค่อยากได้สมบัติ! ฉันแค่อยากได้ทองคำ!”

“ทองคำ?” เสียงแหบแห้งดังออกมาจากรูปปั้นไม้มะเกลือ “ในมือของคุณ…”

เม็กมองลงไปที่หีบทองคำที่เขาถืออยู่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจสิ่งที่ฉันพูดไว้ตั้งแต่ต้น: สิ่งที่มีค่าไม่ใช่ทองคำ แต่เป็นวิญญาณ

เขาวางหีบลง เขาจ้องมองมัน เขารู้ดี หีบใบนี้คือกุญแจ กุญแจที่จะยุติทุกสิ่ง หรือประตูสู่นรก

เม็กตัวสั่นขณะไขหีบ เสียงดังเอี๊ยดอ๊าด… กุญแจที่เป็นสนิมเปิดออก เสียงเสียดสีดังกึกก้อง

เม็กยกฝาขึ้น ข้างใน… ไม่ใช่แท่งทองคำ ไม่ใช่เพชร แต่เป็นแผ่นหนังเก่าสีเหลืองอร่าม และข้างๆ แผ่นหนัง… มีกระดูกนิ้วเล็กๆ ของเด็กน้อยอยู่จำนวนหนึ่ง

เม็กคำรามด้วยความหงุดหงิด โยนกระดูกทิ้งอย่างบ้าคลั่ง “ทองอยู่ไหน! ทองของข้าอยู่ไหน!”

ฉันถือเครื่องบันทึกเสียงไว้ในมือ นึกถึงเรื่องราวของเมฆขึ้นมาได้ ม้วนกระดาษนั้นคือสัญญาที่จะควบคุมมัน

“ไอ้โง่!” ฉันตะโกน “สมบัติไม่ใช่ทอง! สมบัติต่างหาก! นี่คือสัญญา… ที่จะควบคุมมัน!”

เมฆมองไปที่แผ่นหนัง เขาด้วยความสิ้นหวังและกระหายอำนาจ จึงได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ เขาคว้าแผ่นหนังขึ้นมา เขาเริ่มอ่านออกเสียงอักษรโบราณที่เขาเคยศึกษามาก่อนด้วยเสียงสั่นเครือ:

“ข้า… สั่งเจ้า… ตามสัญญานี้… เจ้าเป็นของข้า!”

กุมารทอง (รูปปั้นไม้มะเกลือ) กุมศีรษะไว้ ครวญครางอย่างเศร้าสร้อย ห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

“ได้ผล! ข้าคือเจ้านาย!” เมฆหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาหันหลังให้กับรูปปั้นไม้และเดินไปที่กำแพงที่เราปิดไว้ “เปิดประตู! ข้าสั่ง! ข้าคือเจ้านาย!”

กำแพงนิ่งสนิท

เมฆหันกลับมาด้วยความโกรธ: “หูหนวกหรือไง! ข้าคือเจ้านาย…”

เสียงของเขาแหบพร่า รูปปั้นกุมารทองยืนอยู่ข้างหลังเขา ห่างออกไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร มันกระซิบด้วยน้ำเสียงโบราณที่เหนื่อยล้า: “ใช่ เจ้าอ่านแล้ว เจ้าเห็นด้วย เจ้าคือเจ้านายคนใหม่…”

เมฆถอนหายใจด้วยความโล่งอก “…ของกรงนี้ เจ้าจะ ‘ดูแล’ สมบัติ”

“ไม่!” เมฆร้องออกมา เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก เขาไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นผู้ดูแล เขาพยายามโยนม้วนกระดาษทิ้ง แต่มันติดอยู่กับมือเขา

รูปปั้นไม้มะเกลือยกมือขึ้น กระดูกนิ้วมือเด็กๆ จำนวนมากในอกกระเด็นขึ้น พวกมันพุ่งตรงมาที่เม็ก พวกมันไม่ทะลุผ่าน พวกมันกดลงบนเนื้อของเขา ราวกับเป็นดินเหนียว หนึ่งชิ้นอยู่ที่อก หนึ่งชิ้นที่หน้าผาก สองชิ้นที่ฝ่ามือ เม็กกรีดร้อง เขาแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง

ฉัน (ตัน) ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่มุมห้อง เครื่องบันทึกเสียงยังคงเล่นอยู่ รูปปั้นไม้มะเกลือหันหัวไม้มาทางฉัน มันไม่สนใจฉัน มันสนใจเครื่องบันทึกเสียงที่ฉันถืออยู่ มันชี้นิ้วมาที่เม็ก

เม็กเริ่มชัก เขาไม่ได้ถูกดึงลงไปบนเตียง เขาเริ่มละลาย เนื้อ เสื้อผ้า และกระดูกของเขากลายเป็นของเหลวสีดำขุ่น ของเหลวไหลกลับเข้าไปในเตียงและถูกดูดเข้าไปข้างใน แผ่นหนังร่วงลงพื้น เม็กกรีดร้องในวินาทีสุดท้าย เสียงกรีดร้องของเขาบิดเบี้ยว ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป

เมื่อเมฆสลายไปจนหมดสิ้น รูปปั้นกุมารทองไม้สีดำขนาดเล็กองค์ใหม่ ปรากฏบนแท่นบูชา ข้างๆ รูปปั้นพลอย เหมือนกับเขาทุกประการ เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชัน เขาคือ “สมบัติ” องค์ใหม่

รูปปั้นไม้มะเกลือ (กุมารทอง) หันมาหาฉัน มันเดินเข้ามาหา ฉันหลับตาลง ยอมรับความตาย มันหยุดอยู่ตรงหน้า มันไม่ได้แตะต้องฉัน มันแตะไมโครโฟนของฉัน มันเอาปากไม้แนบกับไมโครโฟน

จบฉาก: หน้าจอดับลง

เราได้ยินเสียงที่บันทึกไว้ (เสียงจากเครื่องบันทึกเสียงของต้น) เสียงแรกคือเสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของเมฆขณะที่เขากำลังละลาย ถัดมาคือเสียงหัวเราะคิกคักของกุมารทอง และเสียงครางที่บิดเบี้ยวของวินและพลอย จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของกุมารทอง แต่ถูกขยายเสียงด้วยพลังปีศาจ มันไม่ได้กระซิบ มันคำรามดังก้องไปทั่วเสียงบันทึก:

“ฟังนี่สิ”

“หอคอยนี้เป็นของข้า”

“สมบัตินี้เป็นของข้า”

“ผู้ใดที่เข้าไปในชั้น 13 ด้วยความโลภ…”

(เงียบไปครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงกรีดร้องบิดเบี้ยวของเมฆที่ยังคงดังอยู่)

“…จะต้องจ่ายราคาที่แพงลิบ”

“เจ้าจะ ‘เล่น’ กับเรา…”

“…ตลอดไป”

คลิก เสียงบันทึกหยุดลง

ฉันล้มลงกับพื้น พอลืมตาขึ้น กำแพงอิฐด้านหลังก็แตกกระจาย ประตูเปิดออก ฉันถูกปลดปล่อย

ฉันหนีออกมาจากหอคอยได้ แต่ฉันเอาเสียงบันทึกนั้นไปด้วย ฉันไม่กล้าลบมัน บางครั้งในตอนกลางคืน เสียงบันทึกก็เล่นซ้ำโดยอัตโนมัติ

และฉันรู้ ฉันไม่ใช่ผู้รอดชีวิต ฉันคือผู้ส่งสารของมัน ฉันคือผู้ประกาศคำสาปของกุมารทอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube